Bose home speaker 500 รีวิว ลำโพงอัจฉริยะ มีหน้าจอ ดียังไง ?

ลำโพงอัจฉริยะ Bose home speaker 500

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ลำโพงสมาร์ทหรือลำโพงอัจฉริยะ (smart speaker) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีเพิ่มขึ้นมาในตลาดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มันเป็นมากกว่าลำโพงทั่ว ๆ ไปที่เราใช้ฟังเพลง ฟังข่าว หรือความบันเทิงทางโสตประสาทอื่น ๆ ตรงที่ได้ควบรวมเอาเทคโนโลยี voice assistant หรือ virtual assistant ซึ่งหมายถึงการสั่งงานด้วยเสียงพูดเข้าไปอยู่ในตัวลำโพง

ลำโพงอัจฉริยะที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันก็อย่างเช่น Apple HomePod ที่ใช้เทคโนโลยี Siri, ลำโพงในตระกูล Amazon Echoที่ใช้เทคโนโลยี Alexa หรือลำโพงในตระกูล Google Home ที่ใช้เทคโนโลยี Google Assistant

ที่ว่ามาเกือบทั้งหมดได้รับการยกย่องในแง่ของความอัจฉริยะในด้านการใช้งาน แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่จะได้ยินใครเอ่ยปากชมลำโพงเหล่านั้นว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดน้ำเสียงได้ไพเราะเพราะพริ้ง หรือให้รายละเอียดเสียงที่ชัดเจนสดใสและฟังดูเป็นธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกับที่เรามักจะคาดหวังจากลำโพงไฮไฟที่เราคุ้นเคย

ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้ามีบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงลงมือทำลำโพงอัจฉริยะออกมาบ้าง ผมคงชูมือขอฟังเสียงเป็นคนแรก ๆ เป็นแน่ และแล้วในปีที่ผ่านมาผมก็ทราบว่ามีผู้ผลิตเครื่องเสียงมากกว่า 1 ยี่ห้อได้หันมาพัฒนาลำโพงอัจฉริยะกับเขาด้วย หนึ่งในนั้นคือยี่ห้อโบส ‘Bose’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ลำโพงสมาร์ทในนิยามของยี่ห้อโบส
Bose เผยโฉมลำโพงอัจฉริยะรุ่น Home Speaker 500 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีนี้ในประเทศไทย

นี่คือลำโพงอีกกลุ่มที่โบสได้ขยับขยายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้าที่มีอยู่เดิม เปิดตัวพร้อม ๆ ลำโพงซาวด์บาร์อัจฉริยะอีก 2 รุ่นได้แก่ Soundbar 700 และ Soundbar 500

เมื่อเป็นลำโพงอัจฉริยะที่สร้างโดยผู้ผลิตเครื่องเสียง Home Speaker 500 จึงถูกนำเสนอโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพเสียงมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบให้ลำโพง Home Speaker 500 เพียงตัวเดียว สามารถให้เสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาได้ด้วยการบรรจุไดรเวอร์ฟูลเรนจ์ดีไซน์เฉพาะแบบ custom driver จำนวน 2 ตัว ยิงเสียงออกด้านข้าง ให้มวลคลื่นเสียงออกไปสะท้อนผนังห้องด้วยเทคโนโลยีที่ทางโบสเรียกว่า Wall-to-wall stereo sound

ไม่เพียงเท่านั้นโบสยังเคลมว่าลำโพงรุ่นนี้เป็นลำโพงอัจฉริยะที่ให้เวทีเสียงได้กว้างที่สุด จากลำโพงเพียงแค่ตัวเดียว! แถมยังเคลมว่าตัวลำโพงสามารถให้เสียงออกไปรอบทิศแบบ 360 องศาด้วยต่างหาก

คุณสมบัตินี้ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อโบส ซึ่งเคยสร้างชื่อกับลำโพงที่ออกแบบตามทฤษฎี direct-reflecting มาแล้วเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สงสัยว่าจะทำได้อย่างที่คุยไว้จริงหรือ?

นอกจากส่วนที่ให้เสียงออกมา ลำโพงรุ่นนี้ยังมีส่วนที่รับเสียงเข้าไปโดยอาศัยไมโครโฟนจำนวน 8 ตัวที่วางเรียงรายอยู่ที่ด้านบนรอบตัวเครื่อง รับคำสั่งเสียงได้จากทุกทิศทางเพื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Amazon Alexa ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม voice assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในลำดับต้น ๆ มีอุปกรณ์ iOT และอุปกรณ์ smart home จำนวนมากมายที่รองรับการใช้งานร่วมกัน

ตำแหน่งไมโครโฟนรับเสียงทั้ง 8 ตัว
ปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูด ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถควบคุมสั่งงานได้จากปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง ทั้งในส่วนของการเปิด-ปิดการใช้งาน, การปิดการทำงานของไมโครโฟน, การเลือกอินพุต AUX และปุ่มฟังก์ชัน Bluetooth, การเล่นหรือหยุดเพลง ซึ่งสามารถสั่งข้ามเพลงไปข้างหน้าหรือย้อนหลังได้ด้วยการกดซ้ำติดต่อกัน 2 หรือ 3 ครั้ง, การเพิ่ม-ลดระดับความดังของเสียง รวมถึงปุ่มตั้งค่า preset เพลงที่ชื่นชอบ 6 preset ซึ่งได้กลายเป็นลายเซ็นสำหรับลำโพงยุคใหม่ของโบสไปแล้ว

ด้านหน้าตัวลำโพงมีจอแสดงผลขนาดกะทัดรัดสีสันสดใส จอแสดงผลนี้สามารถแสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น อินพุตที่เลือกใช้, นาฬิกา, ชื่อเพลงหรือปกอัลบั้มเพลงที่ผู้ใช้กำลังฟัง ฯลฯ เสียดายนิดหน่อยที่มันไม่ใช่จอระบบสัมผัส ซึ่งอาจทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูดและการกดปุ่มที่ตัวลำโพงโดยตรงแล้ว โบสยังได้ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถควบคุม Home Speaker 500 ผ่านแอปฯ ตัวใหม่ชื่อ ‘Bose Music’ ซึ่งทำออกมาสำหรับใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะทั้ง 3 รุ่น (ในเวลานี้) ของโบสโดยเฉพาะ

นอกจากการควบคุมสั่งงานพื้นฐานแล้ว แอปฯ Bose Music ยังเปิดโอกาสให้สามารถตั้งค่าพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่การเชื่อมต่อแอปฯ กับตัวลำโพง, การกำหนดชื่อของลำโพง, การอัปเดตเฟิร์มแวร์, การตั้งค่าโทนคอนโทรลปรับเพิ่ม-ลดเสียงทุ้ม/เสียงแหลม ตลอดจนการเข้าใช้บริการออนไลน์มิวสิคสตรีมมิ่งทั้ง Spotify, Amazon Music, Deezer หรือ TuneIn

น่าเสียดายที่ปัจจุบันมันยังไม่รองรับ lossless streaming อย่าง TIDAL ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณภาพเสียงที่ดีกว่า

สิ่งที่ Home Speaker 500 เป็นอยู่และสามารถทำได้
ก่อนจะพูดถึงเรื่องของการใช้งานลำโพง Home Speaker 500 ผมขอชมเชยว่าโบสได้ทำให้ลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้มีความ ‘พรีเมียม’ เหนือลำโพงอัจฉริยะอื่น ๆ ที่ผมเคยรู้จัก พรีเมี่ยมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงดีไซน์ตัวลำโพงและวัสดุที่เลือกใช้

ลำโพงรุ่นนี้ผลิตในประเทศเม็กซิโก ตัวลำโพงมีขนาดกะทัดรัด การออกแบบเรียบหรู สามารถวางบนโต๊ะทำงาน ห้องรับแขก หรือห้องนอนได้อย่างลงตัว

มากกว่า 70-80% ของตัวลำโพงผลิตจากโลหะทำสีอย่างดี มีให้เลือกทั้งสีเงินและสีดำ ตามขอบตามเหลี่ยมมุมต่าง ๆ ไม่มีคำว่าแหลมคมเป็นอันตรายต่อการสัมผัส ในภาพรวมดูเรียบหรูและไม่ก๊องแก๊ง

สำหรับการใช้งานลำโพงตัวนี้ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว เวลาใช้งานต้องเสียบสายไฟบ้านที่ออกแบบเก็บซ่อนไว้ที่ด้านล่างตัวลำโพงได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในที่นี้ผมจะไม่เขียนถึงวิธีการเชื่อมต่อและการใช้งานตัวแอปฯ Bose Music เพราะในเบื้องต้นสามารถศึกษาได้โดยตรงจากคลิปต่าง ๆ ที่ทาง Bose Product Support เขาทำเตรียมไว้ให้แล้ว ตามด้านล่างนี้ แต่จะพูดถึงประสบการณ์หลังจากที่ได้ลองใช้งาน

โดยพื้นฐานแล้วแอปฯ Bose Music มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกับแอปฯ Bose Connect ที่ใช้งานกับหูฟังและลำโพงบลทูธของโบส หรือแอปฯ Bose SoundTouch ที่ใช้งานกับเครื่องเสียง Bose SoundTouch Series ในภาพรวมมีความลื่นไหลพอสมควรแต่การเข้า-ออกจากเมนูต่าง ๆ ต้องทำความเข้าใจกันอยู่สักพักจึงจะใช้งานได้สะดวกคล่องมือ ไม่ถึงกับง่ายมากแต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ความเสถียรของแอปฯ อยู่ในระดับดีไม่ว่าเป็นจะการใช้งานกับอุปกรณ์ iOS หรือ Android และส่วนหนึ่งก็จำเป็นต้องอาศัยความเสถียรของระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานด้วยเช่นกัน โดยตัว Home Speaker 500 สามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณ Wi-Fi ได้ทั้งความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

นอกจากการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi เพื่อใช้การสตรีมเพลงจากผู้ให้บริการมิวสิคสตรีมมิ่งหรืออินเตอร์เน็ตเรดิโอแล้ว ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถใช้ฟังเพลงหรือฟังเสียงจากแหล่งสัญญาณทั่วไปโดยการเชื่อมต่อเข้ามาทางอินพุต AUX ซึ่งเป็นขั้วต่อ 3.5mm อยู่ด้านหลังตัวลำโพง ใช้งานได้เหมือนลำโพงแอคทีฟทั่วไป หรือจะเชื่อมต่อแบบไร้สายทางอินพุตสัญญาณบลูทูธก็ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์หลัก ๆ ที่ใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้ได้

สิ่งที่ Home Speaker 500 ทำไม่ได้.. และที่จะทำได้
Home Speaker 500 ไม่สามารถสตรีมเพลงจาก local music server ผ่านระบบ Wi-Fi ได้เหมือนเครื่องเสียงในตระกูล SoundTouch ของโบสเอง เนื่องจากลำโพง 2 ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาด้วยแพลตฟอร์มคนละตัวกัน มันจึงแตกต่างกันตั้งแต่รายละเอียดของฟีเจอร์ไปจนถึงแอปฯ ที่ใช้ควบคุมสั่งงาน

แต่ถ้าผมเอาเจ้า SoundTouch Wireless Link Adapter มาเสียบใช้งานกับช่อง AUX ของลำโพงรุ่นนี้ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม SoundTouch ได้เช่นกัน

เสียบใช้งานกับ SoundTouch Wireless Link Adapter ทางช่องอินพุต AUX 3.5mm

เราไม่สามารถเอา Home Speaker 500 จำนวน 2 ตัว มาเชื่อมต่อกับแอปฯ แล้วใช้งานเป็นระบบเสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาโดยให้เสียงแชนเนลซ้ายไปออกที่ลำโพงตัวหนึ่ง แล้วให้เสียงแชนเนลขวาไปออกที่ลำโพงอีกตัวได้

การเพิ่มลำโพง Home Speaker 500 (หรือ Soundbar 500 / Soundbar 700) เข้าไปในระบบ จะเป็นแค่การเพิ่มจุดที่จะฟังเสียง เพิ่มระดับความดังและพื้นที่ในการรับฟัง แต่ไม่ใช่เป็นการขยายมิติเสียงสเตริโอออกไป

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ในขณะที่ผมรีวิวอยู่นี้ยังไม่สามารถใช้งานได้คือ การใช้งาน Amazon Alexa เหตุผลที่แจ้งไว้ในแอปฯ Bose Music ก็คือระบบนี้ยังไม่เปิดให้ใช้งานในประเทศไทย นั่นหมายความว่าหากระบบนี้เปิดใช้งานในบ้านเราเมื่อไร ลำโพงรุ่นนี้ก็พร้อมทันที

การใช้เสียงสั่ง Amazon Alexa ไม่ใช่มีเพียงแค่การสั่งเล่นเพลง ข้ามเพลง หรือหยุดเพลง แต่ยังเปิดกว้างให้สั่งงานอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบสมาร์ทโฮมที่รองรับ Amazon Alexa ด้วย เช่น การสั่งเปิด-ปิดหรือหรี่ไฟ, การสั่งเปิดปิดม่านบังแดด หรือเพิ่ม-ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ

น่าเสียดายที่รีวิวนี้ผมไม่สามารถทดลองการใช้งานในส่วนของ Amazon Alexa และไม่ทราบเช่นกันว่ามันจะใช้งานในประเทศไทยได้เมื่อไร

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่กำลังคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นซื้อมาแล้ว ก็ใช้งานได้ไม่เต็มที่น่ะสิ”… ในอนาคตอันใกล้นี้ผมทราบมาว่าทางโบสกำลังเตรียมอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ลำโพงรุ่นนี้รองรับ Google Assistant อีกหนึ่งเทคโนโลยี virtual assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไม่แพ้กันและสามารถใช้งานได้แล้วในประเทศไทย รวมถึงการอัปเดตให้รองรับ Apple AirPlay 2 ซึ่งจะมาภายในปีนี้ด้วยเช่นกัน

นั่นหมายความว่าองค์ประกอบพื้นฐาน โดยเฉพาะในส่วนของฮาร์ดแวร์ไม่ว่าจะเป็นระบบไมโครโฟนหรือภาคประมวลผลในตัวลำโพงรุ่นนี้ถูกออกแบบให้เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เหลือแค่ส่วนของซอฟต์แวร์ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเข้าไปเท่านั้นเอง

คุณภาพเสียง
ผมได้ฟังเสียงของลำโพงรุ่นนี้ครั้งแรกในงานเปิดตัวที่ประเทศไทย สิ่งแรกที่รับรู้ได้ชัดเจนคือเสียงที่ใหญ่เกินตัว แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะลำโพงยี่ห้อนี้ส่วนใหญ่ก็ให้เสียงที่เกินตัวอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ลำโพงตัวเท่าฝ่ามืออย่าง Bose SoundLink Micro

ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายนั้นก็คือ ความกว้างของมิติเสียงสเตริโอครับ ในงานเปิดเขามีการสาธิตให้ฟังเสียงกัน ตัวผมนั่งตรงกับลำโพงเป๊ะห่างออกมาประมาณเมตรกว่า ในช่วงที่เขาเปิดเพลง ‘Money’ ของ Pink Floyd ช่วงต้นเพลงผมได้ยินบางเสียงหลุดลอยออกไปทางด้านซ้ายและขวา คล้ายฟังเสียงจากหูฟังสเตริโอชั้นดีที่ให้มิติเสียงไม่จมอยู่ในศีรษะ

ผมไม่แน่ใจว่าทางทีมงานของอัศวโสภณ เขาไม่ได้ซ่อนลำโพงเอาไว้เพื่อลวงโสตประสาทแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจว่าลำโพงตัวแค่นี้ให้มิติเสียงอย่างนั้นได้ยังไง

อย่างไรก็ดี… ความกว้างของมิติเสียงด้านซ้ายและขวาที่ผมรับรู้ได้จากลำโพงรุ่นนี้ มันขึ้นอยู่กับเพลงที่เราฟังด้วยครับ มันใม่ใช่ว่าจะให้เสียงที่กว้างอย่างนั้นเสมอไป แต่ละเพลงที่ฟังมันก็ไม่ได้ให้เสียงออกมากว้างเท่ากัน แต่ละเพลงกว้างมาก กว้างน้อย คละเคล้าปนเปกันไป

สังเกตว่าเพลงที่มีการใช้เอฟเฟ็คต์หรือซินซีไซเซอร์และมีกระบวนการมิกซ์เสียงที่ค่อนข้างหวือหวากว่าเพลงทั่วไป ส่วนใหญ่จะให้เสียงออกมากว้าง นอกจากเพลง ‘Money’ ที่เปิดจาก Spotify ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ที่ผมฟังแล้วให้เสียงออกมากว้างขวางในบริบทเดียวกับเพลง ‘Money’ ก็อย่างเช่นเพลง ‘Bubbles’ จากอัลบั้ม Wandering ของ Yosi Horikawa หรือเพลงทำนองคุ้นหูอย่าง ‘Axel F – From Beverly Hills Cop’ โดย Harold Faltermeyer

ในระหว่างการรีวิว ผมได้ฟังเสียงจากการสตรีมเพลงใน Spotify เป็นหลัก สลับกับการฟังรายวิทยุจาก Tune In ทั้งที่เป็นรายการเพลงและรายการที่เน้นพูดคุย ไม่มีการปรับแต่งเสียงในส่วนของโทนคอนโทรล คือ ฟังกันแบบไร้การปรุงแต่ง (flat)

ภาพรวมของเสียงที่ได้จากลำโพงรุ่นนี้คือรายละเอียดและความชัดเจน เป็นลำโพงที่เสียงใหญ่ในลักษณะที่ให้เสียงเปิดเผย กระจ่างชัด และเปิดได้ดังจนคับห้องทำงานของกองบรรณาธิการ GM2000 มีลักษณะเปิดโล่ง

ไม่ใช่เสียงที่ฟังดูใหญ่เพราะยกเสียงทุ้มมาเยอะ ๆ หรือให้เสียงที่มีอาการบวมหรือล้น ในย่านความถี่ช่วงใดช่วงหนึ่งออกมา

เวลาเจอเพลงที่บันทึกเสียงมาได้ดี แม้จะฟังจาก Spotify ที่ไม่ใช่ไฟล์ lossless ระดับเทียบเท่าแผ่นซีดี ก็ยังฟังได้เพลิดเพลินไม่ถึงกับต้องคอยกดข้ามเพลงอยู่บ่อย ๆ

สำหรับการฟังเพลงแหล่งสัญญาณหรือสตรีมมิงที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าการฟังจาก Spotify ผมได้ลองฟังโดยเชื่อมต่อเอาต์พุตเสียงของสมาร์ทโฟน LG V30 ThinQ กับ Home Speaker 500 ทั้งทางอินพุต AUX และทางบลูทูธ

พบว่าทางอินพุต AUX ให้เสียงออกมาดีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเชื่อมต่อบลูทูธในลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบ subband codec หรือ SBC เท่านั้น ยังไม่ใช่ aptX หรือ aptX HD

ผมยังได้ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202 โดยใช้ภาคโฟโนปรีแอมป์ในตัวของเทิร์นเทเบิ้ลเอง เสียงที่ออกมามันบ่งชี้ชัดเจนว่าลำโพงอัจฉริยะตัวนี้สามารถใช้งานเป็นลำโพงแอคทีฟสำหรับระบบเสียงไฮไฟได้อย่างไม่ขัดเขินเลยครับ

ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202

ลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดีที่สุด?
จากที่ได้รีวิวมาทั้งหมด ผมมีความเห็นว่าทีมวิศวกรของโบสน่าจะทำการบ้านมาพอสมควรกว่าจะออกมาเป็นลำโพงรุ่นนี้ ประการแรกพวกเขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นเครื่องเสียงยี่ห้อโบสเอาไว้ได้ทั้งในแง่ของการออกแบบรูปร่างหน้าตา ตลอดจนประสบการณ์ในการใช้งาน

น่าเสียดายพอสมควรที่รีวิวนี้ยังไม่มีโอกาสได้ลองส่วนที่เป็น virtual assistant เลยแม้แต่น้อย ทำให้การพิจารณาเรื่องความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายเกือบ 2 หมื่นบาทเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังคงต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป แต่สำหรับเรื่องของคุณภาพเสียง ลำโพงรุ่นนี้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริง ๆ ครับ

ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้ผมจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Bose Home Speaker 500 นั้นเป็นลำโพงอัจฉริยะที่ดีที่สุดหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมก็บอกได้ว่าถ้าพูดถึงลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดี ชื่อลำโพงรุ่นนี้จะต้องอยู่ใน top list อย่างแน่นอนครับ!

ที่มา avtechguide

Jaybird X4 หูฟังออกกำลังกายไร้สาย กันน้ำระดับ IPX7 ดีไซน์สวยงาม

หูฟังออกกำลังกายจาก Jaybird รุ่น X4 เป็นหูฟังไร้สายรุ่นต่อยอดจากรุ่น X3 นั่นเองครับ โดยในรุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่สวมใส่ได้ทั้งสองแบบ แถมกันน้ำในระดับ IPX7 เลยทีเดียว


“มาพร้อมกับแอพ สามารถปรับเสียงได้ตามต้องการ”


การออกแบบและบรรจุภัณฑ์

        รูปลักษณ์ภายนอกของ X4 นั้นถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม Housing นั้นมีความแข็งแรงทนทาน ท่อนำเสียงนั้นเอียงทำมุมเล็กน้อยเพื่อช่วยให้การสวมใส่นั้นง่ายดายยิ่งขึ้นครับ และ ยังสามารถป้องกันเหงื่อไคลได้ดี ตัวสายนั้นมาเป็นสายแบนพร้อม Built-In 3-Button Remote And Microphone สำหรับใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เลยครับผม สามารถสวมใส่ได้ทั้งแบบคล้องใบหู และแบบปกติ โดยตัว Wingtips สามารถปรับมุมได้ครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Jaybird X4
  • จุกซิลโคน (2 ไซส์)
  • จุกโฟม Comply (2 ไซส์)
  • ครีบหูฟัง (3 ไซส์)
  • สายชาร์จ
  • คลิปติดเสื้อ
  • ที่รัดสาย
  • กระเป๋าสำหรับพกพา

การเชื่อมต่อ

Bluetooth• Bluetooth 4.1 ล่าสุด เชื่อมต่อรวดเร็ว
Micro USB• ชาร์จไฟผ่าน Micro USB โดยใช้คลิป

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายพกพาได้สะดวก
  • ใส่เล่นกีฬาทั้ง In-Door Out-Door
  • ออกแบบให้สวมใส่ได้อย่างกระชับ
  • ไมค์และรีโมทแบบ 3 ปุ่มในตัว
  • กันน้ำกันฝุ่น IPX7
  • แบตเตอรี่ใช้งานยาวนาน 8 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

ด้านการเชื่อมต่อนั้นตัว X4 สามารถเชื่อมต่อได้ผ่านทาง Bluetooth ที่มาในเวอร์ชั่น 4.1 ที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพสัญญาณมาได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้การใช้งานนั่นลื่นไหลไม่มีสะดุด ตัวแบตเตอร์รี่นั้นสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง “8 ชั่วโมง” โดยใช้เวลาในการชาร์จไฟเพียง “2 ชั่วโมง” เท่านั้นครับ

ในส่วนของการใช้งานนั้น Jaybird X4 นั้นจะสามารถกันน้ำได้ในระดับ IPX7 จึงสามารถนำไปใช้ออกกำลังกายได้อย่างสบายหายห่วงเลยล่ะครับ

คุณภาพเสียง

  • เสียงเบส – ด้วยย่านต่ำที่ให้เบสที่กระชับให้แรงปะทะที่แน่น ไม่มีอาการเบลอของเบสมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย พร้อมทั้งยังเก็บตัวได้ดีมาก ๆ สำหรับหูฟังแบบ In-Ear Wireless ครับ
  • เสียงร้อง – เสียงกลางนั้นให้น้ำเสียงที่คมชัดสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของจังหวะชิ้นดนตรีออกมาได้อย่างน่าฟังมาก ๆ และ ยังสามารถแยกแยะเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไลน์กีตาร์ที่จัดจ้านฟังสนุกทีเดียวครับ
  • เสียงแหลม – เสียงกลางแหลมของ X4 นั้นให้ขอบเสียงที่มีความสด ปลายเสียงนั้นทิ้งน้ำหนักตัวได้ดีทำให้ไม่เกิดอาการฟุ้งของย่านเสียงสูง และ เหมาะกับการฟังเพลงเวลาออกกำลังกายมาก ๆ ครับ
  • เวทีเสียง – เวทีเสียงขนาดปานกลาง วางตำแหน่งเครื่องดนตรีได้ดี เสียงร้องจะอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย เหมาะสำหรับเพลงที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้น

“เหมาะสำหรับ
คนรักการออกกำลังกาย”

สรุปเกี่ยวกับหูฟัง Jaybird X4

       โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหูฟังสปอร์ตแบบไร้สายที่ให้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบเครื่องรุ่นนึงในช่วงราคานี้เลยครับ นอกจากนี้ยังสามารถฟังเพลงได้อย่างหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Acostic, Pop, Rock ไปจนถึง EDM ก็ทำได้ดีครับ เรียกได้ว่าเป็นหูฟังที่เหมาะสำหรับคนรักการออกกำลังกายมาก ๆ ครับ หากใครที่สนใจนั้นสามารถแวะเข้ามาลองฟังกันก่อนได้ที่ “มั่นคงแก็ดเจ็ท” ทุกสาขาเลยครับผม

แนวเพลงที่เหมาะสม

Pop / Pop-Rock / Rock / Alternative / Hip-Hop / Rap / EDM

ข้อมูลจำเพาะ

มาว่าถึงเรื่องการใช้งานจริง 
ข้อ1-ใส่ไปสักพักมัน Wing Tips มันเบียดกระดูกหูส่วนหน้า ปวดเลย อันนี้แล้วแต่สรีระหูของแต่ละคนนะ
ข้อ2-ไม่ค่อยกระชับเท่าที่ควร ยิ่งเจอเหลือ ลื่นหลุดๆจ้า
ข้อ3-สำคัญมาก พอเข้าเขตสวนลุม หรือ บริเวณมีคนเยอะๆ สัญญาณทุเรศจัดจ้า ติดๆ ตับๆ ตลอดเวลา ยิ่งตอนวิ่งนะ โคตรหงุดหงิดเลย

ขอบคุณที่มา munkonggadget mercular

BOSE HOME SPEAKER 300 ลำโพงอัจฉริยะ ขนาดเล็ก ไร้สาย

ลำโพง BOSE HOME SPEAKER 300

ช่วงก่อนหน้านี้ สินค้า BOSE ของทางเราก็ได้มีการขาดช่วงขาดตลาดกันไปพอสมควร แต่ ณ เวลานี้ สินค้าของทาง BOSE ได้กลับมาแล้ว ทั้งหูฟังที่ใครๆรอคอยและลำโพงใครๆก็ถามหา ได้แก่  BOSE SOUNDSPORT , BOSE SOUNDSPORT FREE, BOSE QC35 II , BOSE SOUNDLINK REVOLVE และ BOSE SOUNDLINK REVOLVE+ เป็นต้น

แต่ในวันนี้ผมจะมาแนะนำสินค้าที่เข้ามาใหม่ของทางร้าน นั่นก็คือ BOSE HOME SPEAKER 300
ก่อนหน้านี้หลายๆท่านคงจะได้เห็นลำโพงรุ่นพี่อย่าง BOSE HOME SPEAKER 500 ( รุ่นที่มีหน้าจอ ) สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นเล็กสำหรับใช้งานในบ้าน มาพร้อมกับขนาดที่พอดิบพอดีกับโต๊ะทำงานหรือจะนำไปใช้งานในห้องนอนก็ยังได้นอกจากนี้ยังรองรับระบบ WIFI , BLUETOOTH ,SPOTIFY CONNECT , GOOGLE ASSISTANT , ALEXZA รองรับการใช้งานผ่านคำสั่งเสียงได้อีกด้วย ( แต่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ให้บริการของบริการนั้น ๆ ด้วยครับ ) นอกจากนี้จะมี PRESET ที่สามารถกำหนด PLAYLIST , RADIO CHANNELS ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ส่วนวิธีทำนั้น ต้องมี APP BOSE MUSIC กันก่อนถึงจะสามารถใช้งาน PRESET ดังกล่าวได้นั่นเอง

เราไปดูหน้าลำโพงกันดีกว่ากับ BOSE HOME SPEAKER 300 

เข้ามาตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาลำโพงขนาดเล็กที่เอาใช้งานบนโต๊ะทำงาน ห้องนอน หรือสำหรับคนที่มีพื้นที่ไม่มากนักอย่างคอนโด ก็สามารถนำลำโพงตัวนี้ไปใช้งานได้ ไม่มีผิดหวังแน่นอน เห็นเป็นลำโพงตัวเล็กๆแบบนี้บอกเลยว่า BOSE  ไม่เล็กนะครับ เรื่องของเสียงถือว่าทำออกมาได้ดี สู้กับลำโพงขนาดกลางยังได้เลย ตัวงานวัสดุนั้นถือว่าทำออกมาได้อย่างดูดีทันสมัยด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกะกะแล้ว ก็มาพร้อมกับระบบการใช้งานเชื่อมต่อได้หลากหลาย ทั้ง WIFI , BLUETOOTH , AUX โดยเราไปดูกันดีกว่า ว่าในกล่องเขาให้อะไรมาบ้าง

อุปกรณ์ภายในกล่อง

บรรจุภัณฑ์ มาในรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง ข้างในประกอบด้วย ADAPTER พร้อมหัวแปลงสำหรับประเทศไทยและต่างประเทศ และสุดท้ายคือคู่มือการใช้งานครับ

เรื่องของหน้าตาของผลิตภัณฑ์

มาว่ากันด้วยเรื่องดีไซน์ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ารูปร่างจะคล้ายๆตัว BOSE HOME SPEAKER 500 แต่ไม่มีหน้าจอสำหรับแสดงค่าต่าง ๆ แต่ก็ยังมีไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ ในด้านของขนาดนั้น จะมีขนาด 16*14.2*10.2 cm โดยหนัก 900 กรัม ซึ่งเบามาก ๆ ด้านวัสดุนี่แข็งแรงทนทานไม่ต้องกังวล แต่ก็ยังมีความหรูหราตามสไตล์ Bose เอาไปวางไว้ในห้อง ไม่เกะกะแน่นอน ตกแต่งวางได้สวยงาม

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ปุ่มการใช้งานนั้นก็มีมาให้ครบครัน มาพร้อมทั้งปุ่ม PRESET ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ปุ่มสำหรับเชื่อมต่อ BLUETOOTH  หรือเป็นปุ่มเชื่อมต่อผ่าน AUX ด้านหลังลำโพงก็จะพบกับช่องเสียบ ADAPTER กับช่อง AUX สำหรับเชื่อมต่อด้วยสาย 3.5 mm


การควบคุมการใช้งาน


ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการใช้งานนั้น เราจะต้องมี APP “ BOSE MUSIC ” ติดเครื่องกันก่อน โดยสามารถโหลดได้ที่ GOOGLE PLAY STORE (Android) หรือ APP STORE (iOS) หลังจากนั้นให้เราทำการเสียบปลั๊กลำโพง BOSE HOME SPAEKER 300 แล้วเรากลับมาที่ตัว APP เราก็ต้องทำการลงทะเบียนเพื่อที่จะใช้งาน ซึ่งสามารถลงทะเบียนผ่าน EMAIL และ FACEBOOK ได้ด้วย หลังจากที่เราได้ทำงานลงทะเบียนเรียบร้อยต่อไปจะเป็นการค้นหาลำโพงที่เราจะเชื่อมต่อ โดยตัวลำโพงลูกค้าเพียงแค่เสียบปลั๊กไว้ ส่วนตัวสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อ WIFI ใน WLAN เดียวกัน และทำตามขั้นตอนของ APP ได้เลย

หลังจากที่เราได้ทำการเพิ่มอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว APP จะถามว่าจะให้ตั้งชื่ออุปกรณ์ว่าอะไร (หลังจากที่เราตั้งชื่อ BLUETOOTH จะเปลี่ยนด้วย) จากนั้น App จะพาท่านเข้าสู่หน้าหลัก โดยจะมีการให้เราเลือกการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มีทั้งการใช้งานกับผู้ให้บริการ MUSIC STREAMING , INTERNET RADIO เราสามารถกดเพิ่มช่องอื่นๆได้ตลอด ที่ผมเลือกใช้งาน จะเป็นของค่าย SPOTIFY , TUNE IN Radio หรือจะใช้งานผ่าน BLUETOOTH และ AUX ก็ทำได้เช่นกันครับ  

นอกจากนี้ตัวลำโพงยังสามารถใช้งานคำสั่งเสียงได้ ผ่าน Assistant ต่าง ๆ (ขึ้นอยู่พื้นที่ที่ให้บริการของแต่ละบริการนั้น ๆนะครับ เช่นในตอนนี้ Alexa ยังไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้นั่นเอง)

แล้ว APP เองยังสามารถตั้งค่าภาษาและยังปรับ EQ เสียงได้ ส่วนวิธีการกำหนด PRESET นั้นก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่เพียงแค่เราเล่นเพลงใน PLAYLIST หลังจากนั้นก็ทำการกดค้างที่หมายเลข 1-6 บนหน้า APP BOSE MUSIC

หน้าหลักลำโพงก็จะจดจำว่าที่เราตั้งค่า PRESET ไว้ ถ้าเราจะต้องการเปลี่ยน PLAYLIST ใหม่ก็ให้ทำการเล่นเพลงอื่นๆแล้วทำการกดค้างทับอันเดิมได้เลย สามารถ PRESET ได้ทั้ง SPOTIFY , TUNE IN และค่ายบริการอื่นๆ แต่ถ้าใครที่ไม่มี WIFI หรือ BLUETOOTH ไว้ใช้งานไม่ต้องกังวลครับ

ยังมีช่อง AUX (3.5) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับระบบไร้สาย ส่วนวิธีที่จะเชื่อมต่อผ่าน BLUETOOTH กดที่สัญลักษณ์ BLUETOOTH ให้ไฟสถานะเป็นสีน้ำเงินจากนั้นก็ค้นหาชื่อ BOSE HOME SPEAKER 300 ที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้เลย

มาพูดถึงเรื่องของเสียง

เสียงเบส – ถ้าพูดถึงเรื่องเบส เป็นเบสที่มีขนาดกำลังดีเมื่อเทียบกับขนาดของตัวลำโพงถือว่าทำออกมาได้ดีเกินตัว เป็นเบสที่มีหัวโน้ตที่ชัด กระชับเก็บตัวได้ดีเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านๆมา ฟังเพลงได้ทั้งช้าและเร็วโดยไม่รู้สึกติดขัด เหมาะที่จะฟังเพลง RELAX เอามากๆหรือจะเป็นเพลงมีจังหวะก็ทำออกมาได้อย่างไม่มีขัดเขิน นอกจากนี้เบสไม่มีอาการบวมเบลอกวนย่านอื่นๆในส่วนเรื่องของ DEEP BASS ยังพอมีให้สัมผัสได้อยู่ ถ้ารู้สึกว่าเบสยังน้อยไปก็ยังเพิ่มเติมผ่าน BOSE MUSIC ได้อีกด้วย

เสียงร้อง – ถ้าพูดถึงเสียงร้อง เป็นเสียงร้องที่มี IMAGE เด่น เป็นเสียงร้องที่มีความอื่มหนาตามฉบับ BOSE สามารถสัมผัสโฟกัสได้อย่างง่ายโดยไม่ต้องเพ่ง เสียงร้องไม่รุกเร้ามากจนรู้สึกรำคาญใจแม้แต่นิด และยังคงให้รายละเอียดเล็กๆน้อยได้เป็นอย่างดี


เสียงแหลม – ถ้าพูดถึงเสียงแหลม เป็นเสียงแหลมที่ฟังสบายๆ ไม่ทำให้รู้สึกบาดหูยังคงเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกทื่อจนเกินไป ทอดตัวได้ดีในระดับหนึ่ง



เวทีเสียง – ถ้าพูดถึงเวทีเสียง เวทีเสียงนั้นกว้างทำให้รู้สึกฟังได้สบายๆ ไม่มีอาการซ้อนกันของเครื่องดนตรี แยกแยะรายละเอียดชิ้นดนตรีได้เป็นอย่างดีไม่มีการมากองกันอยู่ตรงกลางและเมื่อเทียบกับขนาดตัวลำโพงก็ต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้เกินตัวอยู่พอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนกับลำโพงขนาดกลางได้เลยทีเดียว

แล้วลำโพงตัวนี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับใคร ?

ลำโพงตัวนี้มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานในห้องทำงาน ห้องครัว ห้องนอน หรือ แม้กระทั่งห้องนั่งเล่น สามารถพกไปเที่ยวก็ได้ เพราะมีขนาดเล็ก และ เบา นอกจากนี้ยังมี APP BOSE MUSIC ที่สามารถช่วยให้คุณดึงความสามารถมันออกมาใช้ได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นเด็กก็ยังสามารถใช้งานได้ครับ

ทิ้งทายด้วยสรุปภาพรวมของ BOSE HOME SPEAKER 300

ภาพรวมของ BOSE HOME SPAEAK 300 ถึงจะเป็นลำโพงขนาดเล็กแต่กลับให้พลังเสียงที่เกินตัวมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัยควบคู่ไปกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานได้เลยทันทีและด้วยขนาดตัวลำโพงที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ซึงสามารถตกแต่งห้องของท่านได้แน่นอน พูเรื่องเสียงนั้นก็ทำออกมาได้สมเป็น BOSE ฟังสบายๆ ฟังได้เรื่อยๆ เหมาะกับแนวเพลง POP เพลงชิวๆ ฟังสบายตอนทำงานหรือผ่อนคลายก่อนเข้านอนก็ได้เช่นกันครับ

ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ผมก็หวังว่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่กำลังจะหาลำโพงตัวเล็กๆ สำหรับใช้งานภายให้บ้านหรือสำนักงาน ผมบอกได้เลยว่าตัวนี้ไม่ผิดหวัง ตอบโจทย์สำหรับคนหาลำโพงขนากเล็กที่ไม่กินพื้นที่ การจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพนั้นอาจจะต้องมี BOSE MUSIC ด้วยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Munkonggadget