Samsung galaxy Note 10 และ Note 10+ กับจุดเด่นของสมาร์ทโฟนเรือธง

วางจำหน่ายในบ้านเรามาได้สักระยะแล้วสำหรับ Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ สองสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอัปเกรดใหม่ที่มาพร้อมกับสเปกแบบจัดเต็มรอบด้าน รวมถึงปากกา S Pen รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่ม New Work Tribe หรือกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในยุคนี้ที่การทำงาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตจะสอดคล้องกัน ตั้งแต่เหล่า Vlogger ไปจนถึงนักธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์ที่สามารถทำได้ครบ จบทุกอย่างในเครื่องเดียว

เชื่อว่าหลายท่านที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวอยู่ อาจจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า Galaxy Note 10 และ Note 10+ มีฟีเจอร์เด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงขอโอกาสสรุปจุดเด่นหลักๆ ของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่านครับ

จอกว้างสุดขอบสองไซส์ สองขนาด การันตีคุณภาพระดับ A+

Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ด้านความบันเทิงอย่างแท้จริง ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบจอกว้างสุดขอบในชื่อ Cinematic Infinity-O Display ซึ่งเป็นหน้าจอแสดงผลที่ผลิตมาจากแผงหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED มีจุดเด่นด้านการรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+, ค่าความสว่างสูงสุดถึง 800nit, ค่าความเที่ยงตรงของสีที่ระดับ 0.4 JNCD (ยิ่งตัวเลขน้อย ค่าสียิ่งมีความคลาดเคลื่อนน้อย) รวมถึงเทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้าที่ได้รับการรับรองจาก TUV Rheinland ซึ่งเป็นสถาบันการทดสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก และด้วยความโดดเด่นของหน้าจอแสดงผลนี้เองทำให้ Galaxy Note 10+ ได้รับการการันตีจาก Display Mate ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบหน้าจอชั้นนำ ด้วยคะแนนสูงสุดที่ระดับ A+

นอกจากนี้ ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Samsung ผลิต Galaxy Note ออกมาสองขนาด ได้แก่ Galaxy Note 10 รุ่นปกติที่มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 6.3 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กพอดีมือ เหมาะกับผู้ใช้รายใหม่ที่เพิ่งจะปรับตัวมาใช้สมาร์ทโฟนตระกูล Note และรุ่น Galaxy Note 10+ ที่มาพร้อมกับขนาดหน้าจอใหญ่สุดเท่าที่ Samsung เคยผลิตมาที่ 6.8 นิ้ว ตอบโจทย์แฟนๆ Galaxy Note ตัวจริง

กล้องหลังที่ได้รับคะแนนทดสอบมากสุดในโลกจาก DxOMark!

ด้านการถ่ายภาพก็มีการยกเครื่องใหม่ยกชุด โดยในรุ่น Galaxy Note 10 เลือกใช้ชุดกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.5 – f/2.4 (รูรับแสงแบบปรับอัตโนมัติ), กล้องเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.1 ขณะที่ Galaxy Note 10+ เลือกใช้ชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) โดยกล้อง 3 ตัวแรกจะเหมือนกับ Galaxy Note 10 รุ่นปกติ ต่างกันตรงที่มีการเพิ่มกล้องตัวพิเศษที่เรียกว่า DepthVision สำหรับตรวจจับข้อมูลระยะชัดตื้นได้อย่างแม่นยำ โดยสเปกกล้องที่จัดเต็ม รวมถึงประสิทธิภาพด้านซอฟท์แวร์ประมวลผลภาพที่ได้รับการพัฒนา ส่งผลให้มือถือตัวท็อปอย่าง Galaxy Note 10+ ได้รับคะแนนทดสอบด้านการถ่ายภาพบนมือถือจากสถาบัน DxOMark ที่ 113 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สุด ณ ชั่วโมงนี้

ทาง Samsung ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้แก่กล้องถ่ายภาพ อย่างเช่น Zoom-in- Mic หรือฟังก์ชันซูมเสียงขณะถ่ายวิดีโอ, ฟังก์ชัน Live Focus Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ ที่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับเอฟเฟ็กต์การเบลอฉากหลังได้เอง, ฟังก์ชันกันสั่นแบบ Super Steady ที่มีการนำเอาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ และคาดเดาแต่ละเฟรม เพื่อให้วิดีโอมีความนิ่งเหมือนกับใช้ไม้กนสั่น รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง 3D Scanner ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสแกนวัตถุเป็น 3 มิติ เพื่อไปต่อยอดด้านต่างๆ เช่น พิมพ์วัตถุที่สแกนผ่านเครื่อง Print 3 มิติ หรือนำวัตถุดังกล่าวไปเคลื่อนไหวบนแอปพลิเคชันประเภท AR 

สเปกเร็วแรงกว่าเดิม ชาร์จไวจุใจ พร้อมทุกการใช้งาน

Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ มาพร้อมกับขุมพลังตัวใหม่ล่าสุดจาก Samsung ในชื่อรุ่น Exynos 9825 โดยเป็นชิปเซ็ตแบบ 8 แกนประมวลผลที่ผลิตด้วยกระบวนการ 7nm EUV หรือ Extreme Ultra Violet Lithography เป็นครั้งแรกของวงการ ซึ่งผลลัพธ์จะช่วยให้ชิปเซ็ตทรงพลัง และประหยัดพลังงานยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ชิปรุ่นดังกล่าวยังมาพร้อมกับ NPU (Neural Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาท สำหรับช่วยประมวลผลด้านต่างๆ เกี่ยวกับงานประเภทปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การประมวลผลภาพถ่าย รวมไปถึงการประมวลผลเกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงบนโลกแห่งความเป็นจริง (AR) ซึ่งการมี NPU ภายในตัวจะช่วยลดภาระการประมวลผลของชิปเซ็ต ทำให้ตัวเครื่องมีความเร็วแรงขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

สำหรับขุมพลัง Exynos 9825 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76 MP12 ซึ่งเป็น GPU ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยจะทำงานควบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4x ขนาดสูงสุด 12GB พร้อมหน่วยความจำภายในตัวใหม่อย่าง UFS 3.0 ที่อ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าหน่วยความจำแบบ UFS 2.1 ที่ใช้บนสมาร์ทโฟนเรือธงทั่วๆ ไปบนท้องตลาด

สเปกที่แรงขึ้นแล้ว แบตเตอรี่ก็มีการอัปเกรดใหม่เพื่อรองรับการใช้งานที่ยาวนานขึ้น โดย Galaxy Note 10 มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 3500mAh ขณะที่รุ่น Galaxy Note 10+ มาพร้อมกับแบตเตอรี่มากสุดในตระกูล Galaxy Note ที่ความจุ 4300mAh นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Super Fast Charging ที่รองรับการจ่ายไฟระดับ 25W (Galaxy Note 10+ รองรับการจ่ายไฟสูงสุดที่ 45W แต่ต้องซื้ออแดปเตอร์แยก) พร้อมการชาร์จไร้สายที่จ่ายไฟได้สูงสุด 15W รวมถึงเทคโนโลยี Wireless powerShare สำหรับปล่อยกระแสไฟจากสมาร์ทโฟนเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น Galaxy Watch หรือ Galaxy Buds

S Pen อัจฉริยะ คุมเครื่องง่ายๆ แค่โบกนิดสะบัดหน่อย

ไฮไลท์สำคัญของ Galaxy Note ทุกๆ รุ่นคงหนีไม่พ้นปากกาอัจฉริยะ S Pen อย่างแน่นอน โดยในรุ่น Galaxy Note 10 Series ทาง Samsung ก็ได้เสริมความเก่งขึ้นไปอีกระดับด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ Gyroscope และ Accelerometer ไว้ในตัวปากกา ทำให้ S Pen สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวขณะที่ผู้ใช้ถืออยู่ได้ ส่งผลให้ทาง Samsung สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Air Actions ซึ่งเป็นการกดค้างที่ปากกา แล้ววาดท่าทางบนอากาศเพื่อสั่งการ Galaxy Note 10 Series ได้อย่างง่าย ไม่ว่าจะเป็น การสลับกล้อง, เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพ, เปลี่ยนเพลง หรือการปรับระดับเสียง โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ S Pen บน Galaxy Note 10 Series ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การจดบันทึกที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันยิ่งกว่าเดิม อย่างเช่น ฟีเจอร์แปลงลายมือเป็นตัวอักษร ซึ่งแต่ก่อนจะสามารถแปลได้แค่บงาคำ แต่ครั้งนี้สามารถแปลลายมือได้ทั้งประโยค อีกทั้ง เรายังสามารถเซฟออกมาเป็นไฟล์ Word เพื่อนำไปพิมพ์ต่อในโปรแกรมอื่นๆ ได้อีกด้วย

ทำงานแบบไร้รอยต่อด้วย Samsung DeX และ Link to Windows

ปิดท้ายด้วยฟังก์ชันที่ถือว่าออกแบบมาสำหรับเหล่านักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการทำงานระหว่างอุปกรณ์อย่าง Samsung DeX หรือฟังก์ชันแปลงร่างมือถือให้ทำงานในโหมด PC โดยครั้งนี้ Samsung DeX สามารถใช้งานได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ใช้สาย USB Type-C เพียงเส้นเดียวเพื่อเชื่อมต่อมือถือเข้ากับ PC หรือแล็ปท็อป เท่านั้น เราก็จะสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ รวมถึงทำงานแบบ PC บนมือถือได้ทันที นอกจากนี้ Samsung DeX บน Galaxy Note10 Series ยังได้รับการอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งผู้ใช้สามารถลาก หรือโยนไฟล์จาก PC มาบนสมาร์ทโฟน หรือโยนไฟล์จากมือถือมายัง PC ได้แบบ Drag & Drop รวมทั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Samsung DeX รองรับการทำงานร่วมกับ Mac ด้วย

สำหรับ Galaxy Note 10 Series ทางSamsung ยังได้มีการไปจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เพื่อพัฒนาฟีเจอร์ Link to Windows หรือการเชื่อมต่อระหว่าง Galaxy Note 10 กับ PC ได้แบบไร้สายเพียงแค่เชื่อมต่อ Microsoft Account เดียวกัน หรือใช้งานอยู่ในวง Lan เดียวกัน ทำให้เราสามารถเช็คการแจ้งเตือนต่างๆ จาก Galaxy Note 10 ได้บน PC หรือจะทำการ Mirror หน้าจอสมาร์ทโฟนมาแสดงบน PC ก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆ เช่นกัน

ที่มา Thaimobilecenter

Exynos 990 ชิปเซ็ตตัวใหม่จาก Samsung รองรับหน้าจอ 120Hz และวีดีโอ 8K

Exynos 990 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ชิปเซตสำหรับเรือธงรุ่นใหม่ของ Samsung ซึ่งความสามารถเด่นๆของชิปเซ็ตตัวนี้ก็มีทั้ง GPU โคตรเทพ รองรับหน้าจอ 120Hz และเซนเซอร์กล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เร็วแรงกว่าเดิมแน่นอน

Exynos 990 มีโครงสร้างมาจากสถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร แบบเดียวกับ Kirin 990 5G ของ Huawei ประกอบไปด้วย CPU ทั้งหมด 8 หัว แบ่งเป็นหน่วยประมวลผลที่ทาง Samsung พัฒนาขึ้นมาเอง 2 หัว, Cortex-A76 2 หัว และ Cortex-A55 อีกทั้งหมด 4 หัว ส่วนความเร็วแรงของชิปนั้น ทาง Samsung ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะแรงไม่แพ้คู่แข่งอย่าง Qualcomm หรือ HiSilicon เลยล่ะ โดย Samsung เคลมว่าหน่วยประมวลผลที่พวกเขาพัฒนาขึ้นเองนั้นมีความแรงกว่าชิปรุ่นเดิมทั้ง Exynos 9820 และ 9825 ที่ใช้ในมือถือซีรีส์ Galaxy S11 และซีรีส์ Galaxy Note 10 อยู่ถึง 20% เลยทีเดียว

สำหรับ GPU ก็จะใช้เป็น Mali-G77 MP11 รุ่นอัพเกรดจาก Mali-G76 MP12 ซึ่งแน่นอนว่าการประมวลผลกราฟฟิคต้องแรงกว่ารุ่นเดิมแน่นอน และนอกจากจะแรงกว่าแล้ว GPU รุ่นนี้ยังประหยัดพลังงานขึ้นกว่าเดิมถึง 20% อีกด้วย โดย Samsung เคลมว่าExynos 990 จะสามารถเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ ได้สบายๆ ไร้อาการกระตุกให้หงุดหงิดแน่นอน

Exynos 990 มาพร้อมกับ NPU หรือหน่วยประมวลผลของ AI อีก 2 หัว อีกทั้งยังใส่ DSP (Digital Signal Processor) ที่จะเข้ามาช่วยเรื่องประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปให้มากขึ้นไปอีก เพราะคราวนี้มันสามารถรองรับการใช้งานเซ็นเซอร์ได้ความละเอียดที่สูงลิ่วถึง 108MP เลยทีเดียว แถม NPU รุ่นใหม่ยังมีระบบ Machine Learning ที่ฉลาดกว่าเดิมทำให้การประมวลผลภาพถ่ายต่างๆ ออกมาคมชัด ให้แสงสีที่เป็นธรรมชาติในทุกสภาพแสง

Exynos 990ยังมีความสามารถในการแสดงผลไฟล์วิดีโอความคมชัดสูงถึงระดับ 8K 30fps หรือ 4K 120fps และยังรองรับการใช้งานกับหน้าจอที่มีค่ารีเฟรชเรทได้สูงถึง 120Hz อีกด้วย

สเปคชิปเซ็ต EXYNOS

  • CPU: Dual-core (Custom CPU) + Dual-core (Cortex-A76) + Quad-core (Coretex-A55)
  • GPU: Mali-G77 MP11
  • NPU: Dual-core NPU
  • สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร EUV
  • รองรับหน้าจอความละเอียด WQUXGA (3,840 x 2,400) และ 4K UHD (4,096 x 2,160)
  • รองรับการแสดงผลความละเอียดสูง 8K 30fps / 4K 120fps
  • รองรับค่ารีเฟรชเรทหน้าจอ 120Hz
  • รองรับหน่วยความจำ UFS 3.0, UFS 2.1
  • รองรับกล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K@30fps
  • RAM: LPDDR5

และเมื่อไม่กี่วันก่อนแหล่งข่าวหลุดที่ค่อนข้างจะแม่น อย่าง @UniverseIce ยังออกมาโพสท์ยั่วๆ ว่า “สำหรับใครที่ไม่สนใจในเรื่องของหน้าจอ 90Hz ก็หวังว่าหลังจากซื้อ S11 มาแล้ว จะไปปรับค่ารีเฟรชเรทให้เหลือ 60Hz แทนที่ 120Hz หรือ 90Hz นะ เพราะถ้าสามารถทนใช้งานหน้าจอแบบ 60Hz ได้ถึงสัปดาห์ ผมจะยกย่องให้คุณเป็นฮีโร่เลย” ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่มือถือซีรีส์ Galaxy S11 น่าจะมาพร้อมกับหน้าจอรีเฟรชเรท 90Hz หรือ 120Hz ตามที่ UniverseIce ได้ออกมาโพสท์แหย่ไว้

Samsung จะเริ่มผลิตชิปเซ็ตExynos 990 ในปริมาณมากช่วงราวๆ สิ้นปีนี้ ซึ่งก็น่าจะทันกับการเปิดตัวของมือถือซีรีส์ Galaxy S11 ที่จะได้ฤกษ์เปิดตัวประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2020 พอดี

ที่มา Droidsans

Huawei Mate30 Pro มือถือกล้องเทพ เริ่มต้น 29900 บาท เปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้

Huawei เปิดตัวมือถือเรือธงระดับพรีเมี่ยม Huawei Mate30 Pro ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่กล้องสุดเทพที่สามารถทำคะแนนจากเว็บไซท์ทดสอบประสิทธิภาพกล้อง DxOMark ไปได้ถึง 121 คะแนน ขึ้นครองบัลลังก์มือถือกล้องดีที่สุดของเว็บไปเรียบร้อย แถมยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Slow Motion 7680 fps และยังรองรับการใช้งานปากกา M-Pen อีกต่างหาก…ซึ่งล่าสุดมือถือรุ่นนี้ก็ได้เดินทางมาถึงบ้านเราเรียบร้อยแล้ว

Huawei Mate 30 Pro มากับหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Horizon Display ที่ขอบข้างมีความโค้งสุดๆ ลงมากินพื้นที่ขอบเครื่องถึง 50% ทำให้หน้าจอของ Mate 30 Pro ดูกว้างจนเหมือนไม่มีขอบเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ขอบจอในการปรับระดับเสียง หรือตั้งค่าให้มันทำอย่างอื่นอย่างเช่นใช้เป็นปุ่ม Shoulder สำหรับเล่นเกมได้อีกด้วย

หน้าจอของ Mate 30 Pro เป็นหน้าจอแบบ Flex OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่รองรับการแสดงผลแบบ DCI-P3 HDR และมีการแสดงผลสีแบบ Cinematic Colour

ชิป Kirin 990 รุ่นใหม่ ที่ใช้ใน Mate 30 Pro เป็นชิปที่อัพเกรดขึ้นมาจาก Kirin 980 ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ทั้ง CPU, GPU และ NPU เพิ่มขึ้น แต่กลับกินพลังงานน้อยลงกว่าเดิม

นอกจาก Mate 30 Pro จะมีแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่ใช้งานได้ข้ามวันสบายๆ แล้ว มันยังมากับระบบชาร์จแบบมีสายที่ไวสุดๆ ถึง 40W ส่วนระบบชาร์จไวไร้สายก็ได้ถึง 27W เลยทีเดียว

จุดเด่นสุดๆ ของ Mate 30 Pro ก็คงจะหนีไม่พ้นกล้องหลังสุดเทพ ที่มีถึง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 40MP + กล้องสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ Ultra-Wide Cine 40MP + กล้องซูมออพติคอล 3x 8MP + กล้องจับความลึก 3 มิติ ToF

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเทพๆ ทั้งโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่ออกมาสว่างไสวและคมชัดเหมือนถ่ายตอนกลางวันยังไงยังงั้น

แถมด้วยโหมด Ultra Slow Motion ที่ยังไม่มีมือถือรุ่นไหนสามารถทำได้ขนาดนี้ เพราะมันถ่ายสโลว์ได้ที่ระดับ 7680 fps พอๆ กับกล้องวิดีโอความเร็วสูงระดับมืออาชีพตัวละเป็นล้านบาทเลยนะVideo Player00:0000:04

นอกจากนี้ Mate 30 Pro ยังสามารถใช้งานร่วมกับปากกาสไตลัส M-Pen ให้ขีดๆ เขียนๆ กันได้เหมือนกับปากกาจริง เพราะรองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ

สเปค HUAWEI MATE 30 PRO

  • หน้าจอ Flex AMOLED แบบ Horizon Display ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : Kirin 990
  • GPU : Mali-G76
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 256GB (UFS 3.0) รองรับ NM Card
  • กล้องหลัง : 40MP SuperSensing Wide + 40MP Ultra-Wide Cine + 8MP 3x Optical Zoom + 3D ToF
  • กล้องหน้า : 32MP + 3D
  • เซ็นเซอร์ : Face ID, fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, gyro, proximity, barometer, compass
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, DLNA, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.1, Infrared Port, NFC
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : IP68
  • แบตเตอรี่ : 4500 mAh รองรับชาร์จไวแบบมีสาย 40W, ชาร์จไวไร้สาย 27W
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย EMUI 10
  • สีที่วางจำหน่ายในประเทสไทย : สีเงิน Space Silver และสีดำ

Huawei Mate30 Pro จะเริ่มเปิดให้จองในประเทศไทยระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน 2019 ราคา 28,990 บาท โดยผู้ที่สั่งจองในวันที่กำหนดยังจะได้รับของแถมเป็น DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท กลับไปใช้ฟรีๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจองเครื่อง Mate 30 Pro กับเหล่าผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั้ง AIS, dtac และ Truemove H รับสิทธิ์ซื้อเครื่องราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 18,990 บาท เท่านั้น

ส่วนวันวางจำหน่ายจริงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2019 เป็นต้นไป แต่จะไม่ได้ทั้งโปรโมชั่นราคาพิเศษ และของแถมนะครับ

** Huawei Mate 30 Pro ใช้ Huawei Mobile Services (HMS) แทน Google Mobile Services (GMS) ทำให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ บน Google Play Store ไม่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนมือถือรุ่นนี้ได้**

ที่มา Droidsans