OnePlus 7T, 7T Pro และ McLaren Edition มือถือสเปคโหด เริ่ม 17990 บาท

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนสำหรับมือถือเรือธงสเปคสุดเทพอย่าง OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro ที่ได้รับการอัพเกรดสเปคขึ้นมาจากรุ่นก่อน ทั้งชิปชิป Snapdragon 855+, หน้าจอ 90Hz, หน่วยความจำ UFS 3.0 และระบบชาร์จไว Warp Charge 30T ที่ชาร์จไวขึ้นกว่าเดิมถึง 23%…ซึ่งล่าสุดก็ได้เดินทางมาถึงบ้านเราเรียบร้อยแล้ว โดยเคาะราคาเริ่มต้นมาที่ 17,990 บาท

OnePlus 7T series ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับหน้าจอ Fluid Display ค่า Refresh Rate ที่ 90Hz ให้ประสบการณ์แบบ “Smooth Like Never Before” ให้ภาพที่สุดของความลื่นไหลในการเล่นเกม พร้อมกับสเปคสุดแรงด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 855+ ความเร็ว 2.96GHz อีกทั้งยังใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 เพิ่มความรวดเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล และการเปิดแอปต่างๆ ได้เร็วกว่ารุ่นอื่นแบบเห็นได้ชัด

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 117 องศา และกล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS มาพร้อมกับ NightScape 2.0 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาพถ่ายตอนกลางคืนให้สว่างราวกับถ่ายตอนกลางวัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Macro ไว้ถ่ายภาพ close-up โฟกัสวัตถุได้ในระยะใกล้สะใจแค่ 2.5 เซนติเมตรเท่านั้น

ระบบชาร์จไวแบบใหม่ Warp Charge 30T จ่ายไฟเท่าเดิมที่ 30 วัตต์ ทว่ากลับมีประสิทธิภาพการในชาร์จได้เร็วกว่าเวอร์ชั่นก่อนถึง 23% 

สำหรับคนที่ถามหาศูนย์บริการแบบที่สามารถเดินเอาเครื่องเข้าไปรับบริการได้เลย ตรงนี้ทาง OnePlus Thailand ก็ออกมาประกาศแล้วว่า.. รออีกนิดนึงนะ ใกล้มาแล้ว 

สำหรับสเปคเต็มๆ ของ OnePlus 7T, 7T Pro และตัวท็อปสุดซิ่ง OnePlus7T Pro McLaren Edition ก็มีตามนี้ครับ

สเปค ONEPLUS 7T

  • หน้าจอ Fluid Display ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+, อัตราส่วน 20:9, รองรับการแสดงผล HDR10+, รีเฟรชเรท 90Hz
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 855+
  • GPU : Adreno 640
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ใส่เมมเพิ่มไม่ได้
  • กล้องหลัง 3 ตัว รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 4K@30/60fps
    • เซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6, OIS
    • เลนส์ Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มุมกว้าง 117 องศา
    • เลนส์ Telephoto 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, OIS
  • กล้องหน้า : 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0, EIS รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 1080p@30/60fps
  • USB Type-C
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอริโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 3,800 mAh รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T (5V, 6A)
  • วางจำหน่ายทั้งหมด 2 สี: สีเทา Frosted Silver และสีฟ้า Glacial Blue
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10

สเปค ONEPLUS 7T PRO

  • หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 855+
  • RAM : 8GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 256GB  (UFS 3.0) ไม่รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
  • กล้องหน้าป๊อปอัพ : 16MP (f/2.0)
  • ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอรีโอ, Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
  • เซ็นเซอร์ : Accelerometer, Gyroscope, Proximity, Ambient Light Sensor, Electronic Compass, Laser Sensor
  • แบตเตอรี่ : 4085 mAh รองรับ Warp Charge 30T
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย OxygenOS 10

สเปค ONEPLUS7T PRO MCLAREN EDITION

  • หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด Qual HD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 855+
  • RAM : 12GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 256GB  (UFS 3.0) ไม่รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
  • กล้องหน้าป๊อปอัพ : 16MP (f/2.0)
  • ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอรีโอ, Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
  • เซ็นเซอร์ : Accelerometer, Gyroscope, Proximity, Ambient Light Sensor, Electronic Compass, Laser Sensor
  • แบตเตอรี่ : 4,085 mAh รองรับ Warp Charge 30T
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย OxygenOS 10

OnePlus 7T series มีให้เลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่น แบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้..

  • OnePlus7T สีเงิน Frosted Silver และสีน้ำเงิน Glacier Blue รุ่น 8GB/128GB : ราคา 17,990 บาท
  • OnePlus7T Pro สีน้ำเงิน Haze Blue รุ่น 8GB/256GB : ราคา 26,990 บาท
  • OnePlus7T Pro McLaren Limited Edition รุ่น 12GB/256GB : ราคา 29,990 บาท

OnePlus7T Pro จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ทาง AIS Online Store, JD Central, Lazada หรือที่ลิงก์ http://oneplus7tseries.onlineoneplus.com/ และยังมีวางจำหน่ายที่ AIS Shop ทั้ง 33 สาขาที่ร่วมรายการ

สำหรับ OnePlus 7T จะเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2562 และจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ส่วนรุ่นท็อป McLaren Edition อดใจรอกันอีกนิดนะครับ วันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผยออกมา แต่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นกับทาง AIS ให้เป็นเจ้าของมือถือ OnePlus 7T series ได้ในราคาพิเศษสุดๆ เพียงแค่ 12,990 บาทเท่านั้น โดยรายละเอียดและเงื่อนไขในการรับโปรโมชั่น เราจะนำมาอัพเดทให้อีกทีนึงครับ

ที่มา – Droidsans

Pixel 4 และ Pixel 4 XL เปิดตัวแล้ว พร้อมฟีเจอร์ Motion Sense

เปิดตัวกันซักที กับมือถือ Android พันธุ์แท้ Pixel 4 และ Pixel 4 XL ที่ก่อนหน้านี้มีทั้งสเปคและฟีเจอร์บางอย่าง รวมถึงตัวเครื่องแบบเป็นๆ หลุดออกมาให้ว่อนไปหมด แต่ถึงยังไงฟีเจอร์เด็ดๆ ทั้งหมดของมือถือซีรีส์นี้ ก็ต้องเก็บไว้เพื่อเผยโฉมในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการคราวนี้อยู่ดี…ว่าแล้วก็มาดูกันเลยครับว่าคราวนี้มือถือซีรีส์ Pixel4 จะมีอะไรเจ๋งๆ ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง

Pixel 4 มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่

Pixel4 ได้รับการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ที่ดูผิดหูผิดตาไปจากเดิม ด้วยกล้องหลัง 2 ตัว และแฟลชที่วางเอาไว้บนโมดูลสี่เหลี่ยมตรงด้านมุมซ้ายบนของเครื่อง มาพร้อมกับสีใหม่ คือ สีดำ Just Black, สีขาว Clearly White และสีพิเศษ สีส้ม Oh So Orange

มือถือรุ่นแรกของโลกที่มีเรดาร์ในตัว

Pixel4 ใส่เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว Motion Sense ที่ติดตั้งอยู่ที่ขอบจอด้านบน เพื่อตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้ามือถือเครื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือเพื่อเปลี่ยนเพลงในแอป

โบกมือเพื่อหยุด / Snooze นาฬิกาปลุก หรือจะปิดเสียง Ringtone เมื่อมีสายเข้าก็ยังได้

นอกจากนี้เซ็นเซอร์ Motion Sense ยังใช้ในการปลดล็อคเครื่องด้วยการตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ ได้อย่างรวดเร็วสุดๆ โดยที่เราแค่ยกมือถือขึ้นมาปุ๊บ มันก็จะตรวจเจอหน้าเราปั๊บ และปลดล็อคเครื่องให้พร้อมใช้ได้ทันที

Pixel 4 กับหน้าจอระดับ A+

Pixel4 มากับหน้าจอระดับ A+ ความละเอียด FHD+ และ QHD+ ที่มีค่ารีเฟรชเรทสูง 90Hz

GOOGLE ASSISTANT ที่ฉลาดกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิม

ผู้ช่วยอัจฉริยะเจ้าประจำอย่าง Google Assistant ที่คราวนี้ได้รับการอัพเดทให้ตอบสนองต่อคำสั่งต่างๆ ได้เร็วกว่าเดิม (มาก) จนแทบจะสั่งปุ๊บทำปั๊บได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้หารูปที่ต้องการ > แชร์รูปพร้อมเขียนข้อความให้กับคนที่เราต้องการแชร์ ซึ่งทั้งหมดเราแทบจะไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลย เพราะสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งหมด นอกจากนี้เรายังไม่ต้องคอยพูด Hey Google หรือ OK Google ทุกครั้งที่สั่งการอีกด้วย

เรายังสามารถสั่งงานที่มีความซับซ้อนกว่าเดิมแบบต่อเนื่องได้ อย่างเช่นเรากำลังแชทกับเพื่อน แล้วเพื่อนถามว่าเครื่องบินที่เรานั่งจะลงจอดกี่โมง ก็แค่เรียก Assistant ขึ้นมาเพื่อถามเวลาลงจอด จากนั้นก็สั่งให้พิมพ์ตอบด้วยเสียงได้เลย โดยเจ้า Assistant จะสามารถแยกแยะได้ด้วยว่าคำสั่งที่เราพูดออกไปเป็นการสั่งงาน หรือเป็นการพิมพ์ด้วยเสียง

กล้องหลังคู่

คราวนี้ Google เลิกอินดี้ ด้วยการใส่กล้องหลังมาให้เป็น 2 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้ออกมาดีกว่าเดิม ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 12MP และเลนส์ Telephoto ความละเอียด 16MP สำหรับการซูมภาพ โดยมากับฟีเจอร์ใหม่คือโหมด Super Res ที่ผสมผสานทั้งการซูมด้วยเลนส์แบบออพติคอลเข้ากับการซูมแบบดิจิตอล และปรับปรุงภาพด้วยซอฟท์แวร์อีกทีนึง จนภาพที่ซูมไกลลิบๆ ออกมาชัดเจน และคมกริบ

โหมด Live HDR+ ที่จะจัดการกับภาพย้อนแสงให้ออกมาสว่างชัดเจน ได้แบบ Real-Time ก่อนที่เราจะลั่นชัตเตอร์ ไม่ต้องมานั่งลุ้นหลังจากถ่ายแล้ว ว่าภาพจะออกมาดีรึเปล่า

โหมดหน้าชัดหลังเบลอซึ่ง Pixel รุ่นเก่าๆ ที่มีกล้องแค่ตัวเดียวยังถ่ายออกมาได้สุดยอดแล้ว มารุ่น Pixel4ที่มีกล้องมาให้ 2 ตัว ยิ่งทำได้สุดยอดกว่าเดิม จนแทบจะเทียบเท่ากับกล้องระดับ DSLR เลยทีเดียว

โหมดถ่ายกลางคืน Night Sight ที่เจ๋งกว่าเดิม โหดกว่าเดิม เพราะถ่ายภาพในที่มืดมิดออกมาได้อย่างชัดเจนจนน่าแปลกใจ เพราะจากภาพตัวอย่างที่นำมาโชว์ โหมดนี้สามารถเก็บรายละเอียดของท้องฟ้าและดวงดาว หรือแม้แต่ถ่ายทางช้างเผือกก็ยังได้ แถมยังมีซอฟท์แวร์สำหรับจัดการ Noise ได้เนียนกริบอีกด้วย

ราคา Pixel4 แต่ละรุ่น

สำหรับราคาของ Pixel4 และ Pixel4 XL ที่จะวางจำหน่ายในอเมริกา จะแบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Pixel4 (64GB) : ราคา 799 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,300 บาท
  • Pixel4 (128GB) : ราคา 899 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,300 บาท
  • Pixel4 XL (64GB) : ราคา 899 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,300 บาท
  • Pixel4 XL (128GB) : ราคา 999 ดอลลาร์ หรือประมาณ 30,400 บาท

สมาร์ทโฟน Pixel4 เริ่มเปิดให้สั่งจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ในอเมริกา และคาดว่าจะเริ่มส่งของได้ในวันที่ 22 ตุลาคมเป็นต้นไป ส่วนประเทศอื่นๆ จะเริ่มทะยอยวางขายเมื่อไหร่ ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกทีครับ

ขอบคุณที่มา Droidsans

5G คืออะไร – เร็วอย่างเดียวไม่พอ แต่ก็ยังเป็นรากฐานของอนาคต 10 ปีข้างหน้า

ช่วงนี้เราเริ่มได้ยินคำว่า 5G กันมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าเครือข่ายและผู้ผลิตมือถือทั่วโลกก็เริ่มออกมาเคลมว่าตัวเองรองรับ5Gกัน แต่หลายๆคนก็อาจจะงงว่าแล้วยังไงเหรอ มันก็แค่เน็ตเร็วขึ้นกว่าเดิมรึเปล่า ตอนนี้ก็สามารถเล่นเฟสดูยูทูปได้ก็พอแล้วนี่นาจะเอาอะไรมากกว่านี้อีก วันนี้เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมกันครับ วันนี้อาจจะฟังดูไกลตัว แต่มันกลับใกล้ชีวิตเรามากกว่าที่คิดเลยล่ะครับ

5G คืออะไร?

5G ที่เราเรียกๆกันอยู่นี่ มันย่อมาจาก5th Generation of Cellular Mobile Communications ซึ่งปัจจุบันได้มีข้อกำหนดออกมาเกือบสมบูรณ์แล้วและเตรียมจะประกาศใช้ในช่วงปี 2020 ที่จะถึงนี้ ปัจจุบันเราจะได้เห็นการเตรียมพร้อมของแต่ละเครือข่ายทั่วโลกพัฒนาตนเองให้รองรับการมาของ 5G ตั้งแต่ปีหน้ากันแล้ว โดยคุณสมบัติของเครือข่ายจะมีดังนี้

5th Generation of Cellular Mobile Communications หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือ 5G นั่นเองครับ ซึ่งปัจจุบันนั้นเกือบจะได้ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แล้วและเตรียมจะประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2020 ซึ่งปัจจุบันเราก็จะได้เห็นว่า แต่ละเครือข่ายทั่วโลกเริ่มพัฒนาเครือข่ายของตนเองเพื่อให้รองรับ ตั้งแต่ปีก่อนหน้านี้แล้ว โดย5G ก็จะมีคุณสมบัติดังนี้

  • ความเร็วสูงสุด 10Gbps
  • ระยะเวลาจนไปถึงปลายทาง หรือ Latency นั้น น้อยกว่า 0.001 วินาที
  • มีความเสถียรใช้งานได้ 99.9999%
  • ครอบคลุมพื้นที่ 100%
  • มี Bandwidth เพิ่มขึ้น 1000 เท่าในแต่ละพื้นที่
  • รองรับการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 100 เท่า ในแต่ละพื้นที่
  • ใช้พลังงานในการเชื่อมต่อน้อยลง 90%
  • อุปกรณ์ IoT พลังงานต่ำเมื่อเชื่อมต่อแบตจะมีอายุการใช้งานได้ถึง 10 ปี

แต่ละ Generation มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง

  • 1G การคุยกันด้วยเสียง
  • 2G รองรับการส่งข้อความหากัน
  • 3G เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วไป
  • 4G ดูภาพและเสียงได้
  • 5G การเชื่อมต่อสิ่งของทุกสรรพสิ่ง

ความเปลี่ยนแปลงจาก 4G → 5G

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเดี๋ยวมาดูกันเพิ่มเติมว่าเมื่อเทียบกับ 4G แล้ว 5G มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง 

  • Latency การตอบสนองที่เร็วขึ้น สามารถควบคุม Device ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากเมื่อก่อน 4G ทฤษฎีจะอยู่ที่ 10 ms แต่เมื่อใช้งานจริงกลับอยู่ที่ 20-30ms แต่เมื่อเป็น5G นั้นลดลงไปถึง 10 เท่า หรือ น้อยกว่า 1ms เลยครับในทางทฤษฎี ซึ่งคาดว่าเวลาใช้งานจริงจะอยู่ช่วง 3-4ms
  • Data Traffic รองรับการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า จากที่ใน 4G จะสามารถรับส่งข้อมูลต่อเดือนได้ราว 7.2Exabytes ต่อเดือน แต่เมื่อขึ้นเป็น5G จะเพิ่มขึ้นราว  7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน
  • Peak Data Rates ความเร็วเพิ่มขึ้นสูงสุด 20 Gbps หรือราว 20 เท่าจากเดิม
  • Available Spectrum ความถี่สำหรับใช้งาน เพิ่มขึ้นจากตอน 4G ที่มีให้ใช้เพียง 3GHz แต่เมื่อเป็น5G จะสามารถใช้งานคลื่นได้จนถึงความถี่ 30GHz
  • Connection Density ความหนาแน่นของการใช้งาน เพิ่มขึ้น 10 เท่าจากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม.

เราจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ?

หลังจากที่เห็นตัวเลขมาเยอะแล้ว มาลองดูการใช้งานจริงดีกว่า ถ้าเปลี่ยนจากตัวเลขทางทฤษฎีมาเป็นการใช้งานริง จะเกิดอะไรขึ้น โดยแบ่ง5G ออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่ Enhanced mobile broadband (eMBB), Massive machine type communications (mMTC), และ Ultra-reliable and low latency communications (URLLC) โดยแต่ละการใช้งาน จะผสมบางส่วนของแต่ละแกนแตกต่างกันไป

Enhanced mobile broadband (eMBB) เพิ่มศักยภาพการรับ-ส่งข้อมูล เมื่อมีความเร็วที่มากขึ้นแล้วเราก็สามารถสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงๆระดับ 4K, ทำงานทุกอย่างอยู่บน Cloud  โหลดภาพโหลดข้อมูลต่างๆมาได้แทบจะทันที่ที่ต้องการ

Massive machine type communications (mMTC) รองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากๆได้ ก็สามารถใช้งานเหล่าอุปกรณ์ Internet of Thing ที่คาดกันว่าจะมีเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าตัวจากในปัจจุบัน ลองนึกภาพสิ่งของทุกชิ้นที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งรถยนต์ พัดลม ประตูบ้าน โทรทัศน์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ ฯลฯ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องใช้ WiFi แต่ผ่านเครือข่ายมือถือแทน การเชื่อมต่อจะมหาศาลแค่ไหน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม5G จึงต้องรองรับการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นจากตอน 4G ถึง 10 เท่าตัวนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=WztuyZwq578 Ultra-reliable and low latency communications (URLLC) การเชื่อมต่อที่เสถียรและตอบสนองไว จนเราสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆระยะไกลได้แบบไม่ต้องกังวลถึงการดีเลย์ของภาพและเสียง การศึกษาผ่านระบบ AR, แพทย์ควบคุมการผ่านตัดจากที่อื่น หรือควบคุมรถยนต์ไร้คนขับก็จะสามารถทำได้อย่างไรกังวลนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=796Z4pF-s4I

ประเทศไทยเราพร้อมแค่ไหนสำหรับ 5G?

เทคโนโลยีที่ใช้ในกันใน5G ได้แก่ Millimeter Waves, Small Cell, Massive MIMO, Beamforming, Full Duplex ซึ่งในปัจจุบันเราจะได้เห็น Small Cell, Massive MIMO, และ Beamforming กันแล้วในทุกเครือข่าย แต่ความครอบคลุมและแพร่หลายของเทคโนโลยีอาจจะยังไม่เท่ากัน บางเจ้านำไปใช้แล้วในหลายพื้นที่ บางค่ายทดลองใช้แค่ไม่กี่แห่ง ส่วน Full Duplex ปัจจุบันจะยังใช้เป็น FDD หรือ TDD ส่วน Millimeter Waves การนำเอาคลื่นความถี่สูงกว่าที่ใช้กันในปัจจุบันมาเปิดให้บริการเพิ่ม ในเมืองไทยจะยังไม่พร้อมเท่าไหร่นัก เพราะยังไม่มีการจัดสรรคลื่นในช่วงความถี่สูงๆเกิน 3 GHz ออกมาให้ได้เห็นกันแม้แต่คลื่นเดียว แต่ยังดีว่าในปัจจุบันแต่ละค่ายมีคลื่นความถี่ในมือเกิน 100 MHz ซึ่งเป็นจำนวนที่ทั้ง Ericssons หรือ Huawei ผู้นำด้านการทำเครือข่าย ต่างก็แนะนำให้ประเทศที่ต้องการจะเข้าถึง5G โดยเร็วมีไม่น้อยกว่านี้ โดยคนที่ดูจะมีความพร้อมมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ AIS, TrueMove H, และ dtac โดยคิดตามจำนวนคลื่นที่ครอบครอง เทคโนโลยีที่ใช้ และความแพร่หลายของเทคโนโลยีนะครับ

โดยสรุปคือในปี 2020 สำหรับคนไทยที่ต้องการใช้5G เราจะมีเครือข่ายที่พร้อมใช้งานแน่ๆแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าเทคโนโลยีบ้านเราจะตามใคร แต่ที่ต้องคิดมากกว่าคือคนไทยที่มีความพร้อมใช้งาน5G นี้จะมีมากเท่าไหร่ เตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะมาเร็วๆนี้หรือยังครับ

ที่มา Droidsans

Samsung Galaxy A91 คอนเฟิร์มแล้ว ชิปเซต Snapdragon 855 ชาร์จเร็ว 45W

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Samsung กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนามือถือในซีรีย์ A รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปีหน้าอย่าง Galaxy A91 กันอยู่ โดยมีข่าวลือว่ารุ่นนี้อาจจะมาพร้อมชาร์จเร็ว Super Fast Charging 2.0 45W เหมือนกับที่มีใช้ใน Galaxy Note 10+ และล่าสุดมีข้อมูลยืนยันว่า Galaxy A91 จะมาพร้อมระบบชาร์จเร็วตัวนี้จริงๆ แถมอัพเกรดสเปคและกล้องขึ้นอีกด้วย

Galaxy A91 ตัวนี้อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองของมือถือระดับกลาง ที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง เนื่องจากสเปคนี่เทียบกับตัวเรือธงเลยก็ว่าได้ เพราะมาพร้อมกับชิปเซต Snapdragon 855 พร้อมกับ RAM 8 GB / 128GB สามารถเพิ่มความจุได้ microSD ถึง 512 GB ส่วนในด้านดีไซน์ตัวเครื่องก็มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว Infinity-U ความละเอียด หน้าจอ อยู่ที่ Full HD +

ในส่วนของกล้องนั้น Samsung Galaxy A91 จะยังใช้กล้อง 3 ตัวเหมือนรุ่น Galaxy A90 แต่ปรับบางตัวใหม่ โดยกล้องหลักมีความละเอียดถึง 48 MP, OIS, ตัวทั้ 2 นั้นเป็นตัว Ultra-wide ที่เพิ่มจา 8 MP เป็น 12 MP ตัวที่ 3 ตัวสุดท้ายคือ depth sensor ความละเอียด 5 MP ส่วนในเรื่องของกล้องหน้านี่ยัดความละเอียดมาถึง 32 MP เลยครับ

ส่วนการเชื่อมต่อทั่วไป ก็รองรับทั้ง Bluetooth 5.0, USB Type-C และ Wi-Fi แต่ยังไม่สามารถรองรับ 5G ได้นะครับ โดยที่รุ่นนี้จะไม่มีรูเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ และ แบตเตอรี่มีความจุ 4500 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45 W

สเปค SAMSUNG GALAXY A91

  • จอแสดงผล : ขนาด 6.7 นิ้ว แบบ Infinity-U display ความละเอียด Full HD+
  • ชิปเซ็ต : Snapdragon 855
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 10 ครอบทับด้วย One UI
  • RAM  : 8GB
  • ROM : 128GB สามารถเพิ่ม microSD ได้ถึง 512GB
  • กล้องหลัง  : 3 ตัว กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, OIS + เลนส์ ultra-wide ความละเอียด 12ล้านพิเซล+ depth sensor ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้าเซลฟี่ : ความละเอียด 32 MP, f/2.2
  • สแกนนิ้ว :  in-display optical fingerprint
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0, Wi-Fi a/b/g/n/ac
  • พอร์ต : USB Type-C
  • แบตเตอรี่ : 4,500mAh รองรับ ชาร์จเร็ว 2.0 45W

จุดที่น่าสนใจคือระบบปฏิบัติการที่จะมาพร้อมกับ Galaxy A91 ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า จะใช้ Android 10 ซึ่งหากเป็นจริงตามนี้ ก็หมายความว่า อาจจะเปิดตัวหลังจาก Galaxy S11 เปิดตัวไปแล้ว 

หรืออาจจะเปิดตัวในงาน MWC 2020 พร้อมๆ กับ Galaxy A (2020) รุ่นอื่นๆ   และบางกระแสก็ว่า Galaxy A91 อาจจะเปิดตัวในอินเดียก่อนสิ้นปีนี้โดยใช้ Android 9 Pie  ก็เป็นได้เช่นกัน

ที่มา Droidsans

Xiaomi กำลังพัฒนาสมาร์ทโฟนที่สามารถซูมได้ถึง 50 เท่า พร้อมหน้าจอ 120Hz

มีข่าวหลุดออกมาว่า ก่อนหน้านี้ Xiaomi กำลังพัฒนา Smartphone ตัวใหม่ที่สามารถถ่ายวีดีโอที่ความละเอียด 8K ได้ และในส่วนของ CPU ก็น่าจะใส่ตัวใหม่ Snapdragon 865 เข้ามาเนื่องจากเป็น CPU ตัวเดียวที่สามารถรองรับการถ่ายวีดีโอแบบ 8K ได้ ณ ปัจจุบัน และล่าสุดก็มีคนแอบไปเห็นว่า กำลังจะเพิ่ม Feature ใหม่ โดยรอบนี้จะเป็นการซุมแบบ Optical และแบบ Digital โดยที่สามารถศซูมได้ถึง 50 เท่า และ หน้าจอ 120Hz

นักพัฒนาจาก XDA-Developers ได้เหลือบไปเห็นโค้ดที่มีชื่อว่า “Tele 5X” ในแอปกล้องของ MIUI เวอร์ชั่นล่าสุด แปลง่ายๆ ว่า กำลัอาจจะใส่ Optical Zoom 5x ไว้ในมือถือรุ่นต่อไปของพวกเขาในอนาคต นอกจากนี้ยังมีโค้ด “Ultra Tele” พร้อมกับคำอธิบายว่า “use 50x zoom to capture distant objects in greater details” นั่นอาจหมายถึงการซูมในระบบ Digital Zoom 50x เหมือนกับที่มีใน P30 Pro ของ Huawei และ OPPO Reno 10x Zoom มาไว้ให้ในสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวด้วย

นอกจากเรื่องซูมแล้ว ดูเหมือนว่าในส่วนของหน้าจอ ก็อาจจะมาแรงแซงโค้งใส่ค่ารีเฟรชเรทหน้าจอให้กับมือถือตัวเองสูงถึง 120Hz ที่ตอนนี้จะมีเพียงแต่มือถือเกมมิ่งโฟนจ๋าๆ อย่าง Razer Phone และ ROG Phone II  เท่านั้นที่ใช้หน้าจอค่ารีเฟรชเรทสูงขนาดนี้

อีกทั้งใครที่เป็นสาวกมือถือซีรีส์ Mi Note เชื่อว่าข่าวนี้น่าจะทำให้ชื่นใจขึ้นมาแน่ๆ เนื่องจาก @UniverseIce ผู้ที่ชอบคาบข่าวหลุดมาบอกพวกเรา ออกมาทวีตว่า “Xiaomi อาจกลับมาผลิตมือถือซีรีส์ Mi Note อีกครั้ง และอาจจะเปิดตัว Mi Note 10 ในปลายเดือนตุลาคมนี้”

Ice universe@UniverseIce

Xiaomi will restart the Note series smartphone, and will release the Xiaomi Mi Note10 flagship mobile phone at the end of October.1,49012:17 PM – Oct 11, 2019Twitter Ads info and privacy126 people are talking about this

ก่อนหน้านี้หากใครยังจำกันได้ CEO ของบริษัท Lei Jun ออกมายืนยันด้วยตัวเองเลยว่าปีนี้อาจจะไม่มีมือถือซีรีส์ Mi Max และ Mi Note มาเปิดตัว แต่ @UniverseIce ออกมาทวีตขนาดนี้ ไม่แน่อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ เพราะเจ้านี้ทวีตข่าวลือแต่ละเรื่องมักจะเป็นจริงตลอด..

เดิมทีมือถือซีรีส์ Mi Note ของ Xiaomi ถูกจัดอยู่ในประเภท Phablet หรือมือถือสเปคแรงระดับเรือธงที่มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ แต่ใน Mi Note 3 ที่เปิดตัวไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว

กลับลดสเปคมาอยู่ในระดับกลางๆ และหน้าจอก็เล็กลงตามไปด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ก็คงต้องรอทางนั้น ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วล่ะครับว่าซีรีส์ Mi Note จะกลับมาจริงหรือเปล่า พร้อมกับสเปครอบนี้จะอัดแน่นตามแบบฉบับเรือธงเลยหรือไม่ เพราะดูๆ ไปแล้วมันอาจจะทับกับ Mi 9T Pro หรือเปล่า

ที่มา DroidSans

อ่านต่อได้ที่ Cardtrickcorner

Samsung Galaxy Fold ราคา 69,900 บาท เปิดจอง 10 – 14 ตุลาคมนี้

Samsung ได้เปิดตัวมือถือตัวใหม่ที่สามารถพับจอได้ Samsung Galaxy Fold มือถือพับจอได้รุ่นแรกของค่าย Samsung ในงาน UNPACKED เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด ใกล้จะได้ฤกษ์ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดนจะเปิดรับพรีออเดอร์ในวันที่ 10 – 14 ตุลาคม พ.ศ.2562 นี้ โดยราคา 69,900 บาท

โดย Samsung Galaxy Fold เตรียมเปิดพรีออเดอร์ในไทยระหว่างวันที่ 10 – 14 ตุลาคม 2562 นี้ (รับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่ายในไทย ซึ่งได้แก่ dtac, AIS และ TrueMove H รวมถึง Samsung Experience Store มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Space Silver และ Cosmos Black ซึ่งผู้สั่งจอง จะได้หูฟังไร้สาย Galaxy Buds และเคส Aramid Fiber Slim Cover มาให้ในชุดจำหน่ายมาตรฐาน

สเปก Samsung Galaxy Fold

  • หน้าจอแสดงผล
    • ตอนพับ : ขนาด 4.6 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียดระดับ HD+ (21:9)
    • ตอนกาง : ขนาด 7.3 นิ้ว แบบ Dynamic AMOLED ความละเอียดระดับ QXGA+ (4:2:3)
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ Octa-Core Processor
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB (LPDDR4x)
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 512 GB (ไม่รองรับ microSD Card)
  • กล้องถ่ายรูป
    • กล้องด้านหน้า (ตอนพับ) ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/2.2
    • กล้องคู่ด้านใน (ตอนกาง) ประกอบด้วย Selfie Camera ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล (F/2.2) และ RGB Depth Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (F/1.9)
    • กล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) ประกอบด้วย
      • Ultra Wide Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล (F/2.2)
      • Wide-angle Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล​ (F1.5/F2.4), ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel, ระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS)
      • Telephoto Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.4), 2X Optical Zoom, ระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS)
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,380 mAh
    • รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว (Fast Charging)
    • รองรับการชาร์จไร้สาย (Fast Wireless Charging 2.0)
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie)

ใครที่สนใจก็รีบๆหน่อยนะครับ เนื่องจากสินค้ามีจำนวนจำกัดมากๆ โดยสามารถจองได้ผ่าน เครือข่ายหลัก AIS TRUE DTAC ได้เลยครับ จองได้ตั้งแต่ วันที่ 10 – 14 ตุลาคม และรับสินค้าได้ตั้งแต่ วันที่ 16 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ที่มา Samsung

จอง Samsung Galaxy Fold ราคาพิเศษจาก AIS, dtac และ Truemove H

มาแล้ว มือถือพับจอได้สุดล้ำจาก Samsung ที่หลาย ๆ คนรอคอย ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 คือวันแรกที่จะเปิดให้ จอง Samsung Galaxy Fold ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยราคาเต็มอยู่ที่69,990 บาท แต่ถ้าจองกับเครือข่ายผู้ให้บริการจากทั้ง 3 เจ้าแล้วก็จะได้รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุดถึง 13,000 บาท เลยทีเดียว

AIS

ผู้ที่ จอง Samsung Galaxy Fold ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2562 กับเครือข่าย AIS จะได้ส่วนลดสูงสุด 10,500 บาท โดยโปรโมชั่นก็จะให้เลือกทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน

ซื้อเครื่องพร้อมแพ็คเกจ 4G HOT DEAL MAXX

  • รับส่วนลด 6,000 บาท เหลือ 63,900 บาท เพียงสมัครแพ็คเกจ 4G Hot Deal เดือนละ 649 บาท พร้อมชำระล่วงหน้า 1,000 บาท
  • รับส่วนลด 7,000 บาท เหลือ 62,900 บาท เพียงสมัครแพ็คเกจ 4G Hot Deal เดือนละ 849 บาท พร้อมชำระล่วงหน้า 1,500 บาท
  • รับส่วนลด 8,500 บาท เหลือ 61,400 บาท เพียงสมัครแพ็คเกจ 4G Hot Deal เดือนละ 1,149 บาท พร้อมชำระล่วงหน้า 2,000 บาท
  • รับส่วนลด 9,500 บาท เหลือ 60,400 บาท เพียงสมัครแพ็คเกจ 4G Hot Deal เดือนละ 1,349 บาท พร้อมชำระล่วงหน้า 2,500 บาท
  • ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดเพิ่มอีก 1,000 บาท

ลูกค้า AIS รายเดือนที่มีอายุการใช้งาน 1 ปี ขึ้นไป

  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 699 บาท ขึ้นไป รับสิทธิซื้อเครื่องราคาพิเศษ 63,400 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 899 บาท ขึ้นไป รับสิทธิซื้อเครื่องราคาพิเศษ 62,400 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,299 บาท ขึ้นไป รับสิทธิซื้อเครื่องราคาพิเศษ 60,900 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,499 บาท ขึ้นไป รับสิทธิซื้อเครื่องราคาพิเศษ 59,900 บาท

ส่วนลดพิเศษลูกค้า AIS รายเดือน และเติมเงิน อายุการใช้งาน 3 เดือนขึ้นไป

  • รับส่วนลดค่าเครื่อง 4,000 บาท เหลือ 65,900 บาท

DTAC

สั่งจอง Galaxy Fold กับ dtac พร้อมสมัครแพ็คเกจที่กำหนด ภายในวันที่ 10 – 14 ตุลาคม 2562 ได้รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 13,000 บาท

  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 899 บาทขึ้นไป พร้อมชำระล่วงหน้า 4,000 บาท รับส่วนลดค่าเครื่อง เหลือ 61,990 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,099 บาทขึ้นไป พร้อมชำระล่วงหน้า 5,000 บาท รับส่วนลดค่าเครื่อง เหลือ 58,990 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,499 บาทขึ้นไป พร้อมชำระล่วงหน้า 6,000 บาท รับส่วนลดค่าเครื่อง เหลือ 56,990 บาท

สำหรับลูกค้า dtac ที่มีอายุการใช้งาน 18 เดือนขึ้นไป ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า ก็ได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 13,000 บาท เหมือนกัน

  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,099 บาทขึ้นไป รับส่วนลดค่าเครื่อง เหลือ 58,990 บาท
  • สมัครแพ็คเกจรายเดือน 1,499 บาทขึ้นไป รับส่วนลดค่าเครื่อง เหลือ 56,990 บาท

TRUEMOVE H

สั่งจองกับ Truemove H ผ่านเว็บไซท์ Wemall ในราคา 69,900 บาท รับฟรี Wemall Voucher มูลค่า 4,000 บาท

  • Samsung Galaxy Fold 512GB True Sphere สาขา EmQuartier **สินค้าหมด**
  • Samsung Galaxy Fold 512GB True Sphere สาขา Siam Paragon **สินค้าหมด**

ใครที่สนใจก็ต้องรีบๆ กันหน่อยนะครับ เพราะตอนนี้สินค้ามีจำนวนจำกัดมากๆ แถมโปรโมชั่นบางอันก็สิทธิเต็มไปเรียบร้อยแล้วด้วย

ที่มา DroidSans

โปร iPhone 11 เครื่องเปล่าลดสูงสุด 4,000 ติดโปรลดเป็นหมื่น

สิ้นสุดกับการรอคอยสำหรับสาวด Apple ที่ต้องการที่จะมี iPhone 11 มาครอบครองก่อนใคร ซึ่งบรรดาร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศอย่าง AIS DTAC TRUE BANANA Studio7 Mcard ก็ต่างพากันขนโปร iPhone 11 ออกมาเพียบกันเลยทีเดียว ทั้งลดค่าเครื่อง โปรย้ายค่าย หรือแม้แต่จะซื้อเครื่องเปล่าก็ลดราคาเหมือนกัน โดยแต่ละร้านจะปล่อยโปร iPhone 11 ออกมาได้คุ้ม และน่าสนใจขนาดนั้นก็ไปดูกันเลยครับ

AIS

IPHONE 11

โปร iPhone 11 – ลดไปเลยทันที 1,000 บาท แค่เป็นลูกค้าของ AIS มานานกว่า 3 เดือน มีค่าใช้จ่าย 150 บาทขึ้นไป ไม่ต้องติดสัญญาอะไรทั้งนั้น แถมได้เน็ตฟรีไปอีก 3GB

ส่วนลูกค้าที่อยู่มาเป็นปีงานนี้มีส่วนลดตั้งแต่ 3,700 บาท 6,700 บาท และสูงสุดที่ 9,700 บาท โดยจะต้องเซ็นต์สัญญาใช้งานต่อเนื่องไปอีก 12 เดือน

ส่วนลูกค้าใหม่ก็ยังมีส่วนลดพร้อมแพ็คเกจที่น่าสนใจ โดยลดค่าเครื่องสูงสุดที่ 7,700 บาท ถ้าย้ายค่ายมาได้ลดเพิ่มสูงสุด 2,000 บาท และยังได้รับสิทธิ์ Serenade ตามช่วงแพ็คเกจที่เลือกด้วย

IPHONE 11 PRO | IPHONE 11 PRO MAX

ส่วนลดเครื่องเปล่าของ AIS นั้นเปิดให้กับลูกค้ารายเดือนที่มีอายุการใช้งาน 3 เดือนขึ้นไป และมียอดค่าบริการขั้นต่ำ 150 บาท โดยจะได้ส่วนลด 1,000 บาท แถมยังได้รับโบนัสเป็นเน็ตฟรี 3GB (300MB 10 เดือน)

ส่วนลูกค้ารายเดือนที่อยู่กับ AIS มาอย่างน้อย 12 เดือนสามารถรับส่วนลดเพิ่มได้มากถึง 9,700 บาท โดยต้องเซ็นต์สัญญาใช้แพ็คเกจต่อเนื่องไปอีก 12 เดือน

สำหรับลูกค้าใหม่สามารถเลือกสมัครโปร AIS Hot Deal XTRA เลือกแพ็คเกจที่โดนใจ จะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 7,700 บาท ถ้าหากย้ายค่ายมาจะได้ลดเพิ่มอีก 2.000 บาท และยังได้รับสิทธิ์อัพเกรดเป็น Serenade ตามแพ็คเกจที่เลือกไปด้วย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ AIS ได้ ที่นี่ 11 / 11Pro

TRUE

โปร iPhone 11 ของทรูแบ่งเป็น 2 แบบคือ ลูกค้ารายเดือนซื้อพร้อมแพ็คเกจ กับ แบบซื้อแค่เครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา

1. แบบติดสัญญารายเดือน

IPHONE 11

IPHONE 11 PRO | IPHONE 11 PRO MAX

แพ็คเกจแต่ละราคาได้อะไรบ้าง

2. ซื้อแบบเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา

สิทธิพิเศษแลกซื้ออุปกรณ์เสริมต่างๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ True ได้ ที่นี่

DTAC

โปรจอง iPhone 11 ทาง dtac จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ สำหรับ Blue Member กับ ไม่ใช่ Blue Memer โดยมีราคาดังต่อไปนี้

1. สำหรับ BLUE MEMBER

  • ใช้ได้เฉพาะ Blue Member เท่านั้น รับส่วนลดสูงสุด 9,700 บาท
  • ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน 5%
  • รับส่วนลดซื้ออุปกรณ์เสริม Apple 30%
  • ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า

IPHONE 11

IPHONE 11 PRO

IPHONE 11 PRO MAX

2. ไม่ใช่ BLUE MEMBER

  • ลูกค้าทั่วไป รับส่วนลดสูงสุด 7,700 บาท
  • ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน 5%
  • รับส่วนลดซื้ออุปกรณ์เสริม Apple 30%
  • มีชำระค่าบริการล่วงหน้า แต่ถ้าเป็นลูกค้าดีแทคเก่าอายุการใช้งาน 18 เดือนขึ้นไป ไม่ต้องชำระล่วงหน้า
  • พิเศษเฉพาะลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดเพิ่ม 2,000 บาท

IPHONE 11

IPHONE 11 PRO

IPHONE 11 PRO MAX

เงื่อนไขการผ่อนกับ DTAC และบัตรที่ร่วมรายการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ dtac ได้ ที่นี่

BANANA

ทางร้านจำหน่ายเฉพาะเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา โดยมีทั้ง 3 รุ่น ราคาดังต่อไปนี้

  • iPhone 11 เริ่มต้น 24,900 บาท
  • iPhone 11 Pro เริ่มต้น 35,900 บาท
  • iPhone 11 Pro Max เริ่มต้น 39,900 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ BaNANA ได้ ที่นี่

STUDIO7

ส่วนใหญ่จะเน้นขายเครื่องเปล่าราคาศูนย์ปกติ แต่จะได้รับสิทธิพิเศษแลกส่วนลดซื้อของในร้านได้

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อล่วงหน้ากับ Studio 7 และรับเครื่องในวันที่ 18 ต.ค. 62

  • Studio 7 มอบสิทธิพิเศษ Lucky Bag รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท เฉพาะ 100 ท่านแรกที่จองผ่านออนไลน์เท่านั้น*
  • รับทันที คูปองส่วนลด มูลค่า 500 บาท สำหรับซื้ออุปกรณ์เสริมที่ BNN.in.th (จำนวนจำกัด)
  • Perfect Match สิทธิ์แลกซื้อสุดคุ้มกับอุปกรณ์เสริมในราคาพิเศษสำหรับผู้สั่งซื้อล่วงหน้าเท่านั้น
  • Apple Brand Accessories ลดสูงสุด 15%
  • Gadget & Accessories ลดสูงสุด 39%

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ Studio7 ได้ ที่นี่

MCARD SHOP

หลายคนอาจสงสัยกันว่าร้าน Mcard Shop คือร้านอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วคือร้านค้าออนไลน์ของเครือ The Mall ซึ่งโปรครั้งนี้จัดเต็มมาก ซื้อครบ 30,000 ลดไปเลยจ้า 4,000 บาท เน้นๆ

**โปรนี้สำหรับ iPhone 11 จะใช้ได้เฉพาะตัวความจุ 256 GB ที่ราคา 30,900 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ Mcard Shop ได้ ที่นี่

ที่มา Droidsans

Oppo Reno Ace Gundam Edition ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง

เปิดตัว Oppo Reno Ace Gundam Edition สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ใส่สเปคแรงจัดเต็ม ที่เซอร์ไพรส์ด้วย Gundam 40th Anniversary Edition เอาคนรักกันดั้มแบบต้องร้องกรี้ดลั่นบ้าน

รุ่นพิเศษนี้ ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 30,000 เครื่องเท่านั้น และยังมาพร้อมกล่องที่ออกแบบมาในสไตล์หุ่นรุ่น RX-78-2 ที่แฟนๆ การ์ตูนเรื่องนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี

ล้ำหน้าโชว์ Oppo Reno Ace Gundam Edition รุ่นท็อปสเปคแรง ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง oppo reno ace OPPO Gundam 40th Anniversary Edition

OPPO Reno Ace ใช้ชิปเซต Snapdragon 855+ หน้าจอ 90Hz AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2,400 x 1,080 พิกเซล มีติ่งด้านบนทรงหยดน้ำ ตัวอ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ

กล้องด้านหลังมีทั้งหมด 4 ตัว เริ่มที่ตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.7 ตัวที่สองเป็นความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.4 เป็นเลนส์ซูม Telephoto และกล้อง 8 ล้านพิกเซลมุมกว้าง Ultra-Wide และกล้อง Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

มีระบบกันสั่นในการถ่ายวิดีโอ สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 1080p  60fps และยังสามารถใช้เลนส์ซูม 5x Hybrid กับการถ่ายวิดีโอได้ด้วย หน่วยเก็บข้อมูลภายในเครื่องแบบ UFS 3.0 มาพร้อมลำโพงสเตอริโอคู่

มาพร้อมระบบชาร์จเร็ว SuperVOOC 2.0 กำลังไฟ 65 วัตต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 4,000mAh เต็มได้ภายในเวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

เสริมเซ็นเซอร์ระบบสัมผัสที่หน้าจอ Touch Sampling Rate ให้เร็วถึง 135Hz ช่วยให้การเอาไปใช้เล่นเกมทำได้อย่างรวดเร็วแม่นยำมากยิ่งขึ้น มีระบบสั่นแบบ “4D” ให้ความรู้สึกตอบสนองได้รุนแรงและแม่นยำ เหมือนการกดปุ่มจริงๆ

ล้ำหน้าโชว์ Oppo Reno Ace Gundam Edition รุ่นท็อปสเปคแรง ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง oppo reno ace OPPO Gundam 40th Anniversary Edition

ด้านซอฟต์แวร์ก็มีการปรับแต่งมาแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่มั่นคงและเสถียร มีการใส่ชั้นเลเยอร์ Composite Carbon Fiber ระหว่างตัวชิปและกระเปราะระบายความร้อน ช่วยจัดการอุณภูมิได้ดีกว่าเดิมถึง 3 เท่า

ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทั้งชิป CPU และ GPU พร้อมจำหน่ายในจีนวันที่ 17 ตุลาคม นี้ เริ่มต้นที่ราคา 2,999 หยวน ประมาณ 12,900 บาท ได้แรม 8GB และความจุ 128GB ส่วนรุ่นแรม 12GB และความจุ 256GB ราคาอยู่ที่ 3,799 หยวน ประมาณ 16,300 บาท

แต่ถ้าใครอยากได้รุ่นพิเศษ Gundam Edition ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าแบบ Pre-Order ในวันที่ 21 ตุลาคม ขายจริงวันที่ 11 พฤศจิกายน สเปกได้แรม 8GB, รอม 256GB ราคาจะอยู่ที่ 3,599 หยวน ประมาณ 15,400 บาท แพงกว่าตัวธรรมาดาประมาณ 2,500 บาท

ความพิเศษในชุดพิเศษนี้ ตั้งแต่ตัวเครื่อง OPPO Reno Ace ที่ทำสีโทนขาว ตัดด้วยสีแดง, น้ำเงิน และเดินเส้นสายให้ความรู้้สึกแบบหุ่นยนต์กันดั้ม มีเคสหุ่มเป็นลายโล่ห์ของ RX-78-2 ตัวสายชาร์จก็เป็นสีแดง รวมถึงแพ็กเกจก็ทำสีมาอย่างสวยงาม เรียกได้ว่าเป็นการเอาอิมเมจของกันดั้ม มาทำเป็นสมาร์ทโฟนได้สวยงามจริงๆ

ยังไม่หมดแค่นั้น ยังอุปกรณ์เสริม Unicorn Gundam Edition C1 Attachable Gamepad สำหรับการเล่นเกมมาให้อีกชิ้น ในราคา 299 หยวน 1,300 บาท เปิดสั่งซื้อล่วงหน้าวันที่ 10 ตุลาคม วันเดียวกันกับเครื่องรุ่น Gundam Edition

ที่มา techoffside

เปิดตัว Redmi Note 8 และ Redmi Note 8 Pro สุดคุ้ม เริ่มต้น 4,999 บาท

หลังจากเปิดตัวที่ประเทศจีนไปเมื่อราว ๆ เดือนก่อน วันนี้ Xiaomi ก็ได้เปิดตัวมือถือสเปคโหด สุุดคุ้มอย่างเป็นทางการในไทยเรียบร้อยแล้วอย่าง Redmi Note 8 และ Redmi Note 8 Pro จุดเด่น 4 กล้องหลังความละเอียดสูงสูดอยู่ที่ 64 ล้านพิกเซล และ CPU สายเกมตัวแรง Helio G90t ซึ่งราคาเปิดตัวเริ่มต้นเบา ๆ ที่ 4,999 บาท เท่านั้น

หน้าจอ LCD Dot Drop ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ มี Water Seal หรือซีลยางป้องกันน้ำเข้าน้ำออกช่องพอร์ตต่างๆ กันน้ำได้ระดับนึง ครอบทับด้วย Gorilla Glass 5 ทั้งหน้าและหลัง

Redmi Note 8 Pro มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบไปด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 64 MP ใช้เซนเซอร์ Samsung GW1, กล้อง Marco  ถ่ายได้ใกล้ที่สุด 2 เซนติเมตร ความละเอียด 2 MP, กล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 MP   และกล้อง depth sensor สำหรับเอาไว้เบลอฉากหลังในโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode) ความละเอียด 2 MP

การถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราสามารถตัดภาพมาบอกเล่าเรื่องราวได้หลากหลาย หรือจะเอารูปไปทำโปสเตอร์ก็ทำได้แบบสบายๆ โดยที่ภาพยังชัดอยู่ ไม่แตก

รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-motion ที่ 960fps, มีโหมดถ่ายภาพตอนกลางคืน (Night Mode) และ AI Skyscaping เปลี่ยนภาพถ่ายเป็นช่วงเวลาไหนๆ ของวันก็ได้อีกด้วย

กล้องหน้า ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มี AI Beautify, Portrait Selfies ละลายหลัง ใช้ AI Face Unlock ได้ รวมแล้วกล้องหน้า + กล้องหลัง สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีด้วยกันทั้งหมดถึง 5 กล้อง

ใช้ชิปเซ็ตสายเกมมิ่ง MediaTek Helio G90T ที่ออกแบบมาสำหรับคอเกมโดยเฉพาะ มีโหมดประหยัดพลังงานและโหมด High Performance นอกจากนี้ยังมีโหมด HyperEngine ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระหว่างการเล่นเกมให้ลื่นไหลขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ยังใส่เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ LiquidCool มาให้ ลดอุณหภูมิได้มากถึง 4 – 6 องศาเซลเซียส ทำให้เครื่องจะไม่ร้อนจนเกินไป สามารถเล่นได้ยาวนานกว่าเดิม

อัดแบตเตอรี่มาให้มากถึง 4,500 มิลลิแอมป์ และยังแถมหม้อแปลงชาร์จไว 18W มาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม

 มีให้เลือกซื้อด้วยกัน 3 สี คือ สีเขียว Forest Green, สีเทา Mineral Gray และ สีขาว Pearl White

สเปค REDMI NOTE 8 PRO

  • หน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Helio G90T
  • GPU : Mali-G76
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 64MP + 8MP + 2MP + 2MP
  • กล้องหน้า : 20MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • รองรับ NFC
  • แบตเตอรี่ : 4,500 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10

REDMI NOTE 8 PRO

สเปค REDMI NOTE 8

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Snapdragon 665
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 48MP + 8MP + 2MP + 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10

REDMI NOTE 8

นอกจากนี้ Xiaomi ยังแอบมีเซอร์ไพรส์เปิดตัว Redmi 8 มือถือสุดคุ้มราคาประหยัด แบต 5,000 มิลลิแอมป์ในงานอีกด้วย เคาะราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 3,999 บาทเท่านั้น สำหรับสเปคเดี๋ยวมีอัพเดทให้อีกบล็อกนึงนะครับ อดใจรอกันอีกนิ๊ด..นึง

เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 โดยมีราคาดังนี้

ราคาของทั้ง Redmi Note8 และ Redmi Note8 Pro จะแบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Redmi Note 8 (3GB/64GB) ราคา 4,999 บาท (Pre-Order ได้ในวันที่ 10 – 15 ตุลาคม ราคาพิเศษ 4,499 บาท)
  • Redmi Note 8 (4GB/64GB) ราคา 5,999 บาท และตัว 128GB ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 8 Pro (6GB/64GB) ราคา 7,999 บาท และตัว 128GB ราคา 8,999 บาท

Redmi Note8 และ Redmi Note8 Pro พร้อมวางจำหน่ายวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ทั้งสองรุ่นบนช่องทางจำหน่ายออนไลน์, ออฟไลน์ และตัวแทนจำหน่าย Xiaomi ที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย

ที่มา DroidSans