HarmonyOS ระบบซอฟต์แวร์ใหม่จาก Huawei พร้อมโชว์ EMUI10

Huawei  ย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี นำเสนอ HarmonyOS ระบบปฏิบัติการแบบกระจาย (Distributed Operating System) ที่ใช้ Microkernel ในจัดการทรัพยากรระบบ เชื่อมโยงการใช้งานในทุกอุปกรณ์แห่งอนาคต มอบประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

พร้อมยกระดับสมาร์ทโฟนอีกขั้นด้วย EMUI10 ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาตามแนวคิดแบบ Distributed เชื่อมโยงอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และแอปพลิเคชันต่างๆ เข้าด้วยกัน ตอบโจทย์การใช้งานและชีวิตดิจิทัลอย่างแท้จริง

HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ สำหรับสมาร์ทดีไวซ์ และเป็นครั้งแรกของโลกที่ใช้ ระบบปฏิบัติการแบบกระจาย (Distributed Operating System)

ซึ่งการใช้ Microkernel ในการจัดการทรัพยากรระบบนั้น ทำให้สามารถทำงานได้กับทุกอุปกรณ์ อีกทั้งยังเป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับคุณสมบัติอันชาญฉลาด ทั้ง Shared Communications Platform, Distributed Data Management, Distributed Task Scheduling, และ Virtual Peripherals  

สถาปัตยกรรมของ ระบบปฏิบัติการแบบ Distributed OS ที่รองรับเทคโนโลยี Distributed Virtual Bus ทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถให้ ความสำคัญกับการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ของแอปพลิเคชันได้อย่างเต็มที่

โดยไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึก เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันให้เหมาะสม กับอุปกรณ์รุ่นที่แตกต่างกันอีกต่อไป เพราะการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะสามารถใช้งานกับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างต่อเนื่อง

  • เทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และ High-Performance Inter Process Communication (IPC) ช่วยให้ระบบปฏิบัติการ Harmony OS มีการทำงานที่ลื่นไหล ลดอาการหน่วงของแอปพลิเคชันลงได้ถึง 25.7% นอกจากนี้ Microkernel ยังสอดคล้องกับเทคโนโลยี IPC ส่งผลให้ประสิทธิภาพของ IPC สูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ ถึง 5 เท่า
  • HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติแรกที่มีการยืนยันแบบ Formal Verification ซึ่งทำงานบน Trusted Execution Environment (TEE) โดยอาศัยการสร้างโมเดลข้อมูลเพื่อตรวจสอบทุกส่วนของซอฟต์แวร์ และใช้กลไกทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบตั้งแต่แหล่งที่มา จึงแตกต่างจากระบบการยืนยันแบบเดิม นอกจากนี้ ยังมีจำนวนบรรทัดโค้ดที่น้อยกว่าระบบปฏิบัติการที่พัฒนาจาก Linuxkernel ถึง 1 ต่อ 1,000 ทำให้   มีช่องโหว่ของระบบน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่น และนับเป็นการยกระดับความปลอดภัยของระบบให้สูงขึ้น
  • HarmonyOS รองรับระบบ Multi-Device IDE ซึ่งเป็นระบบที่รองรับภาษาคอมพิวเตอร์หลากหลายภาษาและมีสถาปัตยกรรมที่รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเฉพาะ ระบบ Multi-device IDE จะช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนชุดคำสั่งเพียงครั้งเดียว ก็สามารถนำซอฟต์แวร์ของตนไปใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Harmony OS จึงนับเป็นการยกระดับการทำงานกับอุปกรณ์ที่หลากหลายไปอีกขั้น
  • HUAWEI ARK Compiler เป็นคอมไพเลอร์แบบ Static ตัวแรกที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Virtual Machine ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถรวบรวมโค้ดที่ซับซ้อนมาเพื่อให้ระบบแปลงเป็นโค้ดที่เรียบง่ายสำหรับการทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงเอื้อประโยชน์ให้กับนักพัฒนาเป็นอย่างมาก

จากการวิจัยอย่างละเอียด หัวเว่ยพบว่าสายตาของมนุษย์ จะรู้สึกถึงระดับความสว่างสี และความอิ่มสีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฉากหลังว่าสว่างหรือมืดมากน้อยเพียงใดEMUI10 จะมีโหมดมืดที่สามารถปรับสมดุลย์ ของความต่างสีระหว่างข้อความและพื้นหลังโทนมืด สีตัวอักษร และไอคอนระบบ เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกสบายตา และสามารถใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ได้ง่ายขึ้น

EMUI10 พัฒนาขึ้นจากรากฐานของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์แบบ Distributed เพื่อคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น การรองรับวีดีโอคอลล์ความละเอียด HD บนอุปกรณ์ที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโทรศัพท์หรือวีดีโอคอลล์ได้จากทุกที่และทุกเวลา หากมีสายเข้า ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะรับสายโดยใช้ลำโพงอัจฉริยะ สมาร์ททีวีหรือแม้แต่ระบบอินโฟเทนเมนต์ในรถ

ทำได้แม้กระทั่งการรับสัญญาณสดจากโดรนเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง แนวคิดนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจ เนื่องจากเทคโนโลยีซอฟต์แวร์แบบ distributed ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายโอนข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ได้ง่ายดายด้วยการลากและวางอีกด้วย

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังพัฒนาคุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยใช้พื้นฐานของแนวคิดซอฟต์แวร์แบบ Distributed เพื่อให้ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ สิ่งที่หัวเว่ยพัฒนาเพื่อยกระดับความปลอดภัยคือการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นเอง

รวมไปถึงการใช้สถาปัตยกรรมชิพและเคอร์เนลระบบเป็นพื้นฐานของระบบรักษาความปลอดภัยและระบบยืนยันต่างๆ โดยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ จะทำได้เมื่อผู้ใช้อนุญาตเท่านั้น และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ จะเป็นแบบเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ปัจจุบันมีสมาร์ทดีไวซ์หลากหลายประเภทมากขึ้นทั้งสมาร์ทโฟนและสมาร์ททีวี  Ecosystem ของแอปพลิเคชันต่างๆ ก็แผ่ขยายมากยิ่งขึ้น จำนวนอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้มีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ใช้งานจึงคาดหวังจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้งานในอุปกรณ์ใด และต้องการเข้าถึงบริการ ประเภทเดียวกันได้ตลอดทุกที่

นับเป็นเรื่องสำคัญที่นักพัฒนาจะต้องพัฒนาแอปพลิเคชันของตนให้รองรับหลายภาษา รองรับการทำงานกับอุปกรณ์ที่หลากหลาย และผสานการทำงานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

สมาร์ทโฟน HUAWEI P30 Series จะได้รับการอัพเดท EMUI10 รุ่นเบต้าก่อน ในวันที่ 8 กันยายน และสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate20 Series จะได้รับการอัพเดทในลำดับต่อมา

ทั้งนี้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS และซอฟต์แวร์ EMUI10 จะช่วยเชื่อมโยงอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์กับแอปพลิเคชั่นต่างๆ เข้าด้วยกัน สร้าง EcoSystem ที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้แก่ผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นได้ว่าทีมพัฒนาเทคโนโลยีของหัวเว่ย พร้อมจะผสานความร่วมมือกับทั้งพันธมิตรทางธุรกิจรวมถึงนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดสู่ผู้บริโภค

ขอบคุณที่มา tech.mthai

AirPods Pro ดีไซน์ใหม่ In-ear จาก Apple สามารถตัดเสียงรบกวนได้

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า Apple เตรียมจะเปิดตัว AirPods Pro หูฟังไร้สายแบบ true wireless ที่มากับดีไซน์ใหม่ในสไตล์แบบ In-Ear พร้อมฟีเจอร์ ANC (Active Noise Cancellation) ที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้างจากภายนอกได้ ล่าสุดก็ประกาศเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ในราคา 9,490 บาท

AirPods Pro มาพร้อมดีไซน์ใหม่ในแบบ In-Ear ที่มีน้ำหนักเบา และใช้งานด้วยการดีไซน์ออกมาให้กระชับและเข้ากับส่วนโค้งของหูผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพทนน้ำ ทนเหงื่อ ตามมาตรฐาน IPX4 เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย หรือการทำงานที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นคือฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนรอบข้างหรือ Active Noise Cancellation ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ประทับใจไม่ว่าจะฟังเพลง หรือต่อสายเพื่อสนทนา

ทั้งนี้ Apple ได้เพิ่มไมโครโฟนลงไปถึงสองตัว เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมี Transparency mode ที่ผู้ใช้สามารถใช้หูฟังร่วมกับการฟังเสียงรอบข้าง โดยไม่ต้องกล้วว่าจะไม่ได้ยินเสียงรถบีบแตร์ เสียงคนเรียก หรืออื่นๆ

ไฮไลท์

  • ออกแบบโดย Apple
  • เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ
  • เลือกปรับขนาดให้พอดีและแนบสนิทได้
  • โหมดฟังเสียงภายนอก
  • คุณภาพเสียงอันน่าทึ่งพร้อม EQ แบบปรับได้เอง
  • ทนเหงื่อและน้ำ (IPX4)
  • มีจุกหูฟังซิลิโคน (3 ขนาด) มาให้ในกล่อง
  • มีสาย Lightning เป็น USB-C มาให้ในกล่อง
  • เปิดอัตโนมัติ เชื่อมต่ออัตโนมัติ
  • ตั้งค่ากับอุปกรณ์ Apple ทั้งหมดของคุณได้ง่ายๆ
  • ชาร์จได้อย่างรวดเร็วในเคสชาร์จ
  • ใช้ฟังได้นานสูงสุด 5 ชั่วโมง โหมดตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟใช้ฟังได้นานสูงสุด 4.5 ชั่วโมง
  • สนทนาได้นานสูงสุด 3.5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ชาร์จเพิ่มในเคสชาร์จแบบไร้สาย AirPods Pro จะสามารถใช้ฟังได้นานกว่า 24 ชั่วโมง หรือสนทนาได้นานกว่า 18 ชั่วโมง
  • เคสสามารถชาร์จได้ทั้งแบบไร้สายโดยใช้เครื่องชาร์จที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Qi หรือชาร์จผ่านช่องต่อ Lightning

ในส่วนของ ประสิทธิภาพในการทำงาน AirPod Pro นั้นมาพร้อมชิปเซ็ต H1 ของ Apple รองรับคำสั่งด้วยเสียง สามารถเรียกใช้ Siri แบบ Handfree ได้ และมีฟีเจอร์ การแชร์เสียง หรือ Audio Sharing ให้กับหูฟังคู่อื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ, ฟีเจอร์ Announce Messages ที่สั่งให้ Siri อ่านข้อความให้ฟังเมื่อมีข้อความเข้ามา รวมถึงฟีเจอร์ The Ear Tip Fit Test ที่เป็นการทดสอบการใส่หูฟังว่ ากระชับดีหรือยังเพื่อปรับขนาดจุกหูฟังให้เหมาะ และ พอดี นอกจากนี้ยังมีการปรับเสียงอัตโนมัติแบบ Adaptive EQ เพื่อให้เข้ากับสรีระ ของหูแต่ละข้าง เพื่อส่งมอบประสบการณ์เสียงที่ดีที่สุดให้กับ ผู้ใช้ อีกด้วย

Air Pods Pro มาพร้อมเคสแบบใหม่ที่มีขนาดกว้างขึ้นและและมีความสูงสั้นรุ่นก่อนๆ เล็กน้อยโดยสามารถชาร์จผ่านสาย lightning และแท่นชาร์จไร้สายแบบ Qi ได้ ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 5 ชั่วโมง โดยในโหมดตัดเสียงรบกวนสามารถใช้ได้นานสูงสุด 4.5 ชั่วโมง, สนทนาต่อเนื่องได้นานสูงสุด 3.5 ชั่วโมงและเมื่อชาร์จในเคสจะสามารถใช้งานได้นานกว่า 24 ชั่วโมง

AirPods Pro สามารถใช้งานได้ร่วมกับระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่นปัจจุบันหรือเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า อาทิเช่น iOS13.2 , iPadOS 13.2, watchOS 6.1, tvOS 13.2 และ macOS Catalina 10.15.1 โดยเปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้ในสหรัฐฯ และอีก 25 ประเทศ โดยจะเริ่มส่งมอบและจะวางจำหน่ายในวันที่ 30 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในราคา $249 หรือประมาณ 9,490 บาท สำหรับบ้านเราก็ต้องรอฟังข่าวกันอีกทีค่ะว่าจะเข้ามาช่วงไหน

ที่มา Droidsans

ติดตามข่าวเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้ที่ Cardtrickcorner.com

USA เสนอร่างกฎหมายบังคับ Tech Giant ย้ายข้อมูลไปบริการคู่แข่งผ่านตัวกลางรัฐ

งานนี้ต้องยอมรับในไอเดียสุดล้ำของสภาคองเกรซสหรัฐ ฯ จริง ๆ เพราะนอกจากจะทยอยเรียกกลุ่มยักษ์ใหญ่สายเทคโนโลยี ( Tech Giant ) สัญชาติอเมริกันเข้าพบเพื่อหารือจนแทบจะครบทุกชื่อที่พวกเรารู้จักกันดีแล้วนั้น ล่าสุดสภาทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างเห็นชอบร่วมกันในร่างกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามากำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook นั้นต้องปรับโครงสร้างการทำงานของระบบ ให้ข้อมูลของผู้ใช้บริการสามารถใช้งานและย้ายข้ามแพลตฟอร์มได้โดยง่าย

กฎหมายใหม่ เพื่อเสรีภาพขั้นสุดของผู้บริโภค บังคับ TECH GIANT เปิดระบบให้ย้ายหนีได้

กฎหมายใหม่ที่ว่านี้มีชื่อว่า “Augmenting Compatibility and Competition by Enabling Service Switching Act” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ACCESS Act” โดยมีเจตนารมณ์หลัก ๆ ที่ชัดเจนหากแปลความตามชื่อเลยคือ เพื่อสร้างความสามารถในความเข้ากันได้และการแข่งขันข้ามแพลตฟอร์มโดยวิธีการบังคับเปิดระบบให้ย้ายบริการได้ 

หากเพื่อน ๆ นึกไม่ออกให้นึกภาพว่าเหมือน การย้ายค่ายผู้ให้บริการมือถือบ้านเราที่ต้องทำได้โดยง่าย แต่นำไปบังคับใช้กับแพลตฟอร์มให้บริการเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Facebook แทนนั่นเอง 💡 !

ที่น่าสนใจมากคือทั้งสภาคองเกรซของสหรัฐ ฯ ที่ประกอบไปด้วย 2 พรรคใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการออกกฎหมายนี้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นทั้งการสร้างระบบอันเข้มงวดต่อผู้ให้บริการ และ ส่งเสริมการแข่งขันที่ไร้อำนาจผูกขาดทางการค้า โดยงานนี้ธุรกิจที่อาจจะอยู่ไม่สุขมากที่สุด น่าจะมีชื่อ Apple | Facebook | Google แถว ๆ นี้นี่แหละ เพราะลงทุนไปมากกับการสร้าง Ecosystem ของตัวเองให้ผู้บริโภคอยู่ในพื้นที่บริการของพวกเขา ไม่สามารถหนีออกไปจากแพลตฟอร์มได้ง่ายนัก

ข้อมูลของพวกคุณ คือทรัพย์สินโดยสมบูรณ์ของพวกคุณ หลักการนี้ต้องชัดเจน ฉะนั้นแล้วผู้บริโภคควรที่จะมีทางเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกรูปแบบ โดยไร้ซึ่งกำแพงใด ๆ กั้น – วุฒิสภา Josh Hawley | สภาคองเกรซ

สหรัฐ ฯ หวังทำลายกำแพงผูกขาดทางการค้า ผู้บริโภครับประโยชน์ ส่วน FACEBOOK นั้น กุมขมับรอได้เลย…

อีกหนึ่งไม้เด็ดของร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นคือ การบังคับให้บริการออนไลน์ทุกเจ้า ! ต้องต่อ API (Application Programing Interface) เป็นระบบเปิดเข้าด้วยกันผ่านตัวกลางที่ควบคุมโดย คณะกรรมาธิการการค้า (Federal Trade Commission) ของสหรัฐ ฯ อีกที 

เผื่อในกรณีที่ผู้บริโภครายใด ๆ ต้องการย้ายออกจากบริการหนึ่งไปยังอีกบริการหนึ่งนั้น ต้องทำได้โดยง่ายและสมบูรณ์ เช่น ย้ายจาก Facebook ไป Hi5 😆 ต้องจบได้ในไม่กี่คลิ๊กและต้องเลือกได้ด้วยว่าข้อมูลที่ย้ายนั้น Facebook ต้องลบของเราออกให้หมดทันทีที่มีการย้ายออกเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์

ร่างกฎหมายนี้ถูกมองว่า นอกจากจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแลเหล่าบริการออนไลน์เพื่อคุ้มครองสิทธิในข้อมูลของผู้บริโภคอย่างเต็มที่แล้วนั้น ยังเป็นกลยุทธ์ในการแก้เกมส์ผูกขาดทางการค้าผ่าน Ecosystem ของเหล่าธุรกิจสายเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ปัจจุบันนั้น กำลังเข้าสู่ยุคทองของตนเองกันอย่างเต็มที่เลยล่ะ หากมองจากอาณาจักรขององค์กรเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบของบริการที่ครอบคลุมในทุก ๆ การเคลื่อนไหวของชีวิตเราเต็มไปหมด แถมเข้าไปแล้วออกยาก 😆 หนึ่งในนั้นก็คือ Facebook Inc. ซึ่งนับเป็นที่หมายตาของรัฐบาลสหรัฐ ฯ มาสักพักใหญ่ ๆ แล้วในเรื่องนี้นั่นเอง  😐

โดยหากมองจาก Facebook เป็นตัวอย่าง จะเห็นว่าได้มีความพยายามเพิ่มฟังก์ชั่นการควบคุมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการที่สามารถทำได้เองมากขึ้นอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะแง่มุมของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของตัวผู้บริโภคเองได้นั้น ได้มีการเปิดให้เราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลมาดูได้ว่า Facebook จัดเก็บข้อมูลอะไรของเราไปบ้างนับตั้งแต่ใช้บริการมา

อย่างไรก็ดี กรณีนี้ต่างออกไปมาก เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะส่งผ่านข้อมูลผู้ใช้งานไปยังคู่แข่งได้แม้จะผ่านตัวกลาง และก็คงไม่ใช่แค่ Facebook แต่คิดว่าไม่น่ามีบริการออนไลน์เจ้าใดอยากทำเป็นแน่ 

เพราะถ้าเพื่อน ๆ จะสามารถพากันย้ายที่เล่นโซเชียลได้ง่าย ๆ ราวกับย้ายค่ายมือถือขนาดนี้ล่ะก็ Tech Giant จะต้องพบเจอกับการแข่งขันที่สูงมากกว่าที่เคย ส่วนผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นั้น แน่นอนว่ารอรับประโยชน์จากการแข่งขันราวกับค่ายมือถือแย่งลูกค้ากันยังไงยังงั้นเลยล่ะ งานนี้

“การมีอำนาจของ Facebook และ Google นั้นเต็มไปด้วยการแข่งขันกัน อย่างมีความหมาย ซึ่งจำเป็นที่จะ ได้รับการป้องกันทางออนไลน์ และ ส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี” Blumenthal กล่าว จากที่ได้ศึกษา กรณีต่อต้านการผูกขาด การทำงานร่วมกัน และ ความสะดวกสบาย นั้นเป็นเครื่องมือที่มีพลังมาก ที่จะ ยับยั้งการ ต่อต้านพฤติกรรมการแข่งขัน และ ส่งเสริมบริษัท นวัตกรรมใหม่ ๆ

ขอบคุณที่มา Droidsans The verge

Galaxy Watch Active 2 เปิดตัวแล้ว รองรับ Wifi,eSim ราคาสุดคุ้ม เริ่ม 9,900 บาท

เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Galaxy Watch Active 2  สมาร์ทวอทช์ตัวใหม่ล่าสุดจากค่าย Samsung แน่นอนว่าเป็นรุ่นใหม่ ฟีเจอร์หรือความสามารถอะไรต่างๆ ย่อมดีกว่าและมีมากกว่าตัวเก่าอย่างแน่นอน รอบนี้พิเศษ มาพร้อมกับรุ่นที่รองรับการใช้งาน eSIM อีกด้วย เปิดราคาเริ่มต้น 9,900 บาทเท่านั้น

นอกจากการใช้งานหรือการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในแต่ละวันแล้ว Galaxy Watch Active 2 ยังมาพร้อมกับตัวเลือกดีไซน์หลากหลายแบบให้ผู้ใช้งานเลือกใช้งานตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นขนาดหน้าปัด 2 แบบ 44 มม. กับ 40 มม. สำหรับใครที่ข้อแขนใหญ่หรือเล็ก, รุ่น Bluetooth กับรุ่น eSIM หรือสายนาฬิกาที่มีให้เลือกตั้งแต่แบบสแตนเลส, อลูมิเนียม และแบบสายรัด

ระบบหน้าจอสัมผัสที่ใช้งานแบบได้แบบง่ายๆ เพียงแค่เอานิ้วไถที่ขอบหน้าปัดเพื่อเปลี่ยนหน้าจอการทำงานของนาฬิกา หรือเลือกเมนูได้แบบสะดวกยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

Galaxy Watch Active 2 มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดเกร๋ที่เพียงแค่แชะรูปเสื้อที่ใส่อยู่ หน้าปัดของสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ก็จะเปลี่ยนอัตโนมัติเป็นรูปภาพที่มีลักษณะคล้ายๆ กับสีเสื้อของเราทันที mix and match สุดๆ เชื่อว่าฟีเจอร์นี้สาวๆ หลายท่านน่าจะถูกใจยิ่งนักเลยล่ะ

Galaxy Watch Active2 รองรับการออกกำลังกายได้ถึง 39 แบบ และการออกกำลังกายบางอย่างยังมีหัวข้อย่อยออกมาอีก นอกจากนี้ยังได้รับมาตรฐานกันน้ำที่ระดับ 5ATM และ IP68 ทำให้เราสามารถใส่สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ลงไปว่ายน้ำได้สบายๆ ส่วนขาลุยทั้งหลายก็หายห่วงด้วยมาตรฐานความทนทานที่ระดับ MIL-STD-810G อีกต่างหาก

สำหรับใครที่ไม่ใช่สายลุย แต่เป็นสาย Healthy ก็ไม่ต้องห่วงนะ เพราะ Galaxy Watch Active2 ก็ยังสามารถรองรับแอปที่ใช้ร่วมกับการทำสมาธิ, การติดตามการนอนหลับ หรือการติดตามวัดระดับความเครียด

ส่วนฟีเจอร์อื่นๆ สำหรับการออกกำลังกายก็ยังคงมีมาให้เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำกว่าเดิม, เซนเซอร์ Accelerometer ที่สามารถวัดแรงได้ถึงระดับ 32G, มี Barometer, มี GPS แถมด้วยเซนเซอร์ ECG หรือ Electrocardiogram (เซนเซอร์สำหรับตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) มาให้อีกด้วย

สเปค GALAXY WACTH ACTIVE 2

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 44 มม. / 40 มม. ความละเอียด 360 x 360
  • CPU : Exynos 9110
  • RAM : Bluetooth 768MB / LTE 1.5GB
  • ความจุ : 4GB
  • แบตเตอรี่ : รุ่น 44 มม. 340 mAh / รุ่น 40 มม. 247 mAh
  • มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : 5ATM / IP68
  • มาตรฐานความทนทาน : MIL-STD-810G
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0, Wi-Fi b/g/n, NFC, A-GPS/Glonass/Beidou, LTE
  • เซ็นเซอร์ : Heart rate, Electrocardiogram, Accelerometer, Gyroscope, Barometer, Ambient light
  • ระบบ Tizen

Galaxy Watch Active 2 จะมีให้เลือกหลักๆ ด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น แบ่งออกเป็นรุ่น Bluetooth, eSIM และรุ่นพิเศษที่ Samsung ได้ไปจับมือร่วมกับแบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง Under Armour ในชื่อรุ่นว่า Under Armour Edition สำหรับราคาก็ตามนี้เลยครับ..

  • รุ่น eSIM สแตนเลส-สายหนัง ขนาดหน้าปัด 44 มม. มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี (สีเทา, สีดำ และสีทอง) ราคา 13,900 บาท 
  • รุ่น eSIM สแตนเลส-สายหนัง ขนาดหน้าปัด 40 มม. มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี (สีเทา, สีดำ และสีทอง) ราคา 12,900 บาท 
  • รุ่น Bluetooth สแตนเลส-สายหนัง ขนาดหน้าปัด 44 มม. มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี (สีเทา, สีดำ และสีทอง) ราคา 12,900 บาท 
  • รุ่น Bluetooth สแตนเลส-สายหนัง ขนาดหน้าปัด 40 มม. มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี (สีเทา และสีชมพูทอง) ราคา 11,900 บาท 
  • รุ่น Bluetooth อลูมิเนียม-สาย FKM ขนาดหน้าปัด 44 มม. มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี (สีเทา และสีดำ) ราคา 9,900 บาท 
  • รุ่น Under Armour Edition – Bluetooth อลูมิเนียม-สาย UA สีดำ ขนาดหน้าปัด 44 มม. ราคา 10,900 บาท
  • รุ่น Under Armour Edition – Bluetooth อลูมิเนียม-สาย UA สีเทาขนาดหน้าปัด 40 มม. ราคา 9,900 บาท 

วันวางจำหน่ายของสมาร์ทวอทช์ดีไซน์สุดหรูรุ่นนี้อย่าง Galaxy Watch Active2 ก็จะเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 29 – 31 ตุลาคมเป็นต้นไปครับผ่าน Samsung Online Shop จากนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ครับ ทว่า.. รุ่น eSIM จะเริ่มวางจำหน่ายช้ากว่านิดนึงในวันที่ 8 พฤศจิกายนนะครับ บนช่องทาง Samsung Online Shop และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, DTAC และ True

แต่สำหรับใครที่กำลังเล็งรุ่นพิเศษ Under Armour Edition อยู่ ก็คงต้องอดใจกันต่ออีกนิ๊ด…นึง เพราะนอกจากราคาแล้ว ก็ยังไม่มีข้อมูลวันวางขายเปิดเผยออกมาเลยเกี่ยวกับรุ่นนี้

ที่มา Droidsans

โปร Huawei mate 30 Pro จากเครือข่ายดัง AIS, Dtac และ True

ผู้ให้บริการฯ AIS, Dtac, TrueMove H เปิดให้จองพรีเมี่ยมสมาร์ทโฟน โปร Huawei Mate 30 Pro อย่างทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 พร้อมมอบส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท จึงสามารถเป็นเจ้าของ Mate 30 Pro ได้ในราคาเพียง 18,990 บาท จากปกติ เพียง 28,990 บาท

AIS

มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับสั่งซื้อล่วงหน้าเท่านั้น ให้ผู้ใช้บริการเป็นเจ้าของ Huawei Mate30 Pro ด้วยส่วนลดสูงสุด 8,500 บาท สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ ย้ายค่ายเบอร์เดิม เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน และลูกค้าปัจจุบันในระบบรายเดือน เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ 4G Hot Deal MAXX

AIS ยังเอาใจผู้ใช้บริการรายเดือน ที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป สามารถซื้อ Huawei Mate 30 Pro เครื่องเปล่าราคาพิเศษ ด้วยส่วนลดสูงสุด 8,500 บาท โดยไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า เมื่อใช้หรือสมัครแพ็กเกจตามที่กำหนด

สำหรับผู้ที่สั่งจอง Huawei Mate 30 Pro กับ AIS ในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับของแถมเป็น DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท

พร้อมการรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน กับธนาคารที่ร่วมรายการ

และซื้อกับทาง AIS Shop เฉพาะค่าเครื่อง (ราคาหลังหักส่วนลด) 5,000 บาทขึ้นไป หรือผ่อน 0% นาน 3 – 4 เดือนเฉพาะค่าเครื่อง (ราคาหลังหักส่วนลด) 1,500 บาทขึ้นไป

สั่งจอง Huawei Mate 30 Pro กับ AIS ได้ที่นี่

Dtac

Dtac ให้ส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท โดยไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า สำหรับผู้ที่สั่งจอง Huawei Mate 30 Pro และเป็นลูกค้า BLUE MEMBER จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป และมีสถานะ BLUE MEMBER ก่อนวันที่ 25 ตุลาคม 2562

สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่, ย้ายค่ายเบอร์เดิม, เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน, ลูกค้าปัจจุบันในระบบรายเดือน จะได้รับส่วนลดสูงสุด 8,000 บาท พิเศษ!! ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดเพิ่ม 1,500 บาท และลูกค้า Dtac ที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า

Dtac ยังมีโปรโมชั่นผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน กับธนาคารที่ร่วมรายการ ผ่อนได้พร้อมกันทั้งค่าเครื่องและค่าบริการล่วงหน้า และผู้ที่สั่งซื้อในช่วงเวลาดังกล่าว ยังได้รับของ DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท เป็นของแถม

สั่งจอง Huawei Mate 30 Pro กับ Dtac ได้ที่นี่

TrueMove H

TrueMove H ให้ผู้ใช้บริการเป็นเจ้าของ Huawei Mate30 Pro ในราคาเริ่มต้นเพียง 18,990 บาท แถมฟรี!! DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท แท่นชาร์จไร้สาย Belkin มูลค่า 2,490 บาท และมีสิทธิ์รับ True Black Card นาน 12 เดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจ 1499 ขึ้นไป อีกทั้งยังสามารถใช้ TruePoint เป็นส่วนลดได้อีก 1,500 บาท

ลูกค้าทั่วไป สามารถเป็นเจ้าของ โปร Huawei Mate 30 Pro จาก TrueMove H ได้ในราคาเริ่มต้น 20,490 บาท มื่อสมัครแพ็กเกจ 4G+ Extra Fun Unlimited 1499 และชำระค่าบริการล่วงหน้า 4,500 บาท

ขอบคุณที่มา Flashfly

จอง Oneplus 7T ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น

วันนี้ทาง OnePlus ประเทศไทย ได้เปิดให้สั่ง จอง OnePlus 7T ที่สุดของความลื่นไหลบนหน้าจอสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม พร้อมให้คุณจับจองเป็นเจ้าของก่อนใคร ด้วยหน้าจอ Fluid Display กว้าง 6.55 นิ้ว พร้อมความคมชัดระดับ HDR10+ ที่มี refresh rate 90Hz ทำให้แสดงผลภาพได้สมูท เนียนตา และสีสดคมชัด มาพร้อมชิปเซ็ท Qualcomm® Snapdragon™ 855+ มี RAM 8GB หน่วยความจำภายในความจุ 128GB แบบ UFS 3.0 รองรับระบบปฏิบัติการ Android 10 ความจุแบตเตอรี่ 3,800 mAh และระบบชาร์จไวอย่าง Warp Charge 30T ทำให้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

อีกทั้งกล้องหลังแบบ Triple Lens ที่มีความละเอียดชัดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล พร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle และเลนส์ Telephoto ที่สามารถซูมได้ 2 เท่า โดย OnePlus 7T มี 2 สีดีไซน์ให้เลือกคือ Glacier Blue และ Frosted Silver เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม การถ่ายภาพ และดูหนังฟังเพลงอย่างเต็มอรรถรส

          ทั้งนี้ลูกค้าที่สนใจสามารถจองได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ OnePlus ประเทศไทยอย่าง  AIS, JD Central,  Lazada บนเว็บไซต์ http://oneplus7tseries.onlineoneplus.com/

  ตั้งแต่วันที่ 22– 28 ต.ค. 2562 และรับเครื่องเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ที่บ้านของท่าน โดยลูกค้าที่จองในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับฟรีบัตร VIP Card รับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี 1 ครั้ง

AIS

พิเศษมากยิ่งขึ้น สำหรับลูกค้าที่สั่ง จอง OnePlus 7T ผ่านทาง AIS พบกับโปรโมชันพิเศษ ให้คุณได้เป็นเจ้าของ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 5,500 บาท ราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาท โดยลูกค้าที่สั่งจองผ่านทาง AIS Shop ทั้ง 33 สาขา สามารถชำระค่ามัดจำเพียง 1,000 บาทเท่านั้น! ส่วนลูกค้าที่ทำการจองเครื่อง OnePlus 7T ผ่านช่องทาง AIS Online โดยลูกค้าจะต้องชำระเป็นจำนวนเต็มเท่านั้น ทั้งนี้ไม่ว่าลูกค้าที่สั่งจองผ่านทาง AIS ช่องทางใดก็สามารถสมัครแพ็กเกจ เพื่อรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุดถึง 5,500 บาท เหลือเพียง 12,990 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ AIS Hot Deal ค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ 649 บาท พิเศษ! ลดเพิ่ม 500 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ AIS eSports มีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ 799 บาท หรือ 999 บาท เหลือเพียง 12,490 บาท (ลูกค้าต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท)

สามารถสั่งจอง OnePlus 7T ได้ที่ช่องทาง AIS Online ตามลิงก์ http://m.ais.co.th/KYH829qtx

อีกทั้งลูกค้าสามารถจับจองเป็นเจ้าของกับที่สุดของความลื่นไหลบนหน้าจอสมาร์ทโฟน OnePlus 7T ที่ AIS Shop 33 สาขาที่ร่วมรายการดังนี้

         •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัลเวิลด์   • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล บางนา

       •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า • เอไอเอสช็อป สาขาเดอะมอลล์ บางแค

         •     เอไอเอสช็อป สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 1  • เอไอเอสช็อป สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์

         •     เอไอเอสช็อป สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ    • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ

 •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล พระราม 3   • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล พระราม 2

      •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์    • เอไอเอสช็อป สาขาซีคอนสแควร์

   •     เอไอเอสช็อป สาขาเมกา บางนา • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว 2

       •    เอไอเอสช็อป สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 2    • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต

        •    เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล อีสต์วิลล์   • เอไอเอสช็อป สาขามาบุญครอง

       •    เอไอเอสช็อป สาขาไอคอนสยาม    • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล เชียงใหม่

        •     เอไอเอสช็อป สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา     • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล หาดใหญ่

        •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล อุบลราชธานี    • เอไอเอสช็อป สาขาอยุธยาซิตี้พาร์ค

        •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล ระยอง    • เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล ภูเก็ต

        •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล ขอนแก่น   เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล สมุย

        •     เอไอเอสช็อป สาขาเซ็นทรัล พัทยาบีช    • เอไอเอสช็อป สาขาโรบินสัน ฉะเชิงเทรา

        •     เอไอเอสเซเรเนดช็อป สาขาดิเอ็มควอเทียร์     • เอไอเอสเซเรเนดช็อป สาขาเซ็นทรัล ระยอง

        •     เอไอเอสเซเรเนดช็อป สาขาเซ็นทรัล หาดใหญ่

พร้อมกันนี้สามารถสั่งจอง OnePlus 7T  ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ JD Central และ Lazada อีกทั้งโปรโมชันตามแต่ละช่องทาง

JD Central และ Lazada

          เริ่มที่ JD Central ลูกค้าสามารถสั่งจองพร้อมชำระค่ามัดจำก่อนเพียง 1,000 บาท เท่านั้น! อีกทั้งเมื่อจองภายในวันที่ 22 – 31 ต.ค. 2562 และชำระผ่านบัตรเครดิต UOB รับเครดิตเงินคืน 1,500 บาท พร้อมผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน

  •         เมื่อสั่งจอง OnePlus 7T เพิ่มเงินเพียงแค่ 77 บาท รับฟรีลำโพง JBL Clip 2 มูลค่า 990 บาท

•         เมื่อสั่งจอง OnePlus 7T เพิ่มเงินเพียงแค่ 1,777 บาท รับฟรีทีวี SKYWORTH LED TV 32 Inch 32EA มูลค่า 3,490 บาท

สามารถสั่งซื้อหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก http://bit.ly/35w44yV

และที่ Lazada ลูกค้าสามารถสั่งจองพร้อมชำระค่ามัดจำก่อนเพียง 1,000 บาท เท่านั้น!

•         เมื่อสั่งจอง OnePlus 7T เพิ่มเงินเพียงแค่ 77 บาท รับฟรีสมาร์ทวอทช์ มูลค่า 990 บาท

•         เมื่อสั่งจอง OnePlus 7T เพิ่มเงินเพียงแค่ 1,777 บาท รับฟรีหูฟัง JBL LIVE 200BT มูลค่า 2,990 บาท

สามารถสั่งซื้อหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก http://bit.ly/2o2Pw98

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ได้ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand

หรือ OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

ที่มา Flashfly

Samsung galaxy Note 10 และ Note 10+ กับจุดเด่นของสมาร์ทโฟนเรือธง

วางจำหน่ายในบ้านเรามาได้สักระยะแล้วสำหรับ Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ สองสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอัปเกรดใหม่ที่มาพร้อมกับสเปกแบบจัดเต็มรอบด้าน รวมถึงปากกา S Pen รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่ม New Work Tribe หรือกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในยุคนี้ที่การทำงาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตจะสอดคล้องกัน ตั้งแต่เหล่า Vlogger ไปจนถึงนักธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์ที่สามารถทำได้ครบ จบทุกอย่างในเครื่องเดียว

เชื่อว่าหลายท่านที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวอยู่ อาจจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า Galaxy Note 10 และ Note 10+ มีฟีเจอร์เด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงขอโอกาสสรุปจุดเด่นหลักๆ ของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่านครับ

จอกว้างสุดขอบสองไซส์ สองขนาด การันตีคุณภาพระดับ A+

Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ด้านความบันเทิงอย่างแท้จริง ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบจอกว้างสุดขอบในชื่อ Cinematic Infinity-O Display ซึ่งเป็นหน้าจอแสดงผลที่ผลิตมาจากแผงหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED มีจุดเด่นด้านการรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+, ค่าความสว่างสูงสุดถึง 800nit, ค่าความเที่ยงตรงของสีที่ระดับ 0.4 JNCD (ยิ่งตัวเลขน้อย ค่าสียิ่งมีความคลาดเคลื่อนน้อย) รวมถึงเทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้าที่ได้รับการรับรองจาก TUV Rheinland ซึ่งเป็นสถาบันการทดสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก และด้วยความโดดเด่นของหน้าจอแสดงผลนี้เองทำให้ Galaxy Note 10+ ได้รับการการันตีจาก Display Mate ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบหน้าจอชั้นนำ ด้วยคะแนนสูงสุดที่ระดับ A+

นอกจากนี้ ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Samsung ผลิต Galaxy Note ออกมาสองขนาด ได้แก่ Galaxy Note 10 รุ่นปกติที่มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 6.3 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กพอดีมือ เหมาะกับผู้ใช้รายใหม่ที่เพิ่งจะปรับตัวมาใช้สมาร์ทโฟนตระกูล Note และรุ่น Galaxy Note 10+ ที่มาพร้อมกับขนาดหน้าจอใหญ่สุดเท่าที่ Samsung เคยผลิตมาที่ 6.8 นิ้ว ตอบโจทย์แฟนๆ Galaxy Note ตัวจริง

กล้องหลังที่ได้รับคะแนนทดสอบมากสุดในโลกจาก DxOMark!

ด้านการถ่ายภาพก็มีการยกเครื่องใหม่ยกชุด โดยในรุ่น Galaxy Note 10 เลือกใช้ชุดกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.5 – f/2.4 (รูรับแสงแบบปรับอัตโนมัติ), กล้องเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.1 ขณะที่ Galaxy Note 10+ เลือกใช้ชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) โดยกล้อง 3 ตัวแรกจะเหมือนกับ Galaxy Note 10 รุ่นปกติ ต่างกันตรงที่มีการเพิ่มกล้องตัวพิเศษที่เรียกว่า DepthVision สำหรับตรวจจับข้อมูลระยะชัดตื้นได้อย่างแม่นยำ โดยสเปกกล้องที่จัดเต็ม รวมถึงประสิทธิภาพด้านซอฟท์แวร์ประมวลผลภาพที่ได้รับการพัฒนา ส่งผลให้มือถือตัวท็อปอย่าง Galaxy Note 10+ ได้รับคะแนนทดสอบด้านการถ่ายภาพบนมือถือจากสถาบัน DxOMark ที่ 113 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สุด ณ ชั่วโมงนี้

ทาง Samsung ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้แก่กล้องถ่ายภาพ อย่างเช่น Zoom-in- Mic หรือฟังก์ชันซูมเสียงขณะถ่ายวิดีโอ, ฟังก์ชัน Live Focus Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ ที่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับเอฟเฟ็กต์การเบลอฉากหลังได้เอง, ฟังก์ชันกันสั่นแบบ Super Steady ที่มีการนำเอาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ และคาดเดาแต่ละเฟรม เพื่อให้วิดีโอมีความนิ่งเหมือนกับใช้ไม้กนสั่น รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง 3D Scanner ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสแกนวัตถุเป็น 3 มิติ เพื่อไปต่อยอดด้านต่างๆ เช่น พิมพ์วัตถุที่สแกนผ่านเครื่อง Print 3 มิติ หรือนำวัตถุดังกล่าวไปเคลื่อนไหวบนแอปพลิเคชันประเภท AR 

สเปกเร็วแรงกว่าเดิม ชาร์จไวจุใจ พร้อมทุกการใช้งาน

Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ มาพร้อมกับขุมพลังตัวใหม่ล่าสุดจาก Samsung ในชื่อรุ่น Exynos 9825 โดยเป็นชิปเซ็ตแบบ 8 แกนประมวลผลที่ผลิตด้วยกระบวนการ 7nm EUV หรือ Extreme Ultra Violet Lithography เป็นครั้งแรกของวงการ ซึ่งผลลัพธ์จะช่วยให้ชิปเซ็ตทรงพลัง และประหยัดพลังงานยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ชิปรุ่นดังกล่าวยังมาพร้อมกับ NPU (Neural Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาท สำหรับช่วยประมวลผลด้านต่างๆ เกี่ยวกับงานประเภทปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การประมวลผลภาพถ่าย รวมไปถึงการประมวลผลเกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงบนโลกแห่งความเป็นจริง (AR) ซึ่งการมี NPU ภายในตัวจะช่วยลดภาระการประมวลผลของชิปเซ็ต ทำให้ตัวเครื่องมีความเร็วแรงขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

สำหรับขุมพลัง Exynos 9825 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76 MP12 ซึ่งเป็น GPU ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยจะทำงานควบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4x ขนาดสูงสุด 12GB พร้อมหน่วยความจำภายในตัวใหม่อย่าง UFS 3.0 ที่อ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าหน่วยความจำแบบ UFS 2.1 ที่ใช้บนสมาร์ทโฟนเรือธงทั่วๆ ไปบนท้องตลาด

สเปกที่แรงขึ้นแล้ว แบตเตอรี่ก็มีการอัปเกรดใหม่เพื่อรองรับการใช้งานที่ยาวนานขึ้น โดย Galaxy Note 10 มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 3500mAh ขณะที่รุ่น Galaxy Note 10+ มาพร้อมกับแบตเตอรี่มากสุดในตระกูล Galaxy Note ที่ความจุ 4300mAh นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Super Fast Charging ที่รองรับการจ่ายไฟระดับ 25W (Galaxy Note 10+ รองรับการจ่ายไฟสูงสุดที่ 45W แต่ต้องซื้ออแดปเตอร์แยก) พร้อมการชาร์จไร้สายที่จ่ายไฟได้สูงสุด 15W รวมถึงเทคโนโลยี Wireless powerShare สำหรับปล่อยกระแสไฟจากสมาร์ทโฟนเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น Galaxy Watch หรือ Galaxy Buds

S Pen อัจฉริยะ คุมเครื่องง่ายๆ แค่โบกนิดสะบัดหน่อย

ไฮไลท์สำคัญของ Galaxy Note ทุกๆ รุ่นคงหนีไม่พ้นปากกาอัจฉริยะ S Pen อย่างแน่นอน โดยในรุ่น Galaxy Note 10 Series ทาง Samsung ก็ได้เสริมความเก่งขึ้นไปอีกระดับด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ Gyroscope และ Accelerometer ไว้ในตัวปากกา ทำให้ S Pen สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวขณะที่ผู้ใช้ถืออยู่ได้ ส่งผลให้ทาง Samsung สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Air Actions ซึ่งเป็นการกดค้างที่ปากกา แล้ววาดท่าทางบนอากาศเพื่อสั่งการ Galaxy Note 10 Series ได้อย่างง่าย ไม่ว่าจะเป็น การสลับกล้อง, เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพ, เปลี่ยนเพลง หรือการปรับระดับเสียง โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ S Pen บน Galaxy Note 10 Series ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การจดบันทึกที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันยิ่งกว่าเดิม อย่างเช่น ฟีเจอร์แปลงลายมือเป็นตัวอักษร ซึ่งแต่ก่อนจะสามารถแปลได้แค่บงาคำ แต่ครั้งนี้สามารถแปลลายมือได้ทั้งประโยค อีกทั้ง เรายังสามารถเซฟออกมาเป็นไฟล์ Word เพื่อนำไปพิมพ์ต่อในโปรแกรมอื่นๆ ได้อีกด้วย

ทำงานแบบไร้รอยต่อด้วย Samsung DeX และ Link to Windows

ปิดท้ายด้วยฟังก์ชันที่ถือว่าออกแบบมาสำหรับเหล่านักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการทำงานระหว่างอุปกรณ์อย่าง Samsung DeX หรือฟังก์ชันแปลงร่างมือถือให้ทำงานในโหมด PC โดยครั้งนี้ Samsung DeX สามารถใช้งานได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ใช้สาย USB Type-C เพียงเส้นเดียวเพื่อเชื่อมต่อมือถือเข้ากับ PC หรือแล็ปท็อป เท่านั้น เราก็จะสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ รวมถึงทำงานแบบ PC บนมือถือได้ทันที นอกจากนี้ Samsung DeX บน Galaxy Note10 Series ยังได้รับการอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งผู้ใช้สามารถลาก หรือโยนไฟล์จาก PC มาบนสมาร์ทโฟน หรือโยนไฟล์จากมือถือมายัง PC ได้แบบ Drag & Drop รวมทั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Samsung DeX รองรับการทำงานร่วมกับ Mac ด้วย

สำหรับ Galaxy Note 10 Series ทางSamsung ยังได้มีการไปจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เพื่อพัฒนาฟีเจอร์ Link to Windows หรือการเชื่อมต่อระหว่าง Galaxy Note 10 กับ PC ได้แบบไร้สายเพียงแค่เชื่อมต่อ Microsoft Account เดียวกัน หรือใช้งานอยู่ในวง Lan เดียวกัน ทำให้เราสามารถเช็คการแจ้งเตือนต่างๆ จาก Galaxy Note 10 ได้บน PC หรือจะทำการ Mirror หน้าจอสมาร์ทโฟนมาแสดงบน PC ก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆ เช่นกัน

ที่มา Thaimobilecenter

Exynos 990 ชิปเซ็ตตัวใหม่จาก Samsung รองรับหน้าจอ 120Hz และวีดีโอ 8K

Exynos 990 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ชิปเซตสำหรับเรือธงรุ่นใหม่ของ Samsung ซึ่งความสามารถเด่นๆของชิปเซ็ตตัวนี้ก็มีทั้ง GPU โคตรเทพ รองรับหน้าจอ 120Hz และเซนเซอร์กล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เร็วแรงกว่าเดิมแน่นอน

Exynos 990 มีโครงสร้างมาจากสถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร แบบเดียวกับ Kirin 990 5G ของ Huawei ประกอบไปด้วย CPU ทั้งหมด 8 หัว แบ่งเป็นหน่วยประมวลผลที่ทาง Samsung พัฒนาขึ้นมาเอง 2 หัว, Cortex-A76 2 หัว และ Cortex-A55 อีกทั้งหมด 4 หัว ส่วนความเร็วแรงของชิปนั้น ทาง Samsung ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะแรงไม่แพ้คู่แข่งอย่าง Qualcomm หรือ HiSilicon เลยล่ะ โดย Samsung เคลมว่าหน่วยประมวลผลที่พวกเขาพัฒนาขึ้นเองนั้นมีความแรงกว่าชิปรุ่นเดิมทั้ง Exynos 9820 และ 9825 ที่ใช้ในมือถือซีรีส์ Galaxy S11 และซีรีส์ Galaxy Note 10 อยู่ถึง 20% เลยทีเดียว

สำหรับ GPU ก็จะใช้เป็น Mali-G77 MP11 รุ่นอัพเกรดจาก Mali-G76 MP12 ซึ่งแน่นอนว่าการประมวลผลกราฟฟิคต้องแรงกว่ารุ่นเดิมแน่นอน และนอกจากจะแรงกว่าแล้ว GPU รุ่นนี้ยังประหยัดพลังงานขึ้นกว่าเดิมถึง 20% อีกด้วย โดย Samsung เคลมว่าExynos 990 จะสามารถเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ ได้สบายๆ ไร้อาการกระตุกให้หงุดหงิดแน่นอน

Exynos 990 มาพร้อมกับ NPU หรือหน่วยประมวลผลของ AI อีก 2 หัว อีกทั้งยังใส่ DSP (Digital Signal Processor) ที่จะเข้ามาช่วยเรื่องประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปให้มากขึ้นไปอีก เพราะคราวนี้มันสามารถรองรับการใช้งานเซ็นเซอร์ได้ความละเอียดที่สูงลิ่วถึง 108MP เลยทีเดียว แถม NPU รุ่นใหม่ยังมีระบบ Machine Learning ที่ฉลาดกว่าเดิมทำให้การประมวลผลภาพถ่ายต่างๆ ออกมาคมชัด ให้แสงสีที่เป็นธรรมชาติในทุกสภาพแสง

Exynos 990ยังมีความสามารถในการแสดงผลไฟล์วิดีโอความคมชัดสูงถึงระดับ 8K 30fps หรือ 4K 120fps และยังรองรับการใช้งานกับหน้าจอที่มีค่ารีเฟรชเรทได้สูงถึง 120Hz อีกด้วย

สเปคชิปเซ็ต EXYNOS

  • CPU: Dual-core (Custom CPU) + Dual-core (Cortex-A76) + Quad-core (Coretex-A55)
  • GPU: Mali-G77 MP11
  • NPU: Dual-core NPU
  • สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร EUV
  • รองรับหน้าจอความละเอียด WQUXGA (3,840 x 2,400) และ 4K UHD (4,096 x 2,160)
  • รองรับการแสดงผลความละเอียดสูง 8K 30fps / 4K 120fps
  • รองรับค่ารีเฟรชเรทหน้าจอ 120Hz
  • รองรับหน่วยความจำ UFS 3.0, UFS 2.1
  • รองรับกล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K@30fps
  • RAM: LPDDR5

และเมื่อไม่กี่วันก่อนแหล่งข่าวหลุดที่ค่อนข้างจะแม่น อย่าง @UniverseIce ยังออกมาโพสท์ยั่วๆ ว่า “สำหรับใครที่ไม่สนใจในเรื่องของหน้าจอ 90Hz ก็หวังว่าหลังจากซื้อ S11 มาแล้ว จะไปปรับค่ารีเฟรชเรทให้เหลือ 60Hz แทนที่ 120Hz หรือ 90Hz นะ เพราะถ้าสามารถทนใช้งานหน้าจอแบบ 60Hz ได้ถึงสัปดาห์ ผมจะยกย่องให้คุณเป็นฮีโร่เลย” ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่มือถือซีรีส์ Galaxy S11 น่าจะมาพร้อมกับหน้าจอรีเฟรชเรท 90Hz หรือ 120Hz ตามที่ UniverseIce ได้ออกมาโพสท์แหย่ไว้

Samsung จะเริ่มผลิตชิปเซ็ตExynos 990 ในปริมาณมากช่วงราวๆ สิ้นปีนี้ ซึ่งก็น่าจะทันกับการเปิดตัวของมือถือซีรีส์ Galaxy S11 ที่จะได้ฤกษ์เปิดตัวประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2020 พอดี

ที่มา Droidsans

Huawei Mate30 Pro มือถือกล้องเทพ เริ่มต้น 29900 บาท เปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้

Huawei เปิดตัวมือถือเรือธงระดับพรีเมี่ยม Huawei Mate30 Pro ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่กล้องสุดเทพที่สามารถทำคะแนนจากเว็บไซท์ทดสอบประสิทธิภาพกล้อง DxOMark ไปได้ถึง 121 คะแนน ขึ้นครองบัลลังก์มือถือกล้องดีที่สุดของเว็บไปเรียบร้อย แถมยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Slow Motion 7680 fps และยังรองรับการใช้งานปากกา M-Pen อีกต่างหาก…ซึ่งล่าสุดมือถือรุ่นนี้ก็ได้เดินทางมาถึงบ้านเราเรียบร้อยแล้ว

Huawei Mate 30 Pro มากับหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Horizon Display ที่ขอบข้างมีความโค้งสุดๆ ลงมากินพื้นที่ขอบเครื่องถึง 50% ทำให้หน้าจอของ Mate 30 Pro ดูกว้างจนเหมือนไม่มีขอบเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ขอบจอในการปรับระดับเสียง หรือตั้งค่าให้มันทำอย่างอื่นอย่างเช่นใช้เป็นปุ่ม Shoulder สำหรับเล่นเกมได้อีกด้วย

หน้าจอของ Mate 30 Pro เป็นหน้าจอแบบ Flex OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่รองรับการแสดงผลแบบ DCI-P3 HDR และมีการแสดงผลสีแบบ Cinematic Colour

ชิป Kirin 990 รุ่นใหม่ ที่ใช้ใน Mate 30 Pro เป็นชิปที่อัพเกรดขึ้นมาจาก Kirin 980 ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ทั้ง CPU, GPU และ NPU เพิ่มขึ้น แต่กลับกินพลังงานน้อยลงกว่าเดิม

นอกจาก Mate 30 Pro จะมีแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่ใช้งานได้ข้ามวันสบายๆ แล้ว มันยังมากับระบบชาร์จแบบมีสายที่ไวสุดๆ ถึง 40W ส่วนระบบชาร์จไวไร้สายก็ได้ถึง 27W เลยทีเดียว

จุดเด่นสุดๆ ของ Mate 30 Pro ก็คงจะหนีไม่พ้นกล้องหลังสุดเทพ ที่มีถึง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 40MP + กล้องสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ Ultra-Wide Cine 40MP + กล้องซูมออพติคอล 3x 8MP + กล้องจับความลึก 3 มิติ ToF

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเทพๆ ทั้งโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่ออกมาสว่างไสวและคมชัดเหมือนถ่ายตอนกลางวันยังไงยังงั้น

แถมด้วยโหมด Ultra Slow Motion ที่ยังไม่มีมือถือรุ่นไหนสามารถทำได้ขนาดนี้ เพราะมันถ่ายสโลว์ได้ที่ระดับ 7680 fps พอๆ กับกล้องวิดีโอความเร็วสูงระดับมืออาชีพตัวละเป็นล้านบาทเลยนะVideo Player00:0000:04

นอกจากนี้ Mate 30 Pro ยังสามารถใช้งานร่วมกับปากกาสไตลัส M-Pen ให้ขีดๆ เขียนๆ กันได้เหมือนกับปากกาจริง เพราะรองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ

สเปค HUAWEI MATE 30 PRO

  • หน้าจอ Flex AMOLED แบบ Horizon Display ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : Kirin 990
  • GPU : Mali-G76
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 256GB (UFS 3.0) รองรับ NM Card
  • กล้องหลัง : 40MP SuperSensing Wide + 40MP Ultra-Wide Cine + 8MP 3x Optical Zoom + 3D ToF
  • กล้องหน้า : 32MP + 3D
  • เซ็นเซอร์ : Face ID, fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, gyro, proximity, barometer, compass
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, DLNA, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.1, Infrared Port, NFC
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : IP68
  • แบตเตอรี่ : 4500 mAh รองรับชาร์จไวแบบมีสาย 40W, ชาร์จไวไร้สาย 27W
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย EMUI 10
  • สีที่วางจำหน่ายในประเทสไทย : สีเงิน Space Silver และสีดำ

Huawei Mate30 Pro จะเริ่มเปิดให้จองในประเทศไทยระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน 2019 ราคา 28,990 บาท โดยผู้ที่สั่งจองในวันที่กำหนดยังจะได้รับของแถมเป็น DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท กลับไปใช้ฟรีๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจองเครื่อง Mate 30 Pro กับเหล่าผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั้ง AIS, dtac และ Truemove H รับสิทธิ์ซื้อเครื่องราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 18,990 บาท เท่านั้น

ส่วนวันวางจำหน่ายจริงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2019 เป็นต้นไป แต่จะไม่ได้ทั้งโปรโมชั่นราคาพิเศษ และของแถมนะครับ

** Huawei Mate 30 Pro ใช้ Huawei Mobile Services (HMS) แทน Google Mobile Services (GMS) ทำให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ บน Google Play Store ไม่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนมือถือรุ่นนี้ได้**

ที่มา Droidsans

Android Auto ต่อแอป เพลง แผนที่ขึ้นจอได้เลยสะดวกสบาย รถรุ่นไหนรับรองบ้าง?

น่าจะมีหลายคนแหละที่เคยใช้ Android Auto แต่ก็ยังมีหลายคนแหละที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แล้วก็ รถของตัวเองใช้ได้ไหม เพราะเซลล์ไม่เคยบอก ในเว็บก็ไม่มีบอกรายละเอียด กูเกิ้ลก็ไม่แจ้ง Play store ก็หาแอปนี้ไม่เจอ ทำให้พลาดไป แค่เสียบมือถือเข้ากับรถ ก็เชื่อมต่อกับเพลงได้แล้ว เปิดแผนที่บนจอรถ แถมชาร์จไฟได้ตลอดการเดินทางแบบไม่ต้องหาที่เสียบมือถือเข้ากับช่องแอร์หรือคอนโซลรถอีกต่อไป

ANDROID AUTO คืออะไร?

AndroidAuto เป็นแอปมือถือที่พัฒนาโดย Google เองเพื่อที่จะนำเอาฟีเจอร์และแอปต่างๆจากบนมือถือแท็บเลตแอนดรอยด์ขึ้นไปแสดงบนหน้าจอในรถที่รองรับได้ เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 และเป็นส่วนหนึ่งของ Open Automotive Alliance ซึ่งค่ายรถยนต์ต่างๆ ตกลงกันว่าจะนำเอา AndroidAuto ไปใช้งาน โดยถ้ารถคันไหนที่รองรับ เพียงเสียบตัวแอนดรอยด์เข้าไปกับตัวรถในพอร์ตที่กำหนดไว้ ก็จะสามารถนำเอาแอปที่รองรับขึ้นไปแสดงบนหน้าจอได้เลย ซึ่งลักษณะการใช้งานจะปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ ลดการรบกวนและละสายตาจากถนนให้น้อยที่สุด โดยแอปที่รองรับจะเป็นกลุ่มแผนที่นำทาง, เล่นเพลงต่างๆ, รับ-ส่งข้อความ, โทรเข้าออก, และค้นหาข้อมูล สามารถควบคุมได้จากหน้าจอของรถเอง หรือปุ่มต่างๆบน head unit นั้นๆ โดยจะพยายามเน้นให้สามารถสั่งงานควบคุมผ่านเสียงเป็นหลักเพื่อลดการรบกวนต่อคนขับนั่นเอง

สรุปประโยชน์จากการใช้งานจริง

  • เปิดแผนที่ Google Maps หรือแอปนำทางอื่นๆ ที่รองรับ นำทางขึ้นบนจอรถได้เลย
  • ดีกว่าแผนที่บนรถที่สามารถเห็นสภาพการจราจรข้างหน้าได้
  • จะเปิดเพลงผ่านแอปอย่าง Joox, Spotify, หรือ Apple Music ก็ทำได้ (เห็นว่า Joox ไม่ได้)
  • ไม่ต้องเพ่งจากมือถือเล็กๆ ไม่ต้องคอยยกขึ้นมาดู หรือเสียบมือถือเข้ากับที่จับบริเวณช่องแอร์
  • ชาร์จไฟผ่านสาย USB ที่เสียบต่อกับรถได้เลย
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงได้ดีในระดับนึง ทั้งไทยและอังกฤษ

ข้อควรรู้ ไม่รองรับแอปดูหนังดูคลิปทั้งหมด รวมถึง YouTube ด้วย อย่าหวังว่าจะเปิดคลิปให้ลูกดูไปตลอดทางได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย ลดการรบกวน หรือการละสายตาจากถนนนั่นเอง ถ้าต้องการเปิด YouTube จริงๆต้องใช้ฟีเจอร์ MirrorLink หรืออื่นๆ ที่สามารถแสดงสะท้อนอะไรก็ตามที่อยู่บนหน้าจอมือถือขึ้นหน้าจอรถ หรือติด Head Unit ที่เป็น Android ธรรมดาไปเลย ไม่ใช่ AndroidAuto

รถรุ่นไหนที่รองรับบ้าง

จากการตรวจสอบ ยังไม่ชัวร์ว่ารถรุ่นไหนที่รองรับในไทยเป็นที่แรก เพราะตัวค่ายเองบางทีก็ยังไม่รู้เลยว่ามีใส่มาให้ แต่เท่าหาข้อมูล เหล่ารถที่เพิ่งออกปี 2018 – 2019 ของยี่ห้อต่อไปนี้น่าจะรับได้หมดแล้ว ยังไงลองไปหาสายเสียบต่อกันได้ โดยข้อมูลด้านล่างนี้เป็นการรวมจากเพื่อนๆเอามาบอกกันนะครับ

  • Chevrolet
  • Ford
    • Ford Everest ไม่ยืนยันปี
    • Ford Focus 2017
  • Honda
    • Honda Civic ตั้งแต่ปี 2016
    • Honda HRV ปี 2018
  • Mazda
    • Mazda 2 ตั้งแต่ปี 2016 (ต้องมีการอัพเดท)
    • Mazda 3 ตั้งแต่ปี 2016 (ต้องมีการอัพเดท)
  • Mercedez Benz เห็นว่าได้ตั้งแต่ปี 2017 ขึ้นไป
    • Mercedez Benz E350e ใช้ได้ แต่จอทัชไม่ได้
  • Nissan
    • Nissan Note

ที่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มแต่เหมือนเคยเห็นว่าได้แล้ว คือ

  • Audi
  • BMW
  • Mitsubishi
  • Suzuki
  • Volvo

*Toyota ยังไม่รองรับนะครับ ใน Altis ตัวใหม่เห็นว่ายังเป็นแค่ Miracast อยู่ ยังไงฝากลองกันอีกทีได้

ยังไงฝากใครที่ลองกับรถของตัวเองหรือคนรู้จัก แล้วพบว่ารองรับ AndroidAuto ก็ฝากมาแจ้งด้วยนะครับ ว่าเป็นยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ปีอะไร จะได้เอามาอัพเดทให้เพื่อนๆคนอื่นได้ทราบกัน ส่วนถ้ารถใครไม่รองรับแต่อยากมีใช้ สามารถซื้อ Front ติดตั้งเพิ่มเติมได้ โดยยี่ห้อยอดนิยมก็ Sony หรือ Pioneer นะครับ ลองไปถามร้านที่เราจะทำการติดตั้งได้เลย

จะใช้ ANDROID AUTO ต้องทำอย่างไร? ปัญหาหลักคือโหลดผ่าน PLAY STORE ไม่ได้

ในรถที่รองรับ เพียงเราต่อสาย USB เชื่อมต่อระหว่างตัวรถและอุปกรณ์ของเรา มันก็จะเริ่มกระบวนการตั้งค่าต่างๆให้เองเลย แต่ในอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ ต้องมีแอป AndroidAuto อยู่ในเครื่องด้วยเท่านั้น ซึ่งอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าแอป AndroidAuto ไม่มีให้โหลดใน Play Store ของประเทศไทย ทำให้พวกเราชาวไทยมีทางเลือกอยู่ 3 ทางหลักๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแอป AndroidAuto ได้แก่

1. โหลดเอาจาก PLAY STORE ในประเทศที่รองรับ

หากคุณไปประเทศที่รองรับ (หรือ VPN ไปก็ได้) เช่น อเมริกา เมื่อเข้า Play Store ไปค้นหา AndroidAuto ก็น่าจะเจอขึ้นมาให้โหลดได้ทันที ซึ่งหลังจากที่กลับมาประเทศเราแล้ว แอปนี้ก็จะติดกับบัญชีเราไปโดยตลอด กดอัพเดทอะไรได้ตามปกติเลยทันที วิธีการนี้ถ้าทำได้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเป็นไปได้ง่ายที่สุด

Android Auto – Google Maps, Media & Messaging

2. ลง APK ของ ANDROID AUTO

วิธีนี้ไม่ค่อยอยากจะแนะนำเท่าไหร่ เพราะมีความเสี่ยงในระดับนึง ถ้าไปโหลดมั่วซั่ว ก็อาจจะโดนสอดไส้ได้ เห็นที่นิยมๆหน่อยก็ไปโหลดจาก APKMirror | Android Auto กันนะ แต่ถ้าใครยังไม่สบายใจ อยากได้แบบไม่โหลดจากเว็บนอกก็ฝากมาลงชื่อเอาไว้หน่อย ถ้าเกิดมีจำนวนเยอะๆ เดี๋ยวดึง APK ออกจากเครื่องมาให้โหลดกันครับ

3. อัพเดทเป็น ANDROID 10 (มีแอปมาให้กับตัว OS เลย)

ข้อนี้เรียกได้ว่าน่าจะสะดวกสุดและปลอดภัยที่สุด แต่อาจจะเป็นไปได้ยากมากสำหรับบางยี่ห้อบางรุ่น ที่ไม่ค่อยจะมีอัพเดทข้ามเวอร์ชั่นออกมาให้นั่นเอง

ที่มา Droidsans