เปิดตัวใหม่ Huawei Y9s และ Y6s เก่งกว่าเดิม เริ่มต้น 3,xxx บาท

เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมือถือซีรีส์ Y ทั้ง Huawei Y9s และ Y6s ที่รอบนี้จัดเต็มเรื่องสเปคและการใช้งานเหมือนเดิม ใช้งานทุกอย่างได้ลื่นไหล เล่นเกมสบาย ถ่ายรูปสวย เคาะราคาไทยเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์สุดๆ เพราะมีราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 3,999 บาทเท่านั้น

มาเริ่มกันที่ Huawei Y6s กันก่อนเลยดีกว่า แม้ว่าจะเปิดราคามาเพียงแค่ 3,999 บาท แต่เรื่องสเปค บอกเลยว่าจัดมาให้แบบเต็มสุดๆ ไม่มีกั๊ก ไม่ว่าจะชิปเซ็ต MediaTek Helio P35, RAM 3GB และความจุ 64GB เพิ่มเมมได้สูงสุด 512GB ทำงานลื่นไหลบนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบด้วย EMUI 9.0

หน้าจอ Dewdrop FullView Display ขนาด 6.09 นิ้ว ความละเอียด HD+ มีติ่งเล็กๆ บนหน้าจอ อย่างไรก็ดี การเสพคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ก็ยังทำได้แบบจัดเต็ม สีสันอะไรต่างๆ มาครบ ได้ครบทุกอรรถรส

Huawei Y6s จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำและสีน้ำเงิน โดยสีน้ำเงินจะวางขายทีหลังในวันที่ 13 ธันวาคม 2562

สเปค HUAWEI Y6S

  • หน้าจอ TFT LCD ขนาด 6.09 นิ้ว ความละเอียด HD
  • ชิปเซ็ต: MediaTek P35
  • RAM: 3GB
  • ความจุ: 64GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง 1 ตัว เซนเซอร์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.0
  • แบตเตอรี่ 3,020 มิลลิแอมป์ ไม่รองรับชาร์จไว
  • micro USB, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • Bluetooth 4.2
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.0

สำหรับรุ่นพี่ Huawei Y9s ก็มาพร้อมกับหน้าจอ Ultra FullView ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ใช้หน้าจอได้ 91% กล้องหน้า Pop up ก็เลยไม่มีติ่งมารบกวนใจ ดูหน้าจอได้เต็มจอเลย

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพตอนกลางคืนที่จะใช้เวลาทั้งหมด 6 วินาทีในการถ่าย ทำให้ภาพที่ได้ บอกเลยว่าแสงมาแบบจัดเต็มมากๆ ราวกับถ่ายตอนกลางวัน ที่สำคัญมีระบบกันสั่น AIS ด้วย, กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา และกล้อง depth sensor สำหรับช่วยละลายพื้นหลังเวลาถ่ายโหมดหน้าชัดหลังเบลอความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

Huawei Y9s อัด RAM มาให้ 6GB, ความจุ 128GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุดถึง 512GB โดยจะใช้เทคโนโลยี EROFS ที่จะเข้ามาช่วยให้การเปิดปิดไฟล์หรือโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังจะทำให้เปิดแอปหลายๆ แอปพร้อมกัน โดยที่เครื่องไม่ทำงานช้าหรือหน่วงลงแต่อย่างใด

สเปค HUAWEI Y9S

  • หน้าจอ TFT LCD ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+
  • ชิปเซ็ต: Kirin 710F
  • RAM: 6GB
  • ความจุ: 128GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • เซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
    • กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
    • กล้อง depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าป๊อปอัพความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2
  • แบตเตอรี่ 4,000 มิลลิแอมป์ ไม่รองรับชาร์จไว
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1

Huawei Y9s เริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ธันวาคมที่จะถึงนี้ครับ ทว่าจะเปิดให้ Pre-Order ก่อนตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม โดยจะได้ของสมนาคุณเป็น Huawei Mini Speaker มูลค่า 1,090 บาท และสำหรับใครที่สั่งซื้อผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง 3 ค่าย พร้อมสมัครแพ็คเกจรายเดือนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็น AIS, dtac หรือ TRUE ก็รับไปเลยส่วนลดสูงสุดมูลค่า 60% รวมแล้วเหลือเพียงแค่เครื่องละ 2,490 บาท เท่านั้น

ขอบคุณที่มา Droidsans

AIS Fibre เน็ตบ้าน ความเร็ว 200/200Mbps เริ่มแค่ 599 เร็วสุด 1000/200 Mbps

ณ เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเน็ตอะไรก็ตาม ทุก ๆ ค่ายต่างพากันยัดโปรโมชั่นมาแข่งกันเพื่อที่จะเรียกลูกค้า เช่น ตอนนี้ AIS ก็จะเปิดแพ็คเกจเน็ตบ้าน AIS Fibre สุดคุ้ม เริ่มต้นที่ความเร็ว 200/200 Mbps แต่ราคาเบา ๆ 599 บาทเอง

แต่สำหรับใครที่อยากได้ของแรงสุดๆ AIS ก็จัดให้ด้วยแพ็คเกจ SUPER MESH WiFi 1 Gbps ความเร็วสูงปรี๊ดถึง 1Gbps / 200Mbps แถมยังจะได้รับ Mesh WiFi ไปใช้กระจายสัญญาณในบ้านอีก 3 ตัว ฟรีๆ อีกด้วย

แพ็คเกจเน็ตบ้านใหม่จาก AIS ทุกแพ็คเกจจะมีความเร็วอัพโหลดเริ่มต้นอยู่ที่ 200 Mbps โดยแพ็คเกจ HomeBROADBAND จะมีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบคือ

แพ็คเกจ HOMEBROADBAND

  • ความเร็ว 200/200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 599 บาท และสำหรับลูกค้าที่ใช้เบอร์ AIS แบบรายเดือน จะได้รับราคาพิเศษเหลือ 539 บาท
  • ความเร็ว 500/200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 799 บาท และสำหรับลูกค้าที่ใช้เบอร์ AIS แบบรายเดือน จะได้รับราคาพิเศษเหลือ 719 บาท

และใครที่อยากได้ทั้งเน็ตแรงๆ และความบันเทิงภายในบ้าน ก็ต้องมาดูที่แพ็คเกจ HomePLUS ที่จะได้รับ AIS Playbox ไปฟรีๆ พร้อมดูคอนเทนท์จาก PLAY FAMILY นาน 12 เดือน และ HOOQ อีก 6 เดือน

แพ็คเกจ HOMEPLUS

  • ความเร็ว 200/200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 699 บาท และสำหรับลูกค้าที่ใช้เบอร์ AIS แบบรายเดือน จะได้รับราคาพิเศษเหลือ 639 บาท (รับ AIS Playbox + PLAY FAMILY 12 เดือน และ HOOQ 6 เดือน)
  • ความเร็ว 500/200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 899 บาท ลูกค้าที่ใช้เบอร์ AIS แบบรายเดือน จะได้รับราคาพิเศษเหลือ 819 บาท และลูกค้า Serenade เหลือเพียง 699 บาท (รับ AIS Playbox + PLAY FAMILY 12 เดือน และ HOOQ 6 เดือน)

สำหรับคนชอบของแรง AIS ก็มีแพ็คเกจ SUPER MESH WiFi 1 Gbps เน็ตบ้านความเร็วสูงปรี๊ดถึง 1Gbps มาให้เลือกใช้ในราคาสุดคุ้มเริ่มต้นแค่เดือนละ 999 บาท เท่านั้น โดยจะได้รับทั้ง Nokia WiFi Beacon 1 (Mesh WiFi) ไปใช้ฟรีๆ ถึง 3 ตัว

แพ็คเกจ SUPER MESH WIFI 1 GBPS

  • ความเร็ว 1Gbps / 200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 999 บาท รับฟรี Nokia WiFi Beacon 1 จำนวน 3 ตัว ติดสัญญา 24 เดือน (ครบสัญญาไม่ต้องคืน)
  • ความเร็ว 1Gbps / 200 Mbps ค่าบริการรายเดือน 1,099 บาท รับฟรี Nokia WiFi Beacon 1 จำนวน 3 ตัว ติดสัญญา 24 เดือน (ครบสัญญาไม่ต้องคืน) และยังจะได้รับ AIS Playbox กับแพ็คเกจ PLAY FAMILY 12 เดือน, HOOQ 6 เดือน และ Netflix 3 เดือน
  • ลูกค้าปัจจุบันที่ใช้แพ็คเกจ SUPER MESH WiFi 1Gbps / 100Mbps จะได้รับอัพเกรดเป็นแพ็คเกจ SpeedBoost 1Gbps / 500 Mbps ตลอดอายุสัญญา

ส่วนเหล่าเกมเมอร์ที่ปัจจุบันใช้แพ็คเกจ eSports จะได้รับอัพเกรดความเร็วเริ่มต้นที่ 200 / 200 Mbps + 200 / 200 Mbps ด้วยเทคโนโลยีแยกท่อเกมออกจากท่ออินเทอร์เน็ตบ้าน ทำให้การใช้งานทั้ง 2 แบบ ไม่แย่งความเร็วกัน ทำให้ค่า Latency ต่ำ และเสถียรกว่า

แพ็คเกจ POWER4MAXX PACKAGE

สำหรับแพ็คนี้จะเหมาะครอบครัวที่ใช้ AIS Playbox ไว้ดูสำหรับ TV โดยเฉพาะ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

  • 200/200 Mbps เดือนละ 799 บาท ได้ Play Family + HOOQ  + เน็ตมือถือ 10GB + AIS Wifi
  • 500/200 Mbps เดือนละ 999 บาท ได้ Play Family + HOOQ  + เน็ตมือถือ 15GB + AIS Wifi
  • 500/200 Mbps เดือนละ 1,299 บาท ได้ Play Family + HOOQ  + Netflix + เน็ตมือถือ 30GB + AIS Wifi + เป็น Serenade Emerald ทันที

*เฉพาะแพ็คราคา 1,299 บาท สามารถแชร์เน็ตและโทรฟรี ได้กับเบอร์ AIS ด้วยกันสูงสุด 5 เบอร์

อัพเกรดความเร็วแพ็คเกจ ESPORTS

  • แพ็คเกจเดิม 100/100 Mbps + 100/100 Mbps ปรับใหม่เป็น 200/200 Mbps + 200/200 Mbps
  • แพ็คเกจเดิม 200/200 Mbps + 200/200 Mbps ปรับใหม่เป็น 300/300 Mbps + 300/300 Mbps
  • แพ็คเกจ เดิม 300/300 Mbps + 300/300 Mbps ปรับใหม่เป็น 500/500 Mbps + 500/500 Mbps

โดยจะเริ่มอัพเกรดสปีดให้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

SPEED TOGGLE ปรับความเร็ว DOWNLOAD / UPLOAD ได้ตามใจ

นอกจากนี้ AIS ยังมีฟีเจอร์เด็ด Speed Toggle รายแรกในประเทศไทยที่ลูกค้าสามารถปรับความเร็วดาวน์โหลด / อัพโหลด ได้เองจากความเร็วที่สมัครเอาไว้ และยังจะได้รับสปีดเพิ่มให้อีก 50 Mbps สำหรับการใช้งานแบบ Overdrive Download / Upload อีกด้วย โดยลูกค้าสามารถปรับความเร็วดังกล่าวได้เองผ่าน myaisfibre.com และ AIS LINE Connect

สำหรับลูกค้าเน็ตบ้านปัจจุบันก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะ AIS Fibre จะอัพเกรดความเร็วให้กับลูกค้าทุกราย (ที่ใช้เทคโนโลยี FTTH) ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562 อย่างเช่นผู้ที่ใช้งานเน็ต 100 Mbps ก็จะอัพเกรดเป็น  200/200 Mbps ส่วนแพ็คเกจ 200 Mbps ขึ้นไป ก็จะได้อัพเกรดเป็น 500/200 Mbps โดยอัตโนมัติครับ

ขอบคุณที่มา Droidsans

Realme 5s สมาร์ทโฟนใหม่ กล้องหลัง 4 ตัว แบต 5000 mAh เล่นได้ทั้งวัน

ไม่นานมานี้เพิ่งมาข่าวหลุดออกมาในงานที่เปิดตัว realme X2 Pro วันที่ 20/11/2562 ที่ผ่านมา realme ก็เปิดมือถือใหม่ realme 5s เพิ่มมาอีกตัว แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงตามข่าว

Realme 5s เปิดตัวมาพร้อมดีไซน์ฝาหลังแบบ Crystal รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีการทำสีแบบ Nano Holographic ที่ไม่ว่าจะยกขึ้นมุมไหนก็มีสีสวยสดใสสะดุดตา ส่วนหน้าจอแสดงผลเป็นแบบไร้ขอบ พร้อมรอยติ่งหยดน้ำที่พัฒนาให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม และแข็งแรงกันรอยขีดข่วนด้วยกระจกนิรภัย Gorilla Glass 3+ และเคลือบทับด้วยเทคโนโลยีกันน้ำอีกด้วย

realme 5s ชูจุดเด่นด้วยกล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 48 MP (Samsung GM1) + เลนส์ wide-angle 119° ความละเอียด 8MP + เลนส์ portrait 2MP + เลนส์ macro ความละเอียด 2MP ซึ่งมีระยะห่างจากวัตถุ 4cm  ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่มีความละเอียดที่ 13 MP,f/2.0 ที่สามารถถ่ายเซลฟี่ได้สวยคมชัดแม้ในยามแสงน้อย

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เด่นๆ มาให้อีกเพียบไม่ว่าจะเป็น AI scene recognition, Chroma Boost, Super nightscape 2.0, bokeh , AI HDR, AI beauty,  Time-Lapse ,กันสั่น EIS และรองรับการบันทึกวีดีโอ4K@30fps, 1080p HD@30fps,720p HD@30fps และบันทึกวีดีโอ Slow Motion @ 120fps/240fps

แม้ว่าเครื่องจะเล็กพริกขี้หนู แต่ realme 5s แบตยังอึดมาก ๆ 5000 mAh ใช้งานได้ยาวทั้งวันแบบไม่ต้องกังวลอะไร พร้อมโหมด standby นานสุด 29.9 วัน ฟังเพลงได้ 30.8 ชม. สนทนาได้ยาว 2 วัน แถมเล่น PUBG ได้ยาวถึง 8.5 ชม

สเปค REALME 5S

  • หน้าจอ : IPS LCD 6.51 นิ้ว, จอหยดน้ำ ความละเอียด 720×1600
  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 x 75.6 x 9.3 มม. หนัก 198 กรัม
  • ชิปเซ็ต  :  Qualcomm Snapdragon 665 AIE, Octa Core 2.3 GHz
  • GPU :   Adreno 610
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0
  • RAM : 4 GB
  • ROM : 64/128 GB อัพได้ถึง 256GB
  • กล้องหลัง :  4 ตัว ความละเอียด 48 MegaPixel (Samsung GM1)  + เลนส์ wide-angle  119° ความละเอียด  8 MegaPixel +  เลนส์ portrait  ความละเอียด 2 MegaPixel + เลนส์ macro ความละเอียด 2 MegaPixel , ระยะห่างจากวัตถุ 4 cm
  • กล้องหน้า :ความละเอียด  13 MP (with f/2.0 aperture)
  • รองรับเครือข่าย :  4G/LTE, 3G, 2G
  • รองรับ : dual SIM , 4G VoLTE
  • Bluetooth 5.0
  • Wi-Fi  : 2.4GHz:802.11b/g/n ,5.1/5.8GHz:802.11a/n/ac
  • GPS : Beidou/Galileo/A-GPS
  • พอร์ตเชื่อมต่อ  : Micro USB
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • รองรับสแกนนิ้วด้านหลังตัวเครื่อง, face unlock
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh  รองรับชาร์จ 10W

Realme5s  จะวางจำหน่ายในใน shop online  ของ  Realme India และ Flipkart  ในวันที่ 29/11/2562 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีให้เลือก 3 สี คือ Crystal Blue, Crystal Purple และ Crystal Red ส่วนสนนราคาเปิดตัวมีให้เลือกกัน 2 เวอร์ชั่นดังนี้

  • รุ่นความจำ 4GB/64GB ราคาราว ๆ 4200 บาท
  • รุ่นความจำ 4GB/128GB ราคาราว ๆ 4600 บาท

ดูจากสเปคและราคาแล้ว ก็ต้องบอกว่า realme5s นี่ก็น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยล่ะ และข่าวดีก็คือมือถือรุ่นนี้ผ่านการรับรองจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานแฟน realme ในเมืองไทยก็คงได้ใช้กันอย่างแน่นอน

ที่มา Droidsans

Mi8 lite AIS โปรลดราคาสุดคุ้ม เหลือเพียง 4209 บาท จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่มีสัญญา

กลับมาอีกครั้งสำหรับโปร AIS Hot Deal สุดแรง หลังจากที่ออกโปร Redmi Note 7  มาก่อนหน้านี้ ทำเอาซะของขาดตลาด ซึ่งคราวนี้มา Xiaomi Mi8 Lite  AIS ตัวสเปค 4/64GB รวมเบ็ดเสร็จที่ต้องจ่ายคือ 4,209 บาทเท่านั้น จากปกติราคา 7,990 บาท ถือว่าคุ้มมากๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากได้เครื่องราคาถูกแล้วยังได้แพ็คเกจเล่นเน็ตฟรีอีกด้วย

เงื่อนไขการซื้อ

  • เพียงเปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือลูกค้าปัจจุบันในระบบเติมเงินของ AIS เท่านั้น (พูดง่ายๆ คือใครจะไปซื้อก็ได้ ถ้าไม่มีเบอร์ AIS ก็ซื้อซิมใหม่ 50 บาท)

โดยแพ็กเกจโปรสำหรับ Xiaomi Mi8 Lite จะเป็นตัว Full Speed Non-Stop ในราคา 3,000 บาท มีรายละเอียดดังนี้คือ

  • Xiaomi Mi8 Lite AIS (4/64GB) ใช้เน็ตเต็มสปีดได้ 16GB นาน 6 เดือน พร้อม AIS Super Wifi ฟรี
  • หากใช้เน็ตความเร็วเต็มสปีดครบ 16GB (ต่อเดือน) จะติด Fup 128 kbps (ในกรณีใช้ไม่หมด สามารถยกยอดไปเดือนถัดไปได้)
  • ต้องใช้งานซิมร่วมกับเครื่องโทรศัพท์ราคาพิเศษอย่างต่อเนื่อง หากมีการเปลี่ยนซิมและเครื่องโทรศัพท์ สิทธิ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตและ AIS SUPER WiFI จะสิ้นสุดลงทันที
  • หากหมดระยะเวลาโปรที่ใช้งานแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้โปรเดิม หรือเติมเงินเพิ่มเท่ากับโปรครั้งแรก

สรุปราคาที่ต้องจ่าย

  • Xiaomi Mi8 Lite (4/64GB) ราคาเครื่อง 999 บาท เติมเงิน 3,210 บาท(รวม VAT) รวมต้องจ่ายทั้งหมด 4,209 บาท (หากซื้อซิมใหม่ +50 บาท)

จากโปรข้างต้นจะเป็นว่าราคาสูงกว่า Redmi Note 7 ก่อนหน้านี้พอสมควร ซึ่งหากเทียบสเปคระหว่าง Mi8 Lite กับ Redmi Note 7 รุ่นที่ทาง AIS จำหน่ายออกมาเป็นตารางได้ดังนี้

REDMI NOTE 7MI8 LITE
CPUSnapdragon 660
Ram4GB
ความจุ64GB
หน้าจอ6.3″ Full HD+ สัดส่วน 19.5:96.26″ Full HD+ สัดส่วน 19:9
กล้องหลัง48MP f/1.85MP f/2.2 Depth sensorถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080p @ 30/60/120FPS12MP f/1.95MP f/2.0Depth sensorถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 2160p @30FPS และ 1080p @ 30/60/120FPS
กล้องหน้า13MP f/2.024MP f/2.8
พอร์ตType C, มีรูหูฟังType C, ไม่มีรูหูฟัง
แบตเตอรี่4,000 mAh (ชาร์จไว 18W)3,350 mAh (ชาร์จไว 18W)
ราคารวมโปร2,739 บาท4,209 บาท

จากตารางข้างต้นบวกลบคูณหารแล้ว Xiaomi Mi8 Lite ราคาแพงกว่า Redmi note 7 อยู่ที่ 1,470 บาท กับได้สิ่งที่ดีกว่าคือวัสดุตัวเครื่องจะเป็น Aluminum frame (Redmi Note 7 เป็นพลาสติก) กับถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K แต่แอบเสียดายตรงที่ Mi8 Lite ไม่มีรูเสียบหูฟังกับได้แบตแค่ 3,350 mAh อาจจะน้อยไปนิด

งานนี้อยู่ที่เพื่อนๆ เลยครับจะซื้อรุ่นไหนดี แต่ที่แน่ๆ โปรนี้จัดถึงแค่ 2 ธันวาคม 2019 นี้เท่านั้น มีเวลาตัดสินใจอีกไม่เยอะแล้ว…

Google เปิดตัว Online banking ลงแข่งในตลาดการเงิน สู้ Apple กับ Facebook

Google เปิดตัว Online banking !!

ในขณะที่บรรดา Tech Giants ชั้นนำอย่าง Facebook กับ Apple นั้นได้นำร่องไปก่อนแล้วกับการตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกของแพลตฟอร์มให้บริการทางการเงินในปีนี้ ล่าสุดมีข่าวลือว่าทาง Google เองก็น่ากลัวว่าจะตกรถไฟ กำลังเร่งดีลพาร์ทเนอร์ธนาคารรายใหญ่นำโดย Citibank เพื่อหวังเปิดตัวบริการ บัญชีธนาคารแบบออนไลน์หวัง Disrupt ธุรกิจสถาบันการเงินกับเขาด้วยอีกราย

โปรเจค “CACHE” ให้บริการบัญชีธนาคาร ร่วมมือกับ CITIBANK เปิดตัวปีหน้า

จากรายงานของหลายฝ่ายที่ตรงกัน ทั้งสำนักข่าวชื่อดังอย่าง Forbes และ The Wall Street Journal ต่างเผยว่า Google ซุ่มพัฒนาโครงการลับ ๆ ที่เป็นบริการทางการเงินที่มี codename ว่า “Cache” จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในที่สุดพร้อมเปิดให้บริการแล้วในปี 2020 ที่จะถึงนี้เลย 

โดยจะไม่ใช่การตั้งตัวเป็นสถาบันการเงินโดยตรง แต่จะให้บริการผ่านโครงสร้างของระบบและข้อบังคับของสถาบันดั้งเดิม อย่างเช่น Citigroup (Citibank) ตามข่าวลือที่จะมีสถานะเป็น Official Partner รายแรกในการให้บริการ

โดย Google จะอาศัยโครงสร้างและระเบียบข้อบังคับการให้บริการทางการเงินที่ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านทั้งจาก ฝ่ายการเมือง และ ในด้านกฎหมาย ซึ่งคาดว่าในขั้นตอนการศึกษาของโปรเจคน่าจะได้เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แล้วจากทั้ง Apple และ Facebook 😆 ที่ล้วนแล้วแต่กำลังประสบปัญหาพวกนี้กันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการของ Google คือจะหาพาร์ทเนอร์ที่เป็นสถาบันการเงินอื่นอีกนอกจาก Citibank เพื่อทยอยขยายขอบเขตการให้บริการซึ่ง Google น่าจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้ จะเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของธนาคารต่าง ๆ ที่มีกันอยู่แล้ว

ในส่วนรายละเอียดการให้บริการนั้น ถ้าโปรเจคนี้ได้เกิดขึ้นจริงน่าจะทยอยเปิดเผยออกมา แต่สิ่งที่แน่นอนอย่างนึงเลยคือ บริการใหม่ที่ว่านี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับให้กับแพลตฟอร์ม e-Wallet อย่าง Google Pay ที่ปัจจุบันกำลังจะมีผู้ใช้งานทั่วโลกครบ 100 ล้านบัญชีแล้ว และจะทำให้ประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินบนโลกออนไลน์นั้นลื่นไหลยิ่งขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจสถาบันการเงินในโลกยุคดิจิทัลที่ผู้เล่นระดับ TECH GIANTS จ้องจะลงสังเวียน อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

บรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่จากย่าน Silicon Valley ในรัฐ California ของสหรัฐ ฯ นั้นถูกมองว่าหากเข้าสู่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจทางการเงินได้จริง จะสามารถผันตัวเองเป็นผู้เล่นระดับ Heavyweight ได้แทบจะทันที เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ก็เพราะนวัตกรรมทางเทคโนโลยีดิจิทัลล้วน ๆ หรือมีคำนิยามทื่ถูกเรียกกันอย่างติดปากว่าเป็น “Data-driven Business” ซึ่งฝั่งธนาคารหรือสถาบันการเงินดั้งเดิมนั้นต้องปรับตัวกันเสียยกใหญ่อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

อันที่จริงนอกจากข่าวลือของ Google แล้วยังมีอีกชื่อที่ถูกกล่าวถึงด้วยคือยักษ์ใหญ่แห่งโลก E-commerce อย่าง Amazon นั้นก็มีข่าวว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจการเงินอยู่เช่นกัน

ซึ่งการที่เหล่า Tech Giants จะเข้าสู่แวดวงการเงินได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากมองจากตัวอย่างของ Facebook ที่กำลังเผชิญปัญหารอบด้านในการผลักดัน Libra ที่วุ่นวายถึงขนาดพาร์ทเนอร์รายใหญ่ทยอยกันถอนตัว หรือแม้แต่ Apple เองที่ก็กำลังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบัตรเครดิตของพวกเขาอย่าง Goldman Sachs

แน่นอนว่าหาก Google เปิดตัว Online banking จริง ๆ นั้นคงไม่พ้นต้องถูกเรียกไปชี้แจงเช่นเดียวกับ Facebook และ Apple ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ด้วย เพราะรัฐบาลสหรัฐนั้นดูจะเป็นกังวลมากกับความพยายาม Disrupt โลกการเงินของยักษ์ใหญ่สายเทค ฯ เหล่านี้ เพราะจะเท่ากับเป็นการ Disrupt ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐ ฯ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเงินโลกมาโดยตลอดด้วยโดยตรงเลย 

แถมยังมีเรื่อง Data Privacy ที่หากธุรกิจซึ่งถือครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปแล้วรวม ๆ กันก็น่าจะค่อนโลกนั้น หากใช้ประโยชน์ผิดรูปแบบแล้วล่ะก็ สุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิและประเด็นการผูกขาดทางการค้าได้อีกด้วย

Tech Giants ฝั่งสหรัฐ ฯ ทั้ง 4 อย่าง Amazon | Apple | Facebook | Google ที่กำลังเป็นข่าวเรื่องการเข้าสู่ธุรกิจการเงินในขณะนี้นั้น ถูกสำรวจความน่าเชื่อถือเอาไว้โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจอย่าง McKinsey & Co. เผยว่า 

ผู้บริโภคประเมินความน่าเชื่อของบริษัทเทค ฯ เหล่านี้หากต้องใช้บริการด้านการเงินให้ Amazon มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดอยู่ที่ 65% ส่วน Google กับ Apple นั้นน้อยลงมาอยู่ที่ 58% และ 56% ตามลำดับ ส่วน Facebook นั้นแย่หน่อยอยู่ที่ 35% เท่านั้น ซึ่งดูจะสอดคล้องกับข่าวฉาวทั้งหลายตามหน้าสื่อชนิดรายวันอย่างที่เราทราบกันดีนั่นเอง

ที่มา Droidsans Forbes

Fitbit Versa 2 สมาร์ทวอทชน่าจับตามอง เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ

Fitbit เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดชื่อว่า Fitbit Versa 2 ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาความสามารถต่างๆ ให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยในครั้งนี้ทางเราก็ได้นำมารีวิวและทดสอบคุณสมบัติในการใช้งานต่างๆ ให้ได้เห็นกัน

โดยคุณสมบัติของ Fitbit Versa 2 มีมากมายหลายสิ่ง อาทิเช่น

– หน้าจอ 300×300 pixel
– ทัชสกรีนแบบ AMOLED (สามารถเปลี่ยนภาพหน้าจอได้ผ่านทางแอพพลิเคชัน)
– ระบบ Bluetooth 4.0
– รองรับ Wi-Fi 802.11 b/g/n
– กันน้ำได้ลึกประมาณ 50 เมตร
– Heart Rate แทร็กกิ้งแบบ 24/7
– สามารถตรวจสอบการนอนด้วย Sleep Score
– ระบบแจ้งเตือนผ่านทาง Fitbit
– ระบบ GPS
– การใช้งานยาวนานถึง 6 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
– และอื่นๆ เป็นต้น (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fitbit.com/th/versa)

แกะกล่อง (Unboxing)

สำหรับกล่องของ Fitbit Versa2 นั้นออกแบบมาอย่างหรูหราสวยงาม ส่วนภายในกล่องเปิดออกมาก็มีตัวเครื่อง, มีคู่มือ, สายชาร์จ และสายนาฬิกาเส้นที่สอง (มีขนาดแตกต่างกันกับสายที่ติดมากับตัวเครื่อง) โดยตัวเรือนนั้นจะมีปุ่มด้านซ้าย 1 ปุ่ม และด้านขวาจะเป็นไมค์ ซึ่งสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ด้วย

การใช้งาน

การใช้งาน Fitbit Versa2 เรียกได้ว่าง่ายมาก เราสามารถที่จะสไลด์หน้าจอไปได้ทั้งหมด 3 ด้าน คือไป

-ด้านซ้าย : ในส่วนของด้านซ้ายจะไว้เปิดแอพต่าง ๆ เช่น Excercise, Spotify เป็นต้น และแอพอื่น ๆ ( สามารถโหลดแอพอื่น ๆ มาเล่นได้มากมายเลยนะ )
– ด้านบน : สำหรับด้านนี้จะแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่น ระยะการเดิน, อัตราเต้นของหัวใจ, การนอนหลับ, การเผาผลาญแคลลอรี เป็นต้น
– ด้านล่าง : สำหรับด้านนี้จะแสดงให้เห็นถึงฟีเจอร์การควบคุมเพลง, การใช้งาน Wallet และ การตั้งค่า Quick Setting

แอพพลิเคชัน Fitbit

จุดเด่นที่สำคัญของ Smart Watch ก็คือการทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น ซึ่ง Fitbit Versa 2 ก็เช่นกัน โดยเราสามารถที่จะดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Fitbit (ทั้ง iOS และ Android) โดยแอพพลิเคชั่นนี้จะแสดงสถานะการทำงานและการซิงค์ข้อมูลต่างๆ จากตัวเครื่องมาไวด้วยกัน ช่วยให้เราเห็นว่า เราทำกิจกรรมต่างๆ ไปเป็นอย่างไรบ้าง, สามารถตั้งค่าหน้าจอหน้าปิดของนาฬิกาได้, สามารถติดตั้งแอพพลิเคชันเพิ่มเติมได้, สามารถดูวิธีการใช้งาน, การควบคุมเพลง, แม้แต่กระทั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน

ดาวน์โหลด CLOCK FACES ได้ตามต้องการ พร้อมหน้าจอ ALWAYS ON

Versa 2 สามารถเลือกดาวน์โหลด ปรับเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้หลากหลายตามความชอบของผู้ใช้ มีทั้งแบบ Digital, Analog, ลายกราฟฟิค, ลายการ์ตูน มีให้เลือกหลายร้อยแบบ ทั้งแบบดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีๆ หรือแบบเสียตังค์ซื้อก็มี หรือจะเป็นแบบดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี แต่หากถูกใจสามารถจ่ายตังค์โอนเงินเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้พัฒนาเพื่อสนับสนุนให้ทำ Clock faces แบบใหม่ๆ ให้เราได้ดาวน์โหลดมาใช้ก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เบื่อหน้าปัดนาฬิกาแบบเก่าๆ ในเมนูนี้ก็มี Clock faces แบบใหม่ๆ มาอัพเดทให้เราได้เลือกดาวน์โหลดไม่ซ้ำเลยทีเดียว

Fitbit Versa 2
Fitbit Versa 2

สำหรับการใช้งานนาฬิกาสามารถเลือกให้เปิดหน้าจอโดยอัตโนมัติได้ แต่แบตเตอรี่จะหมดค่อนข้างเร็ว จากการทดสอบใช้งานเปิดหน้าจอตลอด (Always on display) ตั้งค่าให้ปิดเฉพาะตอนนอนสามารถใช้งานได้ 3 วัน แต่หากปิดการใช้งาน Always on display จะสามารถใช้งานได้ประมาณ 5-6 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ

บทสรุป

Fitbit Versa2 จัดได้ว่าลงตัวสุดๆ ทั้งในแง่ของดีไซน์การออกแบบตั้งแต่ตัวเรือน สายนาฬิกา และที่ชาร์จแบตเตอรี ทำได้เป็นอย่างดี, ความง่ายต่อการใช้งานที่เข้าใจได้ทันที, แอพพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกัน ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานและการแสดงสถานะกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้สะดวกรวดเร็ว ซึ่งเรียกได้ว่าในราคาประมาณ 7,990 บาทนั้น Fitbit Versa2 คือสมาร์ทวอช ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง

ขอบคุณที่มา WhatPhone enterpriseitpro

Bose home speaker 500 รีวิว ลำโพงอัจฉริยะ มีหน้าจอ ดียังไง ?

ลำโพงอัจฉริยะ Bose home speaker 500

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ลำโพงสมาร์ทหรือลำโพงอัจฉริยะ (smart speaker) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีเพิ่มขึ้นมาในตลาดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มันเป็นมากกว่าลำโพงทั่ว ๆ ไปที่เราใช้ฟังเพลง ฟังข่าว หรือความบันเทิงทางโสตประสาทอื่น ๆ ตรงที่ได้ควบรวมเอาเทคโนโลยี voice assistant หรือ virtual assistant ซึ่งหมายถึงการสั่งงานด้วยเสียงพูดเข้าไปอยู่ในตัวลำโพง

ลำโพงอัจฉริยะที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันก็อย่างเช่น Apple HomePod ที่ใช้เทคโนโลยี Siri, ลำโพงในตระกูล Amazon Echoที่ใช้เทคโนโลยี Alexa หรือลำโพงในตระกูล Google Home ที่ใช้เทคโนโลยี Google Assistant

ที่ว่ามาเกือบทั้งหมดได้รับการยกย่องในแง่ของความอัจฉริยะในด้านการใช้งาน แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่จะได้ยินใครเอ่ยปากชมลำโพงเหล่านั้นว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดน้ำเสียงได้ไพเราะเพราะพริ้ง หรือให้รายละเอียดเสียงที่ชัดเจนสดใสและฟังดูเป็นธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกับที่เรามักจะคาดหวังจากลำโพงไฮไฟที่เราคุ้นเคย

ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้ามีบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงลงมือทำลำโพงอัจฉริยะออกมาบ้าง ผมคงชูมือขอฟังเสียงเป็นคนแรก ๆ เป็นแน่ และแล้วในปีที่ผ่านมาผมก็ทราบว่ามีผู้ผลิตเครื่องเสียงมากกว่า 1 ยี่ห้อได้หันมาพัฒนาลำโพงอัจฉริยะกับเขาด้วย หนึ่งในนั้นคือยี่ห้อโบส ‘Bose’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ลำโพงสมาร์ทในนิยามของยี่ห้อโบส
Bose เผยโฉมลำโพงอัจฉริยะรุ่น Home Speaker 500 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีนี้ในประเทศไทย

นี่คือลำโพงอีกกลุ่มที่โบสได้ขยับขยายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้าที่มีอยู่เดิม เปิดตัวพร้อม ๆ ลำโพงซาวด์บาร์อัจฉริยะอีก 2 รุ่นได้แก่ Soundbar 700 และ Soundbar 500

เมื่อเป็นลำโพงอัจฉริยะที่สร้างโดยผู้ผลิตเครื่องเสียง Home Speaker 500 จึงถูกนำเสนอโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพเสียงมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบให้ลำโพง Home Speaker 500 เพียงตัวเดียว สามารถให้เสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาได้ด้วยการบรรจุไดรเวอร์ฟูลเรนจ์ดีไซน์เฉพาะแบบ custom driver จำนวน 2 ตัว ยิงเสียงออกด้านข้าง ให้มวลคลื่นเสียงออกไปสะท้อนผนังห้องด้วยเทคโนโลยีที่ทางโบสเรียกว่า Wall-to-wall stereo sound

ไม่เพียงเท่านั้นโบสยังเคลมว่าลำโพงรุ่นนี้เป็นลำโพงอัจฉริยะที่ให้เวทีเสียงได้กว้างที่สุด จากลำโพงเพียงแค่ตัวเดียว! แถมยังเคลมว่าตัวลำโพงสามารถให้เสียงออกไปรอบทิศแบบ 360 องศาด้วยต่างหาก

คุณสมบัตินี้ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อโบส ซึ่งเคยสร้างชื่อกับลำโพงที่ออกแบบตามทฤษฎี direct-reflecting มาแล้วเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สงสัยว่าจะทำได้อย่างที่คุยไว้จริงหรือ?

นอกจากส่วนที่ให้เสียงออกมา ลำโพงรุ่นนี้ยังมีส่วนที่รับเสียงเข้าไปโดยอาศัยไมโครโฟนจำนวน 8 ตัวที่วางเรียงรายอยู่ที่ด้านบนรอบตัวเครื่อง รับคำสั่งเสียงได้จากทุกทิศทางเพื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Amazon Alexa ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม voice assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในลำดับต้น ๆ มีอุปกรณ์ iOT และอุปกรณ์ smart home จำนวนมากมายที่รองรับการใช้งานร่วมกัน

ตำแหน่งไมโครโฟนรับเสียงทั้ง 8 ตัว
ปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูด ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถควบคุมสั่งงานได้จากปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง ทั้งในส่วนของการเปิด-ปิดการใช้งาน, การปิดการทำงานของไมโครโฟน, การเลือกอินพุต AUX และปุ่มฟังก์ชัน Bluetooth, การเล่นหรือหยุดเพลง ซึ่งสามารถสั่งข้ามเพลงไปข้างหน้าหรือย้อนหลังได้ด้วยการกดซ้ำติดต่อกัน 2 หรือ 3 ครั้ง, การเพิ่ม-ลดระดับความดังของเสียง รวมถึงปุ่มตั้งค่า preset เพลงที่ชื่นชอบ 6 preset ซึ่งได้กลายเป็นลายเซ็นสำหรับลำโพงยุคใหม่ของโบสไปแล้ว

ด้านหน้าตัวลำโพงมีจอแสดงผลขนาดกะทัดรัดสีสันสดใส จอแสดงผลนี้สามารถแสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น อินพุตที่เลือกใช้, นาฬิกา, ชื่อเพลงหรือปกอัลบั้มเพลงที่ผู้ใช้กำลังฟัง ฯลฯ เสียดายนิดหน่อยที่มันไม่ใช่จอระบบสัมผัส ซึ่งอาจทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูดและการกดปุ่มที่ตัวลำโพงโดยตรงแล้ว โบสยังได้ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถควบคุม Home Speaker 500 ผ่านแอปฯ ตัวใหม่ชื่อ ‘Bose Music’ ซึ่งทำออกมาสำหรับใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะทั้ง 3 รุ่น (ในเวลานี้) ของโบสโดยเฉพาะ

นอกจากการควบคุมสั่งงานพื้นฐานแล้ว แอปฯ Bose Music ยังเปิดโอกาสให้สามารถตั้งค่าพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่การเชื่อมต่อแอปฯ กับตัวลำโพง, การกำหนดชื่อของลำโพง, การอัปเดตเฟิร์มแวร์, การตั้งค่าโทนคอนโทรลปรับเพิ่ม-ลดเสียงทุ้ม/เสียงแหลม ตลอดจนการเข้าใช้บริการออนไลน์มิวสิคสตรีมมิ่งทั้ง Spotify, Amazon Music, Deezer หรือ TuneIn

น่าเสียดายที่ปัจจุบันมันยังไม่รองรับ lossless streaming อย่าง TIDAL ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณภาพเสียงที่ดีกว่า

สิ่งที่ Home Speaker 500 เป็นอยู่และสามารถทำได้
ก่อนจะพูดถึงเรื่องของการใช้งานลำโพง Home Speaker 500 ผมขอชมเชยว่าโบสได้ทำให้ลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้มีความ ‘พรีเมียม’ เหนือลำโพงอัจฉริยะอื่น ๆ ที่ผมเคยรู้จัก พรีเมี่ยมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงดีไซน์ตัวลำโพงและวัสดุที่เลือกใช้

ลำโพงรุ่นนี้ผลิตในประเทศเม็กซิโก ตัวลำโพงมีขนาดกะทัดรัด การออกแบบเรียบหรู สามารถวางบนโต๊ะทำงาน ห้องรับแขก หรือห้องนอนได้อย่างลงตัว

มากกว่า 70-80% ของตัวลำโพงผลิตจากโลหะทำสีอย่างดี มีให้เลือกทั้งสีเงินและสีดำ ตามขอบตามเหลี่ยมมุมต่าง ๆ ไม่มีคำว่าแหลมคมเป็นอันตรายต่อการสัมผัส ในภาพรวมดูเรียบหรูและไม่ก๊องแก๊ง

สำหรับการใช้งานลำโพงตัวนี้ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว เวลาใช้งานต้องเสียบสายไฟบ้านที่ออกแบบเก็บซ่อนไว้ที่ด้านล่างตัวลำโพงได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในที่นี้ผมจะไม่เขียนถึงวิธีการเชื่อมต่อและการใช้งานตัวแอปฯ Bose Music เพราะในเบื้องต้นสามารถศึกษาได้โดยตรงจากคลิปต่าง ๆ ที่ทาง Bose Product Support เขาทำเตรียมไว้ให้แล้ว ตามด้านล่างนี้ แต่จะพูดถึงประสบการณ์หลังจากที่ได้ลองใช้งาน

โดยพื้นฐานแล้วแอปฯ Bose Music มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกับแอปฯ Bose Connect ที่ใช้งานกับหูฟังและลำโพงบลทูธของโบส หรือแอปฯ Bose SoundTouch ที่ใช้งานกับเครื่องเสียง Bose SoundTouch Series ในภาพรวมมีความลื่นไหลพอสมควรแต่การเข้า-ออกจากเมนูต่าง ๆ ต้องทำความเข้าใจกันอยู่สักพักจึงจะใช้งานได้สะดวกคล่องมือ ไม่ถึงกับง่ายมากแต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ความเสถียรของแอปฯ อยู่ในระดับดีไม่ว่าเป็นจะการใช้งานกับอุปกรณ์ iOS หรือ Android และส่วนหนึ่งก็จำเป็นต้องอาศัยความเสถียรของระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานด้วยเช่นกัน โดยตัว Home Speaker 500 สามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณ Wi-Fi ได้ทั้งความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

นอกจากการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi เพื่อใช้การสตรีมเพลงจากผู้ให้บริการมิวสิคสตรีมมิ่งหรืออินเตอร์เน็ตเรดิโอแล้ว ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถใช้ฟังเพลงหรือฟังเสียงจากแหล่งสัญญาณทั่วไปโดยการเชื่อมต่อเข้ามาทางอินพุต AUX ซึ่งเป็นขั้วต่อ 3.5mm อยู่ด้านหลังตัวลำโพง ใช้งานได้เหมือนลำโพงแอคทีฟทั่วไป หรือจะเชื่อมต่อแบบไร้สายทางอินพุตสัญญาณบลูทูธก็ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์หลัก ๆ ที่ใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้ได้

สิ่งที่ Home Speaker 500 ทำไม่ได้.. และที่จะทำได้
Home Speaker 500 ไม่สามารถสตรีมเพลงจาก local music server ผ่านระบบ Wi-Fi ได้เหมือนเครื่องเสียงในตระกูล SoundTouch ของโบสเอง เนื่องจากลำโพง 2 ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาด้วยแพลตฟอร์มคนละตัวกัน มันจึงแตกต่างกันตั้งแต่รายละเอียดของฟีเจอร์ไปจนถึงแอปฯ ที่ใช้ควบคุมสั่งงาน

แต่ถ้าผมเอาเจ้า SoundTouch Wireless Link Adapter มาเสียบใช้งานกับช่อง AUX ของลำโพงรุ่นนี้ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม SoundTouch ได้เช่นกัน

เสียบใช้งานกับ SoundTouch Wireless Link Adapter ทางช่องอินพุต AUX 3.5mm

เราไม่สามารถเอา Home Speaker 500 จำนวน 2 ตัว มาเชื่อมต่อกับแอปฯ แล้วใช้งานเป็นระบบเสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาโดยให้เสียงแชนเนลซ้ายไปออกที่ลำโพงตัวหนึ่ง แล้วให้เสียงแชนเนลขวาไปออกที่ลำโพงอีกตัวได้

การเพิ่มลำโพง Home Speaker 500 (หรือ Soundbar 500 / Soundbar 700) เข้าไปในระบบ จะเป็นแค่การเพิ่มจุดที่จะฟังเสียง เพิ่มระดับความดังและพื้นที่ในการรับฟัง แต่ไม่ใช่เป็นการขยายมิติเสียงสเตริโอออกไป

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ในขณะที่ผมรีวิวอยู่นี้ยังไม่สามารถใช้งานได้คือ การใช้งาน Amazon Alexa เหตุผลที่แจ้งไว้ในแอปฯ Bose Music ก็คือระบบนี้ยังไม่เปิดให้ใช้งานในประเทศไทย นั่นหมายความว่าหากระบบนี้เปิดใช้งานในบ้านเราเมื่อไร ลำโพงรุ่นนี้ก็พร้อมทันที

การใช้เสียงสั่ง Amazon Alexa ไม่ใช่มีเพียงแค่การสั่งเล่นเพลง ข้ามเพลง หรือหยุดเพลง แต่ยังเปิดกว้างให้สั่งงานอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบสมาร์ทโฮมที่รองรับ Amazon Alexa ด้วย เช่น การสั่งเปิด-ปิดหรือหรี่ไฟ, การสั่งเปิดปิดม่านบังแดด หรือเพิ่ม-ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ

น่าเสียดายที่รีวิวนี้ผมไม่สามารถทดลองการใช้งานในส่วนของ Amazon Alexa และไม่ทราบเช่นกันว่ามันจะใช้งานในประเทศไทยได้เมื่อไร

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่กำลังคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นซื้อมาแล้ว ก็ใช้งานได้ไม่เต็มที่น่ะสิ”… ในอนาคตอันใกล้นี้ผมทราบมาว่าทางโบสกำลังเตรียมอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ลำโพงรุ่นนี้รองรับ Google Assistant อีกหนึ่งเทคโนโลยี virtual assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไม่แพ้กันและสามารถใช้งานได้แล้วในประเทศไทย รวมถึงการอัปเดตให้รองรับ Apple AirPlay 2 ซึ่งจะมาภายในปีนี้ด้วยเช่นกัน

นั่นหมายความว่าองค์ประกอบพื้นฐาน โดยเฉพาะในส่วนของฮาร์ดแวร์ไม่ว่าจะเป็นระบบไมโครโฟนหรือภาคประมวลผลในตัวลำโพงรุ่นนี้ถูกออกแบบให้เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เหลือแค่ส่วนของซอฟต์แวร์ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเข้าไปเท่านั้นเอง

คุณภาพเสียง
ผมได้ฟังเสียงของลำโพงรุ่นนี้ครั้งแรกในงานเปิดตัวที่ประเทศไทย สิ่งแรกที่รับรู้ได้ชัดเจนคือเสียงที่ใหญ่เกินตัว แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะลำโพงยี่ห้อนี้ส่วนใหญ่ก็ให้เสียงที่เกินตัวอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ลำโพงตัวเท่าฝ่ามืออย่าง Bose SoundLink Micro

ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายนั้นก็คือ ความกว้างของมิติเสียงสเตริโอครับ ในงานเปิดเขามีการสาธิตให้ฟังเสียงกัน ตัวผมนั่งตรงกับลำโพงเป๊ะห่างออกมาประมาณเมตรกว่า ในช่วงที่เขาเปิดเพลง ‘Money’ ของ Pink Floyd ช่วงต้นเพลงผมได้ยินบางเสียงหลุดลอยออกไปทางด้านซ้ายและขวา คล้ายฟังเสียงจากหูฟังสเตริโอชั้นดีที่ให้มิติเสียงไม่จมอยู่ในศีรษะ

ผมไม่แน่ใจว่าทางทีมงานของอัศวโสภณ เขาไม่ได้ซ่อนลำโพงเอาไว้เพื่อลวงโสตประสาทแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจว่าลำโพงตัวแค่นี้ให้มิติเสียงอย่างนั้นได้ยังไง

อย่างไรก็ดี… ความกว้างของมิติเสียงด้านซ้ายและขวาที่ผมรับรู้ได้จากลำโพงรุ่นนี้ มันขึ้นอยู่กับเพลงที่เราฟังด้วยครับ มันใม่ใช่ว่าจะให้เสียงที่กว้างอย่างนั้นเสมอไป แต่ละเพลงที่ฟังมันก็ไม่ได้ให้เสียงออกมากว้างเท่ากัน แต่ละเพลงกว้างมาก กว้างน้อย คละเคล้าปนเปกันไป

สังเกตว่าเพลงที่มีการใช้เอฟเฟ็คต์หรือซินซีไซเซอร์และมีกระบวนการมิกซ์เสียงที่ค่อนข้างหวือหวากว่าเพลงทั่วไป ส่วนใหญ่จะให้เสียงออกมากว้าง นอกจากเพลง ‘Money’ ที่เปิดจาก Spotify ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ที่ผมฟังแล้วให้เสียงออกมากว้างขวางในบริบทเดียวกับเพลง ‘Money’ ก็อย่างเช่นเพลง ‘Bubbles’ จากอัลบั้ม Wandering ของ Yosi Horikawa หรือเพลงทำนองคุ้นหูอย่าง ‘Axel F – From Beverly Hills Cop’ โดย Harold Faltermeyer

ในระหว่างการรีวิว ผมได้ฟังเสียงจากการสตรีมเพลงใน Spotify เป็นหลัก สลับกับการฟังรายวิทยุจาก Tune In ทั้งที่เป็นรายการเพลงและรายการที่เน้นพูดคุย ไม่มีการปรับแต่งเสียงในส่วนของโทนคอนโทรล คือ ฟังกันแบบไร้การปรุงแต่ง (flat)

ภาพรวมของเสียงที่ได้จากลำโพงรุ่นนี้คือรายละเอียดและความชัดเจน เป็นลำโพงที่เสียงใหญ่ในลักษณะที่ให้เสียงเปิดเผย กระจ่างชัด และเปิดได้ดังจนคับห้องทำงานของกองบรรณาธิการ GM2000 มีลักษณะเปิดโล่ง

ไม่ใช่เสียงที่ฟังดูใหญ่เพราะยกเสียงทุ้มมาเยอะ ๆ หรือให้เสียงที่มีอาการบวมหรือล้น ในย่านความถี่ช่วงใดช่วงหนึ่งออกมา

เวลาเจอเพลงที่บันทึกเสียงมาได้ดี แม้จะฟังจาก Spotify ที่ไม่ใช่ไฟล์ lossless ระดับเทียบเท่าแผ่นซีดี ก็ยังฟังได้เพลิดเพลินไม่ถึงกับต้องคอยกดข้ามเพลงอยู่บ่อย ๆ

สำหรับการฟังเพลงแหล่งสัญญาณหรือสตรีมมิงที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าการฟังจาก Spotify ผมได้ลองฟังโดยเชื่อมต่อเอาต์พุตเสียงของสมาร์ทโฟน LG V30 ThinQ กับ Home Speaker 500 ทั้งทางอินพุต AUX และทางบลูทูธ

พบว่าทางอินพุต AUX ให้เสียงออกมาดีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเชื่อมต่อบลูทูธในลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบ subband codec หรือ SBC เท่านั้น ยังไม่ใช่ aptX หรือ aptX HD

ผมยังได้ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202 โดยใช้ภาคโฟโนปรีแอมป์ในตัวของเทิร์นเทเบิ้ลเอง เสียงที่ออกมามันบ่งชี้ชัดเจนว่าลำโพงอัจฉริยะตัวนี้สามารถใช้งานเป็นลำโพงแอคทีฟสำหรับระบบเสียงไฮไฟได้อย่างไม่ขัดเขินเลยครับ

ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202

ลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดีที่สุด?
จากที่ได้รีวิวมาทั้งหมด ผมมีความเห็นว่าทีมวิศวกรของโบสน่าจะทำการบ้านมาพอสมควรกว่าจะออกมาเป็นลำโพงรุ่นนี้ ประการแรกพวกเขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นเครื่องเสียงยี่ห้อโบสเอาไว้ได้ทั้งในแง่ของการออกแบบรูปร่างหน้าตา ตลอดจนประสบการณ์ในการใช้งาน

น่าเสียดายพอสมควรที่รีวิวนี้ยังไม่มีโอกาสได้ลองส่วนที่เป็น virtual assistant เลยแม้แต่น้อย ทำให้การพิจารณาเรื่องความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายเกือบ 2 หมื่นบาทเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังคงต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป แต่สำหรับเรื่องของคุณภาพเสียง ลำโพงรุ่นนี้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริง ๆ ครับ

ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้ผมจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Bose Home Speaker 500 นั้นเป็นลำโพงอัจฉริยะที่ดีที่สุดหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมก็บอกได้ว่าถ้าพูดถึงลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดี ชื่อลำโพงรุ่นนี้จะต้องอยู่ใน top list อย่างแน่นอนครับ!

ที่มา avtechguide

Jaybird X4 หูฟังออกกำลังกายไร้สาย กันน้ำระดับ IPX7 ดีไซน์สวยงาม

หูฟังออกกำลังกายจาก Jaybird รุ่น X4 เป็นหูฟังไร้สายรุ่นต่อยอดจากรุ่น X3 นั่นเองครับ โดยในรุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่สวมใส่ได้ทั้งสองแบบ แถมกันน้ำในระดับ IPX7 เลยทีเดียว


“มาพร้อมกับแอพ สามารถปรับเสียงได้ตามต้องการ”


การออกแบบและบรรจุภัณฑ์

        รูปลักษณ์ภายนอกของ X4 นั้นถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม Housing นั้นมีความแข็งแรงทนทาน ท่อนำเสียงนั้นเอียงทำมุมเล็กน้อยเพื่อช่วยให้การสวมใส่นั้นง่ายดายยิ่งขึ้นครับ และ ยังสามารถป้องกันเหงื่อไคลได้ดี ตัวสายนั้นมาเป็นสายแบนพร้อม Built-In 3-Button Remote And Microphone สำหรับใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เลยครับผม สามารถสวมใส่ได้ทั้งแบบคล้องใบหู และแบบปกติ โดยตัว Wingtips สามารถปรับมุมได้ครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Jaybird X4
  • จุกซิลโคน (2 ไซส์)
  • จุกโฟม Comply (2 ไซส์)
  • ครีบหูฟัง (3 ไซส์)
  • สายชาร์จ
  • คลิปติดเสื้อ
  • ที่รัดสาย
  • กระเป๋าสำหรับพกพา

การเชื่อมต่อ

Bluetooth• Bluetooth 4.1 ล่าสุด เชื่อมต่อรวดเร็ว
Micro USB• ชาร์จไฟผ่าน Micro USB โดยใช้คลิป

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายพกพาได้สะดวก
  • ใส่เล่นกีฬาทั้ง In-Door Out-Door
  • ออกแบบให้สวมใส่ได้อย่างกระชับ
  • ไมค์และรีโมทแบบ 3 ปุ่มในตัว
  • กันน้ำกันฝุ่น IPX7
  • แบตเตอรี่ใช้งานยาวนาน 8 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

ด้านการเชื่อมต่อนั้นตัว X4 สามารถเชื่อมต่อได้ผ่านทาง Bluetooth ที่มาในเวอร์ชั่น 4.1 ที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพสัญญาณมาได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้การใช้งานนั่นลื่นไหลไม่มีสะดุด ตัวแบตเตอร์รี่นั้นสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง “8 ชั่วโมง” โดยใช้เวลาในการชาร์จไฟเพียง “2 ชั่วโมง” เท่านั้นครับ

ในส่วนของการใช้งานนั้น Jaybird X4 นั้นจะสามารถกันน้ำได้ในระดับ IPX7 จึงสามารถนำไปใช้ออกกำลังกายได้อย่างสบายหายห่วงเลยล่ะครับ

คุณภาพเสียง

  • เสียงเบส – ด้วยย่านต่ำที่ให้เบสที่กระชับให้แรงปะทะที่แน่น ไม่มีอาการเบลอของเบสมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย พร้อมทั้งยังเก็บตัวได้ดีมาก ๆ สำหรับหูฟังแบบ In-Ear Wireless ครับ
  • เสียงร้อง – เสียงกลางนั้นให้น้ำเสียงที่คมชัดสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของจังหวะชิ้นดนตรีออกมาได้อย่างน่าฟังมาก ๆ และ ยังสามารถแยกแยะเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไลน์กีตาร์ที่จัดจ้านฟังสนุกทีเดียวครับ
  • เสียงแหลม – เสียงกลางแหลมของ X4 นั้นให้ขอบเสียงที่มีความสด ปลายเสียงนั้นทิ้งน้ำหนักตัวได้ดีทำให้ไม่เกิดอาการฟุ้งของย่านเสียงสูง และ เหมาะกับการฟังเพลงเวลาออกกำลังกายมาก ๆ ครับ
  • เวทีเสียง – เวทีเสียงขนาดปานกลาง วางตำแหน่งเครื่องดนตรีได้ดี เสียงร้องจะอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย เหมาะสำหรับเพลงที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้น

“เหมาะสำหรับ
คนรักการออกกำลังกาย”

สรุปเกี่ยวกับหูฟัง Jaybird X4

       โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหูฟังสปอร์ตแบบไร้สายที่ให้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบเครื่องรุ่นนึงในช่วงราคานี้เลยครับ นอกจากนี้ยังสามารถฟังเพลงได้อย่างหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Acostic, Pop, Rock ไปจนถึง EDM ก็ทำได้ดีครับ เรียกได้ว่าเป็นหูฟังที่เหมาะสำหรับคนรักการออกกำลังกายมาก ๆ ครับ หากใครที่สนใจนั้นสามารถแวะเข้ามาลองฟังกันก่อนได้ที่ “มั่นคงแก็ดเจ็ท” ทุกสาขาเลยครับผม

แนวเพลงที่เหมาะสม

Pop / Pop-Rock / Rock / Alternative / Hip-Hop / Rap / EDM

ข้อมูลจำเพาะ

มาว่าถึงเรื่องการใช้งานจริง 
ข้อ1-ใส่ไปสักพักมัน Wing Tips มันเบียดกระดูกหูส่วนหน้า ปวดเลย อันนี้แล้วแต่สรีระหูของแต่ละคนนะ
ข้อ2-ไม่ค่อยกระชับเท่าที่ควร ยิ่งเจอเหลือ ลื่นหลุดๆจ้า
ข้อ3-สำคัญมาก พอเข้าเขตสวนลุม หรือ บริเวณมีคนเยอะๆ สัญญาณทุเรศจัดจ้า ติดๆ ตับๆ ตลอดเวลา ยิ่งตอนวิ่งนะ โคตรหงุดหงิดเลย

ขอบคุณที่มา munkonggadget mercular

BOSE HOME SPEAKER 300 ลำโพงอัจฉริยะ ขนาดเล็ก ไร้สาย

ลำโพง BOSE HOME SPEAKER 300

ช่วงก่อนหน้านี้ สินค้า BOSE ของทางเราก็ได้มีการขาดช่วงขาดตลาดกันไปพอสมควร แต่ ณ เวลานี้ สินค้าของทาง BOSE ได้กลับมาแล้ว ทั้งหูฟังที่ใครๆรอคอยและลำโพงใครๆก็ถามหา ได้แก่  BOSE SOUNDSPORT , BOSE SOUNDSPORT FREE, BOSE QC35 II , BOSE SOUNDLINK REVOLVE และ BOSE SOUNDLINK REVOLVE+ เป็นต้น

แต่ในวันนี้ผมจะมาแนะนำสินค้าที่เข้ามาใหม่ของทางร้าน นั่นก็คือ BOSE HOME SPEAKER 300
ก่อนหน้านี้หลายๆท่านคงจะได้เห็นลำโพงรุ่นพี่อย่าง BOSE HOME SPEAKER 500 ( รุ่นที่มีหน้าจอ ) สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นเล็กสำหรับใช้งานในบ้าน มาพร้อมกับขนาดที่พอดิบพอดีกับโต๊ะทำงานหรือจะนำไปใช้งานในห้องนอนก็ยังได้นอกจากนี้ยังรองรับระบบ WIFI , BLUETOOTH ,SPOTIFY CONNECT , GOOGLE ASSISTANT , ALEXZA รองรับการใช้งานผ่านคำสั่งเสียงได้อีกด้วย ( แต่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ให้บริการของบริการนั้น ๆ ด้วยครับ ) นอกจากนี้จะมี PRESET ที่สามารถกำหนด PLAYLIST , RADIO CHANNELS ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ส่วนวิธีทำนั้น ต้องมี APP BOSE MUSIC กันก่อนถึงจะสามารถใช้งาน PRESET ดังกล่าวได้นั่นเอง

เราไปดูหน้าลำโพงกันดีกว่ากับ BOSE HOME SPEAKER 300 

เข้ามาตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาลำโพงขนาดเล็กที่เอาใช้งานบนโต๊ะทำงาน ห้องนอน หรือสำหรับคนที่มีพื้นที่ไม่มากนักอย่างคอนโด ก็สามารถนำลำโพงตัวนี้ไปใช้งานได้ ไม่มีผิดหวังแน่นอน เห็นเป็นลำโพงตัวเล็กๆแบบนี้บอกเลยว่า BOSE  ไม่เล็กนะครับ เรื่องของเสียงถือว่าทำออกมาได้ดี สู้กับลำโพงขนาดกลางยังได้เลย ตัวงานวัสดุนั้นถือว่าทำออกมาได้อย่างดูดีทันสมัยด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกะกะแล้ว ก็มาพร้อมกับระบบการใช้งานเชื่อมต่อได้หลากหลาย ทั้ง WIFI , BLUETOOTH , AUX โดยเราไปดูกันดีกว่า ว่าในกล่องเขาให้อะไรมาบ้าง

อุปกรณ์ภายในกล่อง

บรรจุภัณฑ์ มาในรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง ข้างในประกอบด้วย ADAPTER พร้อมหัวแปลงสำหรับประเทศไทยและต่างประเทศ และสุดท้ายคือคู่มือการใช้งานครับ

เรื่องของหน้าตาของผลิตภัณฑ์

มาว่ากันด้วยเรื่องดีไซน์ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ารูปร่างจะคล้ายๆตัว BOSE HOME SPEAKER 500 แต่ไม่มีหน้าจอสำหรับแสดงค่าต่าง ๆ แต่ก็ยังมีไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ ในด้านของขนาดนั้น จะมีขนาด 16*14.2*10.2 cm โดยหนัก 900 กรัม ซึ่งเบามาก ๆ ด้านวัสดุนี่แข็งแรงทนทานไม่ต้องกังวล แต่ก็ยังมีความหรูหราตามสไตล์ Bose เอาไปวางไว้ในห้อง ไม่เกะกะแน่นอน ตกแต่งวางได้สวยงาม

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ปุ่มการใช้งานนั้นก็มีมาให้ครบครัน มาพร้อมทั้งปุ่ม PRESET ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ปุ่มสำหรับเชื่อมต่อ BLUETOOTH  หรือเป็นปุ่มเชื่อมต่อผ่าน AUX ด้านหลังลำโพงก็จะพบกับช่องเสียบ ADAPTER กับช่อง AUX สำหรับเชื่อมต่อด้วยสาย 3.5 mm


การควบคุมการใช้งาน


ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการใช้งานนั้น เราจะต้องมี APP “ BOSE MUSIC ” ติดเครื่องกันก่อน โดยสามารถโหลดได้ที่ GOOGLE PLAY STORE (Android) หรือ APP STORE (iOS) หลังจากนั้นให้เราทำการเสียบปลั๊กลำโพง BOSE HOME SPAEKER 300 แล้วเรากลับมาที่ตัว APP เราก็ต้องทำการลงทะเบียนเพื่อที่จะใช้งาน ซึ่งสามารถลงทะเบียนผ่าน EMAIL และ FACEBOOK ได้ด้วย หลังจากที่เราได้ทำงานลงทะเบียนเรียบร้อยต่อไปจะเป็นการค้นหาลำโพงที่เราจะเชื่อมต่อ โดยตัวลำโพงลูกค้าเพียงแค่เสียบปลั๊กไว้ ส่วนตัวสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อ WIFI ใน WLAN เดียวกัน และทำตามขั้นตอนของ APP ได้เลย

หลังจากที่เราได้ทำการเพิ่มอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว APP จะถามว่าจะให้ตั้งชื่ออุปกรณ์ว่าอะไร (หลังจากที่เราตั้งชื่อ BLUETOOTH จะเปลี่ยนด้วย) จากนั้น App จะพาท่านเข้าสู่หน้าหลัก โดยจะมีการให้เราเลือกการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มีทั้งการใช้งานกับผู้ให้บริการ MUSIC STREAMING , INTERNET RADIO เราสามารถกดเพิ่มช่องอื่นๆได้ตลอด ที่ผมเลือกใช้งาน จะเป็นของค่าย SPOTIFY , TUNE IN Radio หรือจะใช้งานผ่าน BLUETOOTH และ AUX ก็ทำได้เช่นกันครับ  

นอกจากนี้ตัวลำโพงยังสามารถใช้งานคำสั่งเสียงได้ ผ่าน Assistant ต่าง ๆ (ขึ้นอยู่พื้นที่ที่ให้บริการของแต่ละบริการนั้น ๆนะครับ เช่นในตอนนี้ Alexa ยังไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้นั่นเอง)

แล้ว APP เองยังสามารถตั้งค่าภาษาและยังปรับ EQ เสียงได้ ส่วนวิธีการกำหนด PRESET นั้นก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่เพียงแค่เราเล่นเพลงใน PLAYLIST หลังจากนั้นก็ทำการกดค้างที่หมายเลข 1-6 บนหน้า APP BOSE MUSIC

หน้าหลักลำโพงก็จะจดจำว่าที่เราตั้งค่า PRESET ไว้ ถ้าเราจะต้องการเปลี่ยน PLAYLIST ใหม่ก็ให้ทำการเล่นเพลงอื่นๆแล้วทำการกดค้างทับอันเดิมได้เลย สามารถ PRESET ได้ทั้ง SPOTIFY , TUNE IN และค่ายบริการอื่นๆ แต่ถ้าใครที่ไม่มี WIFI หรือ BLUETOOTH ไว้ใช้งานไม่ต้องกังวลครับ

ยังมีช่อง AUX (3.5) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับระบบไร้สาย ส่วนวิธีที่จะเชื่อมต่อผ่าน BLUETOOTH กดที่สัญลักษณ์ BLUETOOTH ให้ไฟสถานะเป็นสีน้ำเงินจากนั้นก็ค้นหาชื่อ BOSE HOME SPEAKER 300 ที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้เลย

มาพูดถึงเรื่องของเสียง

เสียงเบส – ถ้าพูดถึงเรื่องเบส เป็นเบสที่มีขนาดกำลังดีเมื่อเทียบกับขนาดของตัวลำโพงถือว่าทำออกมาได้ดีเกินตัว เป็นเบสที่มีหัวโน้ตที่ชัด กระชับเก็บตัวได้ดีเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านๆมา ฟังเพลงได้ทั้งช้าและเร็วโดยไม่รู้สึกติดขัด เหมาะที่จะฟังเพลง RELAX เอามากๆหรือจะเป็นเพลงมีจังหวะก็ทำออกมาได้อย่างไม่มีขัดเขิน นอกจากนี้เบสไม่มีอาการบวมเบลอกวนย่านอื่นๆในส่วนเรื่องของ DEEP BASS ยังพอมีให้สัมผัสได้อยู่ ถ้ารู้สึกว่าเบสยังน้อยไปก็ยังเพิ่มเติมผ่าน BOSE MUSIC ได้อีกด้วย

เสียงร้อง – ถ้าพูดถึงเสียงร้อง เป็นเสียงร้องที่มี IMAGE เด่น เป็นเสียงร้องที่มีความอื่มหนาตามฉบับ BOSE สามารถสัมผัสโฟกัสได้อย่างง่ายโดยไม่ต้องเพ่ง เสียงร้องไม่รุกเร้ามากจนรู้สึกรำคาญใจแม้แต่นิด และยังคงให้รายละเอียดเล็กๆน้อยได้เป็นอย่างดี


เสียงแหลม – ถ้าพูดถึงเสียงแหลม เป็นเสียงแหลมที่ฟังสบายๆ ไม่ทำให้รู้สึกบาดหูยังคงเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกทื่อจนเกินไป ทอดตัวได้ดีในระดับหนึ่ง



เวทีเสียง – ถ้าพูดถึงเวทีเสียง เวทีเสียงนั้นกว้างทำให้รู้สึกฟังได้สบายๆ ไม่มีอาการซ้อนกันของเครื่องดนตรี แยกแยะรายละเอียดชิ้นดนตรีได้เป็นอย่างดีไม่มีการมากองกันอยู่ตรงกลางและเมื่อเทียบกับขนาดตัวลำโพงก็ต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้เกินตัวอยู่พอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนกับลำโพงขนาดกลางได้เลยทีเดียว

แล้วลำโพงตัวนี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับใคร ?

ลำโพงตัวนี้มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานในห้องทำงาน ห้องครัว ห้องนอน หรือ แม้กระทั่งห้องนั่งเล่น สามารถพกไปเที่ยวก็ได้ เพราะมีขนาดเล็ก และ เบา นอกจากนี้ยังมี APP BOSE MUSIC ที่สามารถช่วยให้คุณดึงความสามารถมันออกมาใช้ได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นเด็กก็ยังสามารถใช้งานได้ครับ

ทิ้งทายด้วยสรุปภาพรวมของ BOSE HOME SPEAKER 300

ภาพรวมของ BOSE HOME SPAEAK 300 ถึงจะเป็นลำโพงขนาดเล็กแต่กลับให้พลังเสียงที่เกินตัวมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัยควบคู่ไปกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานได้เลยทันทีและด้วยขนาดตัวลำโพงที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ซึงสามารถตกแต่งห้องของท่านได้แน่นอน พูเรื่องเสียงนั้นก็ทำออกมาได้สมเป็น BOSE ฟังสบายๆ ฟังได้เรื่อยๆ เหมาะกับแนวเพลง POP เพลงชิวๆ ฟังสบายตอนทำงานหรือผ่อนคลายก่อนเข้านอนก็ได้เช่นกันครับ

ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ผมก็หวังว่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่กำลังจะหาลำโพงตัวเล็กๆ สำหรับใช้งานภายให้บ้านหรือสำนักงาน ผมบอกได้เลยว่าตัวนี้ไม่ผิดหวัง ตอบโจทย์สำหรับคนหาลำโพงขนากเล็กที่ไม่กินพื้นที่ การจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพนั้นอาจจะต้องมี BOSE MUSIC ด้วยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Munkonggadget

ซ่อมจอ iPad เปลี่ยนแบต ซ่อม Apple Pencil ซ่อมได้ที่ไหนบ้าง ราคาเท่าไหร่ ?

อัปเดตราคา ซ่อมจอ iPad และ Apple Pencil จาก Apple โดยในนี้จะประกอบไปด้วย ราคาการเปลี่ยนแบตเตอรี่และราคาการเปลี่ยน iPad แบบยกเครื่อง (Replacement) ที่รวมไปถึงหน้าจอแตกมีทางเดียวคือการเปลี่ยนเครื่อง และอัตราเปลี่ยน Apple Pencil อัปเดตล่าสุด พฤศจิกายน 2562

ราคาซ่อมจอ เปลี่ยนแบต เปลี่ยนเครื่อง iPad และ ซ่อม Apple Pencil อัปเดต พ.ย. 2562 (2019)

iPad และอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil มาพร้อมการรับประกัน 1 ปี หากอุปกรณ์เสียโดยตัวมันเองจะสามารถรับบริการจาก Apple ได้ฟรี แต่หากเครื่องได้รับความเสียหายเช่น หน้าจอแตกจากอุบัติเหตุ, ความเสียหายต่อ iPad จากการซ่อมหรือดัดแปลง ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อม

ซึ่งตั้งแต่ ปลายมีนาคม 2562 เป็นต้นมาประเทศไทยได้มีการเปิดขาย AppleCare+ สำหรับ iPad เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นราคาการซ่อม iPad จะมีอยู่ 2 กรณีด้วยกัน

1. ราคาเปลี่ยนเครื่อง iPad (Replacement)

หาก iPad เสียหายโดยที่อาการเหล่านั้นไม่ครอบคลุมในประกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวเครื่อง, เครื่องมีความชื้น, ปุ่ม Touch ID พัง, เปิดไม่ติด(หลังหมดประกัน 1 ปีแล้ว) ฯลฯ เหล่านี้ Apple จะเสนอให้ทำการเปลี่ยนเครื่องใหม่โดยต้องชำระค่าบริการซึ่งแต่ละรุ่นจะราคาไม่เท่ากัน ซึ่งราคาซ่อมมี 2 กรณีคือ 1. แบบไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน และ 2. แบบที่มี AppleCare+

รุ่นของ iPadค่าธรรมเนียมที่ไม่อยู่ภายใต้การรับประกันค่าธรรมเนียมที่มี AppleCare+
iPad mini และ iPad mini 2 6,600 บาท 1,600 บาท
iPad mini 3 ถึง iPad mini 5 9,800 บาท  1,600 บาท
iPad 2, iPad Air,
iPad รุ่นที่ 5,
iPad รุ่นที่ 6,
iPad รุ่นที่ 7
 8,200 บาท  1,600 บาท
iPad Air 2,
iPad รุ่นที่ 4
9,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว,
iPad Air3
 12,500 บาท  1,600 บาท
iPad Pro (10.5 นิ้ว) 14,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro (11 นิ้ว) 16,400 บาท  1,600 บาท
iPad Pro 12.9 นิ้ว,
iPad Pro 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 2)
 19,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 3) 21,400 บาท  1,600 บาท

หมายเหตุราคา AppleCare+ สำหรับ iPad มีดังนี้

  • iPad mini – 2,500 บาท
  • iPad, iPad Air – 2,500 บาท
  • iPad Pro ทุกรุ่น – 4,500 บาท

เงื่อนไขในการซื้อ AppleCare+ จะต้องไม่เกิน 60 วัน นับจากวันที่ซื้อเครื่อง

2. ราคา ซ่อมจอ iPad

การซ่อมจอ iPad แตก แบ่งเป็น 2 กรณี

  1. ไม่มีประกันคุ้มครอง หากจอของ iPad แตก Apple จะไม่มีนโยบายเปลี่ยนเฉพาะจอให้เหมือนกับ iPhone ดังนั้นทาง Apple จะยื่นข้อเสนอโดยการให้เปลี่ยนเครื่องซึ่งค่าบริการในแต่ละรุ่นในจะอยู่ตารางด้านบน
  2. มี AppleCare+ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 1,600 บาท เพื่อการเปลี่ยนเครื่อง Replacement Unit ให้

3. ราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่ iPad

ถ้าแบตเตอรี่ iPad เก็บประจุได้น้อยกว่า 80% หากมีประกันจะเปลี่ยนได้ฟรี ส่วนถ้าหมดประกันจะต้องชำระเงินค่าแบตเตอรี่ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่นั้นทาง Apple จะเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ (Replacement Unit) แทน โดยจะไม่เปลี่ยนเฉพาะแบตก้อนเดี่ยว ๆ เหมือนกับ iPhone

รุ่นของ iPadอยู่ภายใต้การรับประกันไม่อยู่ภายใต้การรับประกัน
ทุกรุ่นทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์฿ 0฿ 3,400

*หมายเหตุ Apple Store จะเป็นผู้พิจารณาว่า iPad เครื่องที่หมดประกันแล้วแต่ละเครื่องจะเข้าเกณฑ์การเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้หรือไม่ โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบภาพรวมระบบก่อนจึงจะแจ้งให้ทราบได้

4. ราคาซ่อมเปลี่ยน Apple Pencil

หากอุปกรณ์หรือแบตเตอรี่ของ Apple Pencil เกิดปัญหา ถ้าอยู่ในช่วงรับประกัน 1 ปีแรกสามารถได้รับการซ่อมฟรี แต่หากอยู่นอกเงื่อนไขทาง Apple จะเสนอให้เปลี่ยนชิ้นใหม่โดยมีค่าบริการดังด้านล่าง

อุปกรณ์เสริมการให้บริการแบตเตอรี่เสียหรืออุบัติเหตุนอกประกันมี AppleCare+
Apple Pencil฿ 1,100฿ 2,900฿ 1,000
Apple Pencil (รุ่นที่ 2)฿ 1,100฿ 3,700฿ 1,000

ระยะเวลาการซ่อมนานไหม?

  • ถ้าซ่อมที่ Apple Iconsiam ทาง Apple จะพยายามทำให้เสร็จในช่วงที่เรานำเครื่องเข้าไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมจอ, การเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือว่าเปลี่ยนเครื่อง แต่ก็อาจจะมีกรณีที่ซับซ้อนซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7 วัน
  • สำหรับ iPad ที่มีการสลักชื่อด้านหลังอาจจะต้องใช้ระยะเวลาซ่อมสูงกว่าถึง 10 วัน

สถานที่ซ่อมมีที่ไหนบ้าง?

ซ่อมได้ที่ Apple Iconsiam และศูนย์ตัวแทน AASP ทั่วประเทศ

  • นัดคิวเพื่อนำเครื่องเข้าซ่อมกับ Apple Iconsiam เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยในเขต กทม. และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ค้นหาสาขา AASP ที่ใกล้ที่สุด เหมาะกับผู้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด
  • ควรสำรองข้อมูลก่อนนำเครื่องไปซ่อมทุกครั้ง

ที่มา iPhonemod