Disney+ สตรีมมิ่งน้องใหม่ไฟแรง ท้าชน Netflix

สำหรับคนชอบดูหนังและซีรี่ย์ ทางสตรีมมิ่งต่าง ๆ นี่ก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดสงครามกันเบา ๆ เมื่อ Disney+ เปิดตัวลงมาต่อสู้กับ Netflix แค่ชื่อ ดิสนี่ย์ ก็ไม่ต้องบอกแล้วล่ะว่าเขาคือใคร แถมตอนนี้ดิสนี่ย์ก็ไม่ได้มแค่มิกกี้เมาส์กับเจ้าหญิงธรรมดาๆแล้ว แต่ยังมีเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ว่าจะเป็น Marvel, Star Wars ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังจะมี Pixar เข้าร่วมอีก

วิธีสมัคร

น่าจะเป็นคำถามที่ใครหลายๆ คนถามเข้ามาว่าอยากจะสมัครเข้ามาชมหนังและซีรี่ส์ต่างๆ ในดิสนีย์พลัสนั้น ต้องทำยังไงบ้าง สำหรับในตอนนี้ยังสมัครไม่ได้นะครับ เพราะยังไม่มีการเปิดให้บริการในประเทศไทย ดูจากภาพแรกได้ว่ามันจะขึ้น error ว่าตอนนี้ยังไม่รองรับภูมิภาคแถบบ้านเรา

เพราะฉะนั้นในการทดสอบครั้งนี้ผมจึงได้ลอง VPN ไป เพื่อดูว่าจะสามารถสมัครใช้งานได้หรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าทำได้ โดยมีค่าบริการเดือนละ 6.99 เหรียญ และปีละ 69.99 เหรียญซึ่งถือว่าถูกกว่า Netflix พอสมควร โดยราคานี้นั้นสามารถรับชมความละเอียด UHD ได้เลย ผมเลยทดลองกดสมัครรายเดือน ที่ได้สิทธิ์ดูฟรี 7 วันไปก่อน

ค่าบริการของ DISNEY+

ในตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าในประเทศไทยนั้นมี่ค่าบริการเท่าไหร่ แต่เหมือนมีข้อมูลจากในกลุ่มต่างๆ ทดลองเข้าไปใช่งานแล้วระบบมันแปลงเป็นราคาไทยออกมาที่เดือนละ 219 บาท และปีละ 2200 บาท ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นราคาทางการของไทยเลยหรือเปล่า

สมัครแล้วดูได้กี่คน

ตามรายละเอียดของหน้าเวบไซต์นั้นระบุว่าสามารถเพิ่มสมาชิกได้อีก 7 คน พอมาบวกกับเจ้าของ ID อีกหนึ่งก็เท่ากับว่าสามารถมีสมาชิกได้ถึง 8 คน หรือตั้งราคาหาร 8 กันได้เลย

หน้าตาแอป DISNEY+

สำหรับ UI และการใช้งานนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพาะเข้ามาหน้าโฮมก็จะแอบรู้สึกว่าตอนนี้เปิด Netflix อยู่หรือเปล่า เพราะมีความคล้ายกันแบบสุดๆ แต่ของดิสนีย์พลัสจะมีสตูดิโอค่ายต่างๆ ให้เลือกกดแยกไปรายชื่อหนังหรือซีรี่ส์ได้เลย โดยจะมีทั้งหมด 5 ค่าย

  • Disney
  • Pixar
  • Marvel
  • Starwars
  • National Geography

พอกดเข้าไปดูในแต่ละค่ายก็จะมีหน้าโฮมของใครของมัน พร้อมรายละเอียดว่ามีหนังอะไรเรื่องไหนอยู่บ้าง

ในหน้า search หรือค้นหาข้อมูลนั้นจะมีการทำพวก collection พิเศษ รวมเอาหนังตามธีมเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น Princess รวมหนังเจ้าหญิงดิสนีย์ หรือพลังด้านมืด Darth Vader อะไรแบบนั้น

หรือจะเป็นคอลเลคชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ ย้อนไปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในปี 1920 ตั้งแต่มิกกี้เมาส์ยังขับเรือ ต่อด้วยโดนัลด์ ดั๊กส์ และชิปกับเดลในยุค 1950 ก่อนจะมาขายของในคลองบางกอกเมื่อตอนต้นปีนี้เอง

ส่วนของการรับชมนั้นก็มี่ตั้งแต่การดูผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่นมือถือ แท็บเล็ต หรือจะแคสต์ขึ้นไปดูบนทีวีก็ได้ ตัวหนังมีรายละเอียดบอกหมดว่ามีความละเอียดระดับไหน UHD, HD และมีการแสดงผลแบบ HDR10 (เท่าที่ลองกดๆ ดู Star Wars บางภาคถูกจับมา Re-Master เป็น UHD และรองรับ HDR ด้วย) บางเรื่องเปิดให้สามารถโหลดเก็บมาดูบนอุปกรณ์ได้

การตั้งค่าทั่วไป

ระบบโปรไฟล์ของดิสนีย์พลัสนั้นคล้ายกับ Netflix อีกแล้ว สามารถเลือกหน้า avatar ต่างๆ ได้มากมาย สามารถกำหนดคุณภาพของไฟล์ที่ดาวน์โหลดได้ และเลือกไดว่าจะโหลดไปเก็บไว้ที่ไหน

มีหนังอะไรให้ดูบ้าง

ในตอนนี้จำนวนหนังยังถือว่าไม่เยอะมากเท่าไหร่ เพราะมีจากแค่ไม่กี่สตูดิโอเท่านั้น ที่เยอะสุดๆ ก็น่าจะเป็นพวกรายการของดิสนีย์ล้วนๆ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าในบ้านเรามีฐานแฟนคลับมากน้อยแค่ไหน

รวมถึงพวกการ์ตูนเก่าๆ คลาสสิคของมิกกี้เมาส์และผองเพื่อนก็มีมาเพียบเลยทีเดียว เช่นเดียวกับฝั่งของ Marvel มีการ์ตูน Spiderman สมัยลายเส้นโบราณๆ มากับเค้าด้วย ส่วนหนังชุด Avenger และภาคแยกต่างๆ นั้นก็ยังมีไม่ครบ บางเรื่องยังติดสัญญากับ Netflix อยู่ เลยยังเอามาลงช่องตัวเองไม่ได้

ORIGINAL SERIES จุดขายของ DISNEY+

จุดแข็งและจุดขายจริงๆ นั้นน่าจะเป็นการที่ทางดิสนีย์ประกาศจะสร้างซีรีส์ต่างๆ ของหนังในเครือออกมาให้เพียบ โดยเริ่มจาก Madalorian ที่เป็น side story ของ Star Wars โดยตอนนี้มีให้ดูแล้ว 1 ตอน . . . (เห็นว่าตอนใหม่ๆ จะมาทุกวันศุกร์)

ส่วนซีรี่ส์ของฝั่ง Marvel นั้นฮือฮามาก เพราะจะมีทั้งเรื่องราวของ Loki หรือคู่หูคู่ใหม่ Winter Soldier กับ Falcon และล่าสุดเห็นออกมาแถลงว่าหลังจากนี้ซีรี่ส์ของ Marvel ก้บหนังจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่สมัครดิสนีย์พลัส ก็อาจจะพลาดอะไรเด็ดๆ ไปนั่นเอง

เปิดให้บริการในไทยเมื่อไหร่

อันนี้ทางเราเองก็ยังไม่มีข้อมูลเหมือนกันครับ ถ้ารู้แล้วจะรีบมาบอกด่วนๆ แน่นอน

สรุปผลการใช้งานเบื้องต้น

เนื่องจากตอนนี้บริการของดิสนีย์พลัสยังไม่เปิดในไทย เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องรีบไปสมัครกันก็ได้ นอกจากจะต้องต่อผ่าน VPN โหลดกันช้ามากมายแล้ว เรื่องของการรองรับภาษาไทยเองก็ยังไม่มีนะ พวกซับไตเติ้ลยังไม่มา แต่โดยรวมแล้วถือว่ามีความน่าสนใจกว่า Apple TV+ พอสมควร เพราะอย่างน้อยก็มีหนังให้ดูกันเพียบหลังจากจ่ายค่าสมาชิกแล้ว ไม่ใช่ต้องไปจ่ายเงินซื้อทีหลัง งานนี้คงต้องวัดกันไปยาวๆ ว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป้นคู่แข่งของ Netflix ตัวจริง

ขอบคุณที่มา Droidsans

ONEPLUS 7T PRO เทียบ ONEPLUS 7T ตัวไหนน่าจัด

ก่อนหน้านี้ผมเองได้เขียนบทความเปรียบเทียบ OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro ไปว่าราคาต่างกันเกือบหมื่น จะเลือกซื้อรุ่นไหนดี ซึ่งตอนนั้นคือการเปรียบเทียบสเปคกระดาษ ยังไม่ได้ใช้งานจริง แต่ในบทความนี้ ผมได้ลองใช้มือถือตัวแรงสองรุ่นนี้มาราวๆ เกือบสองสัปดาห์แล้วครับ จะมาเล่าให้การใช้งานทั่วไปเป็นยังไง 7T ยังคุ้มค่ากับราคากว่าหรือไม่หรือตัดใจไปสอยรุ่น 7T Pro เลยจะครบกว่า

แกะกล่อง ONEPLUS 7T

ก่อนจะรีวิว เรามาแกะกล่องเช็คของกันก่อนเลยดีกว่า ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ใส่ของแถมมาให้ในกล่องแบบเดียวกันเป๊ะๆ เลย ทั้งตัวเครื่องโทรศัพท์ (อันนี้ต่างกันนะ ฮ่าๆ), หม้อแปลงที่รองรับการชาร์จไว 30 วัตต์ แถมมาให้ไม่ต้องซื้อแยก, สาย USB Type-C และสุดท้ายคือเคสใส โดยทั้งสองรุ่นไม่แถมหูฟังมาให้เหมือนเคยตามแบบฉบับ OnePlus อีกทั้งยังไม่แถมตัวแปลง Type C to 3.5 มม. อีกด้วย ต้องซื้อแยกเพิ่มเอานะแบบนี้

ดีไซน์ตัวเครื่อง

มาเริ่มกันที่รุ่นเล็ก OnePlus 7T กันก่อนเลยดีกว่า เครื่องที่ผมได้มารีวิวรอบนี้เป็นสีเทา Frosted Silver ขณะที่ OnePlus 7TPro ได้มาเป็นสีฟ้า Haze Blue โดยทั้งสัมผัสของทั้งสองรุ่นจะเป็นแบบ matted glass กระจกด้าน อาจจะติดรอยนิ้วมืออยู่บ้าง แต่เช็ดออกง่าย การจับถือบอกเลยว่าให้ความรู้สึกพรีเมียมทั้งคู่เลย งานประกอบก็ทำออกมาได้ดีตามชื่อยี่ห้อ OnePlus แต่ข้อสังเกตคือตัว Pro มีน้กหนักมากกว่าพอสมควร

หน้าจอ Fluid Display แบบ AMOLED ค่ารีเฟรชเรท 90Hz นั้นช่วยเพิ่มความรู้สึกในการใช้งานทั้งการตอบสนองต่างๆ เห็นได้ชัดขึ้น ส่วนตัวผมว่ามันลื่นไหลมาก เนียนตาสุดๆ ขนาดหน้าจอของ OnePlus 7T จะเล็กกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ มีติ่งหยดน้ำเล็กๆ ขณะที่ OnePlus 7TPro มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดก็สูงกว่าด้วยเช่นกันที่ Quad HD+ หรือ 2K นั่นเอง รุ่นนี้ไม่มีขอบจอหรือติ่งเลยนะ เพราะเลือกใช้หน้าจอแบบโค้ง และกล้องหน้าป๊อปอัพ

ด้านซ้ายมือของทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro จะเจอกับปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียง โดยตำแหน่งการจัดวาง รุ่น Pro จะอยู่สูงกว่าเพียงเล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่ามันอยู่ค่อนข้างสูงเกินไป ต้องเอื้อมมือเวลาจะกดแต่ละที ขนาดผมเป็นคนนิ้วยาวแล้วด้วยนะ

สำหรับด้านขวาก็จะพบกับปุ่มพาวเวอร์และ Alert Slider ที่เป็นมือถือหนึ่งเดียวจาก Android เท่านั้นที่มีปุ่มนี้ เอาไว้ปรับว่าโทรศัพท์จะอยู่ในโหมดไหน สั่น, ไม่สั่นไม่เสียง หรือว่ามีเสียงปกติ รอบนี้การจัดวางตำแหน่งอยู่ที่เดียวกันเป๊ะๆ

มาดูกันที่ด้านล่างของตัวเครื่องกันบ้าง ทั้งคู่จะมาพร้อมกับถาดใส่ซิม, ไมค์ (รุ่น Pro มีสองตัว), พอร์ต USB-Type C และลำโพงครับ รอบนี้ใส่มาให้เป็นแบบสเตอริโอคู่เช่นเคย อีกตัวจะอยู่บริเวณด้านบนของหน้าจอ เสียงถือว่าโอเคเลยนะ ดังใช้ได้ น่าเสียดายที่นับตั้งแต่ตัดไปในรุ่น OnePlus 6T เจ้ารูหูฟังก็ไม่เคยปรากฎตัวในมือถือ OnePlus อีกเลย

มาสำรวจถาดซิมกันบ้าง ทั้งคู่จะมียางขนาดเล็กๆ มัดไว้อยู่นะ ยางตรงนี้มีประโยชน์ต้องที่สามารถกันน้ำเข้าเครื่องได้ดีในระดับหนึ่งเลย สามารถพบเห็นยางแบบนี้ได้ในมือถือที่มีมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นอะไรแบบนี้ แต่บอกก่อนเลยว่าทั้งสองรุ่นนี้ไม่มีมาตรฐานกันน้ำนะ ทว่าหากโดนฝนนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะส่วนตัวผมเองก็พาไปตากฝนอยู่เป็นประจำ ยังใช้งานได้ปกติดี มีแต่คนนี่แหละที่ไม่สบาย T T

บริเวณด้านบนตัวเครื่องของ OnePlus 7T จะมีลักษณะโล่งๆ มีเพียงแค่ไมค์ 1 ตัวสำหรับตัดเสียงรบกวนภายนอกเท่านั้น ขณะที่ OnePlus 7TPro นั้นก็มาในลักษณะเดียวกัน ไมค์ 1 ตัว แต่จะมีกล้องหน้าแบบป๊อปอัพที่ซ่อนไว้ในเครื่องเพิ่มมาด้วย เบื้องต้น ลองแกล้งทำตกดูแล้ว กล้องหน้ามันหดเองอัตโนมัติให้ สบายใจไปได้ไม่ต้องกลัวจะพัง แต่ถ้าให้ดีคือพยายามอย่าทำตก จะดีที่สุด

UI และการใช้งาน

OxygenOS ผมกล้ารับประกันได้เลยว่าลื่นสุดๆ แทบจะเป็นหนึ่งใน UI ที่ใกล้เคียงกับ Stock Android สุดๆ แถมการใช้งานก็ง่าย ไม่มีอะไรยากซับซ้อนเลย แต่ใช่ว่าจะอวยอย่างเดียว ไม่มีข้อเสีย เพราะ Launcher ของทาง OnePlus เขาไม่อนุญาตให้เราปรับเลื่อนไอคอนแอปได้ ทุกอย่างต้องเรียงตามตัวอักษรทั้งหมด ตรงนี้กวนใจผมมากๆ  แต่ทางแก้ก็คือย้ายแอปพวกนั้นไปอยู่หน้า Home แทน หรือไม่ก็ดาวน์โหลด Launcher ใหม่ใน Play Store เอาซะเลย มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์

เรื่อง Multi-Task ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ที่มาพร้อมกับ RAM 8GB ด้วยกันทั้งคู่ บอกเลยว่าเหลือๆ เปิดแอปทิ้งไว้เบื้องหลัง 10 – 20 แอป การใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิมกับตอนเปิดเครื่องแรกๆ ไม่มีอาการค้าง ทุกอย่างยังคงลื่นหัวแตกแบบเดิม

ด้วยความที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดเกิน 6 นิ้วด้วยกันทั้งคู่ ทำให้หลายคนอาจจะถือโอกาสใช้งานสองจอซะเลย เพื่อจะได้ใช้พื้นที่จอให้คุ้มๆ สองรุ่นนี้ก็ทำได้นะ เพียงเปิด recent apps > ปุ่ม 3 จุด > Split Screen > จากนั้นก็เลือกแอปได้ตามใจชอบเลย

เรื่องการเชื่อมต่อ Wi-Fi อันนี้ก็ยืนหนึ่งเลย จับสัญญาณดีมากๆ แถมรองรับทั้งย่านความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro รองรับ Widevine อยู่ในระดับ L1 ด้วยกันทั้งคู่ สามารถดู Netflix ได้แบบ HD และยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR ด้วย

ฟีเจอร์สามัญประจำเครื่องโทรศัพท์อย่างฟีเจอร์ตัดแสงสีฟ้าซึ่งทาง OnePlus ตั้งชื่อว่า Night Mode ก็มีมากับเขาเหมือนกัน สามารถตั้งเวลาเปิดปิดได้ด้วยนะ สำหรับใครที่ชอบเล่นมือถือในที่แสงน้อยๆ แนะนำเลยว่าเปิดเถอะ เพราะมันสบายตาและช่วยถนอมสายตากว่าโหมดปกติมากๆ แต่ถ้ายังไม่พอ ยังมี Reading Mode มาให้เลือกอีก ลดแสงสีฟ้าลง สบายตาขึ้นแต่จะอมเหลืองนิดๆ และมีให้เลือก 2 แบบคือ Chromatic Effect (สีจางๆ) และ Mono Effect (สีขาวดำ)

Dark Mode ก็ใส่มาไว้ให้ใน OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro เหมือนกัน พอเปิดใช้งานแล้ว แอป 3rd parties ต่างๆ อย่าง LINE, IG หรือ Reddit อะไรนี่ก็ปรับตามนะ จะมีแต่ Facebook นี่แหละที่ยังขาวสว่างอยู่ ซึ่งอาจจะต้องรอให้แอปนั้นๆ เปิดรองรับแบบ offiicial

GPS และการนำทาง

การใช้งาน GPS บนแอป Google Maps ก็ทำผลงานออกมาได้ดีตามสเปคระดับเรือธงครับ เซนเซอร์อะไรต่างๆ ที่จำเป็นกับการใช้งานแผนที่ถือว่าใส่มาให้ครบในทั้งสองรุ่น

การสแกนลายนิ้วมือ

OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro มาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Optical ซึ่งการใช้งานจริงถือว่าเร็วเอาเรื่องอยู่ แตะปุ๊ป ปลดล็อคหน้าจอปั๊ป แต่ก็ต้องกดค้างไปที่เซนเซอร์สักประมาณ 0.5 วินาทีนะ (เวลาที่ระบบมันสแกนก็จะเร็วกว่านั้นมาก)

นอกจากเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ยังมีฟีเจอร์ Face Unlock ใส่ให้มาอีกด้วย ตรงนี้จากที่ลองใช้มา ผมว่ามันไวกว่าเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนิดนึง ยกมือถือขึ้นมาหน้าก็สแกนติดแล้ว (แต่รุ่น Pro จะทำงานช้ากว่าเล็กน้อย เบื้องต้นน่าจะมาจากกล้องต้องคอยขึ้นๆ ลงๆ) แต่เรื่องความปลอดภัยยังไงก็สู้สแกนนิ้วไม่ได้นะ

กล้องถ่ายภาพ

มาครั้งนี้ OnePlus 7T ถือว่ามีสเปคกล้องที่อัพเกรดขึ้นจาก OnePlus 7 อยู่มากพอสมควร ใส่กล้องมาให้ 3 ตัวแบบ OnePlus7T Pro แล้ว เซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.6 มีระบบกันสั่น OIS, กล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2 มุมกว้าง 117 องศา และสุดท้ายเป็นกล้อง Telephoto ตรงนี้แหละที่สเปคต่างกัน โดยใน 7T จะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูม Optical ได้ 2x แต่ 7T Pro จะเป็นตัว 8 ล้านพิกเซล ซูม Optical ได้ 3x สเปคในเรื่องของรูรับแสงจะมีค่าเท่ากันที่ f/2.4 มีระบบกันสั่นแบบ OIS ด้วยกันทั้งคู่ มี NightScape 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืน และ Macro Mode ที่ถ่ายได้ใกล้สุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร

สำหรับสเปคของกล้องหน้า ทั้งคู่มาพร้อมกับเซนเซอร์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีโหมด Beauty ช่วยเกลี่ยริ้วรอยให้ใบหน้าใสกิ๊ง

รูป (ซ้าย OnePlus 7T vs OnePlus 7T Pro ขวา)

เลนส์ Ultra Wide (ซ้าย OnePlus 7T vs OnePlus 7T Pro ขวา)

ตัวอย่างรูป Night Mode (ซ้าย OnePlus 7T ปิด-เปิด vs OnePlus 7T Pro ขวา ปิด-เปิด)

รูป Macro Mode

ประสิทธิภาพการเล่นเกม

ชิปเซ็ตตัวแรงอย่าง Snapdragon 855+ แทบไม่ต้องบรรยายอะไรมากเลย การใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกมบอกเลยว่าเหลือสุดๆ เรียกได้ว่าสองรุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปจากฝั่ง Android เลย หากใครยังไม่เชื่อ ก็ไปดูคะแนน AnTuTu Benchmark กันได้เลย OnePlus 7T ได้คะแนน 475,550 คะแนน และ OnePlus 7TPro อยู่ที่ 477,586 คะแนน เรียกได้ว่าคะแนนห่างกันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ใช้งานจริงแทบจะไม่แตกต่าง เครื่องนี้แรงยังไง อีกเครื่องก็แรงแบบนั้น

ส่วนเรื่องความไวในการเขียนอ่านไฟล์ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะเลือกใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ได้คะแนนการเขียนไป 1,447.76 MB ต่อวินาที และ 1,389.66 MB ต่อวินาที ขณะที่การอ่านได้ที่ 397.35 MB ต่อวินาที และ 219.12 MB ต่อวินาที ตามลำดับ ซึ่งจุดนี้เป็นอีกความแตกต่างเพราะ OnePlus 7TPro นั้นใช้ UFS 3.0 แบบ 2 Lane

ชิปเซ็ตตัวท็อปขนาดนี้ เข้าเล่นเกมยอดฮิตอย่าง RoV ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ก็ปรับได้สุดทุกอย่างเลย

พอเอาไปเล่นจริง ก็เฟรมเรทนิ่งมากๆ 59 – 60 fps ไม่มีตก

PUBG ก็ปรับกราฟฟิคได้สูงสุดตามท้องเรื่องจ้า

เข้าไปปรับเพิ่มเติมข้างใน ก็ปรับได้สุดทุกอย่าง เฟรมเรตที่โหดสุดๆ คือ Extreme

มาถีงเกมน้องใหม่ที่ส่วนตัวผมติดงอมแงมมากๆ อย่าง Call of Duty ก็ปรับกราฟฟิคทุกอย่างได้สูงสุดเช่นเดียวกัน

สรุปก็คือเรื่องเกมทั้ง OnePlus7T และ OnePlus7T Pro บอกเลยว่าแทบจะยื่นหนึ่งเลย ปรับทุกอย่างได้สุดหมด เข้าไปเล่นก็ไม่เจอปัญหากระตุกหรือว่าค้างอะไร เฟรมเรทลื่นๆ ไม่มีตก แต่จะมีติหน่อยก็ตัว OnePlus7T ที่พอเล่นติดต่อกันไปสักพัก เครื่องจะเริ่มอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย ทั้งนี้น่าจะมาจากที่รุ่นนี้ไม่ได้ใส่ Heat Pipe เข้ามาช่วยระบายความร้อนนั่นเอง

แบตเตอรี่และการชาร์จ

เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างทั้งสองรุ่น โดย OnePlus 7T มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3,800 มิลลิแอมป์ และ OnePlus7T Pro ใส่แบตมาให้เยอะกว่าเล็กน้อยที่ 4,085 มิลลิแอมป์ ทั้งคู่รองรับการชาร์จไว Warp Charge 30T ซึ่ง OnePlus เคลมว่าชาร์จไวกว่าระบบเดิม 23% ชาร์จทิ้งไว้ 15 – 20 นาที ก็ได้แบตมาใช้เกือบๆ 50% แล้ว

เริ่มกันที่ OnePlus 7T กันก่อนดีกว่า ผมลองเอามาใช้งาน เล่นเกมแบบจัดหนักจัดเต็มเลย (บอกแล้วว่าติด Call of Duty จริง) พบว่าได้ Screen On Time ไปประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที พร้อมกับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เพียงแค่ 9% เท่านั้น

มาถึง OnePlus7T Pro กันบ้าง ที่ให้แบตเตอรี่มามากกว่าตัวธรรมดาอยู่ 285 มิลลิแอมป์ พบว่าได้ Screen On Time ที่ 4 ชั่วโมง 37 นาที น้อยกว่ารุ่นธรรมดาเล็กน้อย แบตเหลือ 9% เท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นคาดว่าที่ได้ SoT น้อยกว่า น่าจะมาจากหน้าจอความละเอียด Quad HD+ นั่นเอง

จะเห็นว่าทั้งคู่ แม้จะเป็นมือถือที่แรง การใช้งานลื่นไหล เล่นเกมได้แบบจัดเต็มจัดหนัก แต่เรื่องแบตเตอรี่ดูเหมือนว่ายังเป็นจุดด้อยอยู่ สำหรับใครที่ต้องการจะประหยัดแบตให้ใช้ได้นานๆ ผมแนะนำให้ปรับความละเอียดลงเหลือแค่ Full HD นะครับสำหรับ OnePlus7T Pro (ถ้าอยากเพิ่มอายุการใช้งานไปอีก ก็ลองปรับลดรีเฟรชเหลือ 60Hz)

สรุปเลือก ONEPLUS 7T หรือ ONEPLUS 7T PRO

ในแง่ประสิทธิภาพ ผมว่าทั้ง OnePlus7T และ OnePlus7T Pro ทำออกมาได้ดีเท่าๆ กัน แทบไม่มีความแตกต่างอะไรเลย จะต่างกันก็เรื่องอุณหภูมิของเครื่องเวลาใช้งานหรือเล่นเกมติดต่อกันนานๆ ที่ OnePlus7T จะอุ่นๆ ขึ้นมานิดหน่อย สำหรับความแตกต่างในส่วนอื่นๆ ก็จะมี

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของ ONEPLUS 7T และ ONEPLUS 7T PRO 

OnePlus 7T OnePlus 7T Pro
หน้าจอมีติ่งหยดน้ำไม่มีติ่ง
ไม่โค้งโค้ง
ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด Quad HD+
ความจุ128GB (UFS 3.0) เพิ่มเมมไม่ได้256GB (UFS 3.0 2-Lane) เพิ่มเมมไม่ได้
กล้องหลัง3 ตัว 48MP + 16MP + 12MP Optical Zoom 2x3 ตัว 48MP + 16MP + 8MP Optical Zoom 3x
แบตเตอรี่3,800 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T4,085 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T
ระบบระบายความร้อนมีเทอร์มอลเจลมีเทอร์มอลเจล + ฮีทไปป์ + เวเปอร์
ราคา17,900 บาท26,990 บาท

โดยรวมถ้าซื้อมาใช้งานทั่วไป ยังไง OnePlus7T ก็มีภาษีดีกว่า ด้วยราคาเปิดตัวมา 17,990 บาท แถมสเปคอะไรต่างๆ ก็ได้มาครบเครื่องเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง แต่สำหรับสายเกมมิ่งที่เล่นเกมทั้งวัน อันนี้ผมมองว่าตัว OnePlus 7TPro เหมาะกว่า เพราะมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วย เล่นนานแค่ไหน เครื่องก็ไม่ร้อนมาก บวกกับดีไซน์เครื่องที่ทั้ง OnePlus ออกแบบให้ทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีก เอาเป็นว่าถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ก็จัดตัวที่มองว่าดีไซน์โอเคเลยครับ

ขอบคุณที่มาและรูปภาพ Droidsans

Huawei Y9s หน้าจอไร้ติ่ง กล้องหลัง 3 ตัว 48MP แบตอึดเล่นได้ทั้งวัน !!

อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแบบเงียบๆสำหรับเจ้า Huawei Y9s สมาร์ทโฟนจากทาง Huawei รอบนี้มาแบบหน้าจอไร้ติ่ง เพราะใส่มาเป็นกล้องหน้าแบบป็อปอัพ พร้อม กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดอยู่ที่ 48 MP เท่าเดิม แบตเตอรี่ 4000 mAh ใช้กันยาวๆ เต็มวัน คาดเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้ เพราะตอนนี้ได้ผ่านการรับรองจาก กสทช. แล้ววว

Huawei Y9s มาพร้อมกับหน้าจอ Ultra FullView ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 91% อย่างที่บอกไปข้างต้น เนื่องจากเลือกใช้กล้องหน้าแบบป๊อปอัพ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไม่มีติ่ง ผู้ใช้งานสามารถเลือกรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้แบบจัดเต็ม ให้สีสันสวยสดงดงาม ไม่ต้องมีอะไรมาคอยบังตาให้กวนใจเลยล่ะ

จากเดิมใน Huawei Y9 Prime 2019 เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ที่บริเวณฝาหลังของตัวเครื่อง มารอบนี้ Huawei Y9s เลือกใส่เซนเซอร์ดังกล่าวนี้ไว้ตรงบริเวณข้างๆ เครื่องแทน ใช้เวลาปลดล็อคไวมากๆ เพียงแค่ 0.3 วินาทีเท่านั้น โดยปุ่มเซนเซอร์ตัวนี้นอกจากจะทำหน้าที่สแกนลายนิ้วมือแล้ว ยังสามารถใช้เป็นปุ่ม Power และเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ได้ด้วย

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เก็บดีเทลของรูปภาพได้แบบใสกิ๊ง กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา และสุดท้ายกล้อง depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยละลายพื้นหลังเวลาถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ

HuaweiY9s เลือกใช้กล้องหน้าแบบป๊อปอัพความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใส่อัลกอริทึ่ม AI Beauty เข้ามา ช่วยให้หน้าใสเนียนไร้ริ้วรอย ถ่ายได้แม้ในที่แสงน้อย

ความจุ 128GB ใช้เทคโนโลยี EROFS ที่จะเข้ามาช่วยให้การเปิดปิดไฟล์หรือโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังใส่ RAM มาให้ 6GB ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของมือถือ ณ ปัจจุบันไปแล้ว ทำให้การ multi-task เปิดแอปหลายๆ แอปพร้อมกัน ก็สามารถทำได้ โดยที่เครื่องไม่ทำงานช้าลงนั่นเอง

แบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการโทรคุยแบบต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ชั่วโมงไม่มีพัก ฟังเพลงได้ 80 ชั่วโมงติดต่อกัน หรือเปิดวิดีโอทิ้งไว้ก็สามารถทำได้นานถึง 9 ชั่วโมง บอกลาพาวเวอร์แบงค์หนักๆ ไปได้เลย

แน่นอนล่ะ ต้องพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง Huawei Y9 s ขับเคลื่อนด้วยชิป Kirin 710F ที่มีประสิทธิภาพแรงกว่ารุ่นเดิมถึง 75% จะเล่นเกมหรือทำอะไรก็ทำได้แบบสบายๆ ลื่นไหล ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอาการค้างหรือกระตุก

สเปค HUAWEI Y9S

  • หน้าจอมาพร้อมกับความละเอียดระดับ Full HD +
  • 6.59 นิ้ว TFT LCD
  • ชิปเซ็ต: Kirin 710F
  • RAM: 6GB
  • ความจุ: 128GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • เซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
    • กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
    • กล้อง depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าป๊อปอัพความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2
  • แบตเตอรี่ 4,000 มิลลิแอมป์ ไม่รองรับชาร์จไว
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1

Huawei Y9 s จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 สีได้แก่สี Midnight Black และสี Breathing Crystal สำหรับราคาวางจำหน่าย ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรออกมาครับ โดยตอนนี้ผมได้ลองไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ กสทช. ดูแล้ว พบว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ผ่านการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทย เปิดตัวเปิดราคาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา Droidsans

Redmi Note 8T เหมือนเดิมมีระบบ NFC เพิ่ม ราคาเริ่มต้นประมาณ 6,600 บาท

หลังจากเปิดตัว Mi Note 10 และ Mi Note 10 Pro ไปแล้วไม่นานนี้ Xiaomi ก็ยังเปิดตัวมือถือสุดคุ้มอีกตัวด้วยอย่าง Redmi Note 8T ซึ่งสเปคจะคล้าย ๆ กับ Redmi Note 8 แทบจะทุกอย่าง แต่ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือระบบ NFC โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว ๆ 6600 บาทเท่านั้น

Redmi Note 8T มาพร้อมกับหน้าจอ LCD ขนาด 6.3 นิ้ว มีติ่งแบบ Dot Drop สำหรับใส่กล้องหน้า อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 88.3% และครอบด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Redmi Note8T มีกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K และมีระบบกันสั่น EIS ใส่มาให้ (EIS จะเปิดเฉพาะเวลาอัดวิดีโอที่ความละเอียด Full HD เท่านั้น) อีกทั้งยังมีกล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120 องศา ให้เก็บภาพได้ในมุมมองที่กว้างไกลกว่าเดิม

หน้าชัดหลังละลายก็ทำได้ดีเยี่ยม ด้วยการใช้กล้องหลักกับกล้องจับความลึก depth camera โดยค่ารูรับแสงสามารถปรับได้ถึง 25 ระดับเลย

Redmi Note8T ยังมาพร้อมกับกล้อง Macro ที่โฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ระยะ 2 เซนติเมตร ถ่ายเกสรดอกไม้ หรือพระเครื่องได้สบายๆ

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ AI คอยช่วยเกลี่ยริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยให้หน้าใส วิ้งวับแบบเป็นธรรมชาติ

Redmi Note8T ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 665 ที่มีระบบ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แรงขึ้นกว่าเดิม

แบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน นอกจากนี้ Redmi Note 8T ยังรองรับชาร์จไว 18 วัตต์ ซึ่งมีที่ชาร์จแถมมาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม

สำหรับ Redmi Note8T จะได้รับการอัพเกรดจากรุ่น Redmi Note 8 ธรรมดา ตรงที่ใส่ระบบ NFC เข้ามาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นกระเป๋าตังค์ จ่ายโน่นนี่สะดวกสุดๆ

สเปค REDMI NOTE 8T

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Snapdragon 665
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 32GB / 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 4 ตัว 48 MegaPixel + 8 MP + 2 MP + 2 MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C, NFC
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10
  • วางจำหน่าย 3 สี: น้ำเงิน ขาว ดำ

Redmi Note8T จะเริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะรุ่น 4GB/64GB ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019 ในประเทศสเปนและอิตาลีก่อน หลังจากนั้นจะค่อยๆ ทยอยขยายตลาดไปที่ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันในวันที่ 13 และ 15 พฤศจิกายนตามลำดับ ส่วนราคาของแต่ละรุ่น ก็มีตามนี้เลย

ราคา

  • (3GB/32GB) ราคา 179 euro หรือราวๆ 6000 บาท
  • (4GB/64GB) ราคา 199 euro หรือราวๆ 6700 บาท
  • (4GB/128GB) ราคา 249 euro หรือราวๆ 8300 บาท

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Redmi Note8T มือถือตัวอัพเกรดสเปคของ Redmi Note 8 จะเข้ามาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยหรือไม่ เพราะตอนนี้มือถือรุ่นดังกล่าวก็ยังไม่ผ่านการรับรองจากกสทช. เลย ส่วนราคาเปิดตัวอาจจะดูแพงไปนิดนึง เนื่องจากมันเป็นราคาในโซนยุโรปซึ่งจะแพงกว่าบ้านเราราวๆ 20% – 30% นั่นเองครับ

ที่มา Droidsans

Mi CC9 Pro Premium Edition ครองบัลลังก์ร่วม Huawei คุณภาพกล้องดีที่สุด !!

กล้องสุดเทพจาก Xiaomi Mi CC9 Pro หรือ Mi Note 10 ยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการ แต่ดันมีคะแนนประสิทธิภาพของกล้องจากเว็บไซต์ Dx0Mark ออกมาซะแล้ว คราวนี้มือถือเรือธงอย่าง Mi CC9 Pro Premium Edition ทำคะแนนสูงถึง 121 คะแนน เท่าแชมป์เก่าอย่าง Huawei Mate 30 Pro เป๊ะ ๆ

Mi CC9 Pro PremiumEdition เป็นมือถือรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ Xiaomi ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่ได้รับการอัพเกรดจากรุ่นธรรมดาด้วยการใช้เลนส์กล้องหลักแบบ 8p (f/1.69) ทำให้คุณภาพของกล้องดีกว่า จนขึ้นมาครองอันดับ 1 ในเว็บไซท์ DxOMark ร่วมกับ Mate 30 Pro ที่ได้คะแนนรวม 121 คะแนน แยกออกมาจะเป็นคะแนนภาพนิ่ง 130 คะแนน และคะแนนสำหรับการถ่ายวีดีโอ 102 คะแนน (เป็นคะแนนถ่ายวิดีโอที่สูงที่สุดของกล้องมือถือในตอนนี้) เทียบกับ Mate 30 Pro ที่ได้คะแนนในส่วนของภาพนิ่ง 132 คะแนน และได้คะแนนสำหรับการถ่ายวิดีโอถึง 100 คะแนน

สเปคกล้อง XIAOMI MI CC9 PRO PREMIUM EDITION

  • กล้องหลัง 5 ตัว
  • กล้องหลักความละเอียด 108MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.33 นิ้ว, ระยะโฟกัส 25 มม., รูรับแสง f/1.69, กันสั่น OIS
  • เลนส์ซูมระยะใกล้ความละเอียด 12.19MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.6 นิ้ว, ระยะโฟกัส 50 มม., รูรับแสง f/2
  • เลนส์ซูมระยะไกลความละเอียด 7.99MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.6 นิ้ว, ระยะโฟกัส 94 มม., รูรับแสง f/2, กันสั่น OIS
  • เลนส์ Ultra-wide ความละเอียด 20.11MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.8 นิ้ว, ระยะโฟกัส 16 มม., รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์มาโคร รูรับแสง f/2.4 ถ่ายได้ใกล้สุดระยะ 2 ซม. (ไม่ได้ใช้ในการทดสอบ)
  • แฟลชคู่ แบบแสงแรง และแบบแสงอ่อน

จากการทดสอบกล้องของ Mi CC9 Pro ทาง DxOMark บอกว่ามือถือรุ่นนี้มีกล้องที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้ดีในทุกสถานการณ์ ทั้งการถ่ายกลางแจ้งที่ให้แสงสีแม่นยำ, รายละเอียดครบถ้วน, จัดการกับ Noise ได้ดีมาก, มี White Balance ที่แม่นยำ แต่อาจจะมีติดชมพูๆ เป็นบางครั้ง ส่วนการถ่ายภาพในที่ร่มอาจจะมี Noise ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ภาพที่ออกมาก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสุดๆ เลย

การถ่ายด้วยเลนส์ Ultra-wide มีความบิดเบี้ยวของเลนส์น้อยมาก และสามารถเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดี เมื่อเทียบกับมือถือรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เลนส์แบบเดียวกัน แถมการถ่ายภาพบุคคลในที่มืดด้วยเลนส์ดังกล่าวก็ยังให้สีผิวที่เป็นธรรมชาติ แต่จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่ขอบวัตถุจะไม่ค่อยคมนัก

การซูมของ Mi CC 9 Pro มีประสิทธิภาพที่ดีมากด้วยเลนส์ซูมแบบออพติคอลที่ระยะ 2x -4x และใช้กล้องตัวอื่นช่วยในการซูมแบบ Hybrid ที่ดันระยะออกไปได้ถึง 10x ซึ่งภาพที่ได้ยังคงมีรายละเอียดที่ครบถ้วนแม้จะเป็นการซูมในระยะไกลก็ตาม

การถ่ายภาพในที่มืดด้วย Night Mode ทำออกมาได้ดี เพราะภาพที่ได้ มีแสงและสีสันที่แม่นยำ ค่อนข้างตรงกับของจริง ส่วนการถ่ายภาพคนในที่มืดก็ให้สีผิวที่ออกมาเป็นธรรมชาติมากกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ

และด้วยการที่ Mi CC9 Pro ใส่กล้องมาให้ถึง 5 ตัว ทำให้การถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอดึงเอาความสามารถของกล้องแต่ละตัวมาใช้ในการวัดระยะของวัตถุ และพื้นหลัง ทำให้ตัดขอบได้เนียน และได้ฉากหลังที่เบลอเป็นธรรมชาติ

Mi CC9 Pro Premium Edition Versus Samsung Galaxy Note 10+ 5G

ส่วนการถ่ายวิดีโอของ Mi CC9 Pro ที่ทำคะแนนไปได้สูงที่สุดของเหล่ามือถือทั้งหมดในปัจจุบัน มีข้อดีอยู่ที่ระบบกันสั่นที่มีประสิทธิภาพ, รายละเอียดเก็บได้ครบและจัดการ Noise ได้ดีมาก, ให้สีสันที่ดี, ระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำ แม้จะถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม ส่วนข้อเสียก็มีอยู่บ้างคือคืออาการกระตุกเล็กน้อยเวลาถ่ายวิดีโอแบบแพน, มีอาการเฟรมตกในบางครั้ง, Dynamic range ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

ก็ถือว่า Mi CC9 Pro เป็นมือถือจาก Xiaomi ที่ได้รับการพัฒนาเรื่องกล้องอย่างก้าวกระโดดสุดๆ เพราะจากมือถือเรือธงก่อนๆ ทั้งซีรีส์ Mi และ Mi Mix ที่ถึงแม้ว่าจะทำคุณภาพได้ดีขึ้นแต่ก็อยู่ในระดับ Top 10 ของเว็บไซท์ DxOMark เท่านั้น แต่สำหรับ Mi CC9 Pro กลายเป็นมือถือรุ่นแรกของแบรนด์ที่สามารถถีบตัวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 คู่กับแชมป์เก่าอย่าง Huawei Mate 30 Pro ได้แล้ว

ที่มา Droidsans

Mi CC9 Pro สมาร์ทโฟนตัวใหม่จากค่าย Xiaomi กล้องหลัง 5 ตัว 108MP สุดคุ้ม !!

เรียกได้ว่าขยันเปิดตัวรุ่นใหม่จริงๆ สำหรับแบรนด์ Xiaomi ซึ่งล่าสุดก็ได้ในเปิดตัว Mi CC9 Pro (หรือ Mi Note 10) อย่างเป็นทางการ โดยตัวเครื่องจะมาพร้อมกับชิป Snapdragon 730G แรงๆ และไฮไลท์เด็ดเลย ก็คือกล้องหลังถึง 5 ตัว ที่มีความละเอียดสูงสุดถึง 108MP เป็นรุ่นแรกของโลก แถมยังมีราคาเริ่มต้นราวๆ 12,000 บาทเท่านั้นเอง…จะคุ้มเกินไปแล้วเนี่ย

Xiaomi Mi CC9 Pro

Mi CC9 Pro ใช้หน้าจอแบบ Super AMOLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 19.5:9 มีขอบจอโค้ง และ Notch แบบหยดน้ำสำหรับวางกล้องเซลฟี่ความละเอียด 32MP

Mi CC9Pro อัดกล้องหลังมาให้ครบทุกระยะถึง 5 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 108MP (f/1.69) + กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 20MP + กล้องซูมระยะใกล้ 12MP + กล้องซูมระยะไกล 5MP + กล้องมาโครระยะใกล้สุด 2 ซม.ความละเอียด 2MP

เซนเซอร์กล้องของ Mi CC9Pro นั้น มีขนาดใหญ่กว่าเซนเซอร์กล้องที่ใช้ใน Mate 30 Pro (1/1.7 นิ้ว) และ iPhone 11 Pro Max (1/2.55 นิ้ว) โดยเจ้า Mi CC9Pro มีเซนเซอร์กล้องหลักขนาดใหญ่ถึง 1/1.33″ ทำให้สามารถอัดความละเอียดได้สูงถึง 108MP นั่นเอง

จากรูปด้านบนด้านซ้ายจะเป็นเซนเซอร์ Mi CC9Pro ส่วนทางด้านขวาเป็นเซนเซอร์ของ Samsung (ไม่ทราบว่ารุ่นอะไร) จะเห็นได้ว่าเซนเซอร์ของ Mi CC9Pro มีขนาดใหญ่กว่ามาก

นอกจากนี้ตัวกล้องของ Mi CC9Pro เองยังมีระบบกันสั่นแบบ OIS ให้มาถึง 2 ตัว อยู่ในกล้องหลักและกล้องซูม ช่วยให้ทั้งการถ่ายภาพในที่มืดออกมาคมชัด แถมการถ่ายวิดีโอก็ยังลื่นปรื๊ด สมูธสุดๆ ไปเลย

Mi CC9Pro มีแบตเตอรี่ให้มาถึง 5,260 mAh แถมด้วยระบบชาร์จไว 30W ที่ชาร์จแบตจาก 0% – 58% ได้ในเวลาแค่ 30 นาที และเต็ม 100% ในเวลา 65 นาทีเท่านั้น

สเปค MI CC9 PRO / MI NOTE 10

  • หน้าจอ : ขนาด 6.47 นิ้ว Super AMOLED Full HD+, WaterDrop, กระจก Gorilla Glass 6, ความสว่าง 600-nits
  • CPU : Snapdragon 730G
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 6GB/8GB LPDDR4X
  • ROM : 128GB / 256 GB (UFS 3.0)
  • เซนเซอร์ : รองรับระบบสแกนใบหน้า, สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (นิ้วเปียกก็สแกนได้), IR Blaster, NFC
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5260 mAh, ชาร์จเร็ว 30W ผ่านพอร์ท USB-C / ชาร์จไร้สาย 20W
  • ระบบ Android 9.0 Pie ครอบด้วย MIUI 11
  • สีที่วางจำหน่าย : สีดำ Midnight Black, สีขาว Glacier White, สีเขียว Aurora Green

สเปคกล้อง

  • กล้องหลัง 5 ตัว
    – 108 MP, f/1.7, (wide), 1/1.33″, 0.8µm, PDAF, Laser AF, OIS
    – 5 MP, f/2.0, (telephoto), 1.0µm, PDAF, Laser AF, OIS, 5x optical zoom
    – 12 MP, f/2.0, 50mm (telephoto), 1/2.55″, 1.4µm, Dual Pixel PDAF, Laser AF, 2x optical zoom
    – 20 MP, f/2.2, 13mm (ultrawide), 1/2.8″, 1.0µm, Laser AF
    – 2 MP, f/2.4, 1/5″, 1.75µm (dedicated macro camera)
  • กล้องหน้า : ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล , f/2.0

ราคาวางจำหน่าย MI CC9 PRO

  • 6GB / 128GB ราคา 2,799 หยวน หรือประมาณ 12,000 บาท
  • 8GB / 128GB ราคา 3,099 หยวน หรือประมาณ 13,300 บาท
  • Premium Edition 8GB / 256GB (รุ่นพิเศษใช้เลนส์กล้องแบบ 8P) ราคา 3,499 หยวน หรือประมาณ 15,000 บาท

อย่างไรก็ตามสำหรับรุ่นที่จะวางจำหน่ายในไทยและทั่วโลกจะใช้ชื่อว่า Mi Note 10 ไม่ใช่ชื่อ MiCC9 Pro นะครับ (คล้ายกับ Redmi K20 กับ Mi9T) ซึ่งตัว Mi CC9Pro จะจำหน่ายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น ส่วน Xiaomi Mi Note 10 จะเปิดตัวอีกทีในวันที่ 14 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ครับ

ขอบคุณที่มา Droidsans

YouTrip บัตรจาก KBANK เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่มีค่าธรรมเนียม ดีสุด ๆ

ธนาคารกสิกรไทยเพิ่งจะเปิดตัว บัตรเดบิต Journey ไปไม่นานนี้เอง ช่วงเดือนตุลาคมนี้เอง แต่ก็อาจจะยังไม่ถูกใจกันนักเพราะว่ายังมีค่าธรรมเนียมเล็กๆน้อยๆจุกจิกและเงื่อนไขก็ยังมากมายพอสมควรเลยทีเดียว แต่ไม่นานมานี้ก็เหมือนว่าปริศนาที่ผ่านมาได้ไขกระจ่างหมดจดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะได้ประกาศความร่วมมือกับแอป YouTrip แอปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับได้หลายสกุลเงิน เป็นเหมือนบัตรท่องเที่ยว ธนาคารอื่น ๆ เลย สมัครวันนี้ก็มีเงินให้ฟรีๆ เลยทันที 200 บาท

ทำความรู้จัก YOUTRIP

YouTrip (ยูทริป), เค้าไม่ได้เป็นอะไรกับ YouTube แต่อย่างใดแค่ชื่อเหมือน โดยเค้าให้บริการด้าน Multi-Currency Travel Wallet หรือ กระเป๋าเงินหลายสกุลเพื่อการท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งจากประเทศสิงคโปร์  ตอนนี้ได้จับมือร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่มาพร้อมกับสโลแกน “Truly No Fees” หรือไม่มีค่าธรรมเนียมสักบาทสักสตางค์ ใช้งานได้ทั่วโลกครอบคลุมกว่า 150 สกุลเงิน มั่นใจได้ว่าเรทอัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าที่อื่นแน่นอน อีกทั้งไม่มีค่าชาร์จ 2.5% และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีอีกด้วย สรุปง่าย ๆ ก็คือเป็นบัตร Travel Card แบบเดียวกับธนาคารอื่นนั่นแหละ ต่างออกไปตรงที่ You Trip จะเป็นแอปแยก ไม่ได้รวมอยู่ใน K PLUS แต่สามารถทำงานร่วมกับ K PLUS ได้อย่างสมบูรณ์ กดสมัครง่ายเพราะเชื่อมต่อข้อมูล นำเข้าจาก K PLUS ได้เลย ไม่ต้องกรอกอะไรให้วุ่นวายนั่นเอง

You Trip ให้บริการแบบไม่มีค่าธรรมเนียม บางคนอาจจะสงสัยว่าอยู่ได้ยังไง ซึ่งทางผู้บริหารได้ให้ข้อมูลว่า You Trip จะได้ส่วนแบ่งจากทุก Transactions ที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันทางแอปเปิดให้บริการเฉพาะที่สิงคโปร์มาไม่กี่เดือน ก็มียอดการทำธุรกรรมมากกว่า 10 ล้านครั้งไปเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องต้นสามารถแลกเปลี่ยนได้ทั้งหมด 10 สกุลเงินดังๆ ที่คนไทยนิยมแลกเพื่อไปเที่ยวกันมาครบ ไม่ว่าจะเป็น USD ดอลลาร์สหรัฐ, EUR ยูโร, JPY เยน หรือ GBP ปอนด์นั่นเอง

eWallet

สำหรับใครที่เที่ยวเพลินแล้วเงินหมด หากใครมี eWallet ที่ทางกสิกรไทยได้จับมือร่วมกับ You Trip ก็ไม่ต้องกังวล สบายใจหายห่วง เพราะคุณสามารถกดเงินสดต่างประเทศได้ด้วยเรทที่ดีที่สุด ไม่เสียค่าธรรมเนียมสักบาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 มกราคมปีหน้า ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารท้องถิ่นที่ไปกดนะครับ

เรื่องความปลอดภัยหายห่วง เพราะใช้ระบบความปลอดภัยตัวเดียวกับธนาคารกสิกรไทยเลย และเมื่อบัตรสูญหาย สามารถระงับบัตรผ่านแอป You Trip ได้ทันที แถมทุกรายจ่ายก็อัพเดทให้ดูกันแบบ Real-Time กันเลยทีเดียว

พิเศษเฉพาะลูกค้าใหม่ที่สมัคร เติมเงิน และใช้จ่ายครั้งแรกผ่าน You Trip ไม่จำกัดสกุลเงิน และไม่มีขั้นต่ำ (ยกเว้นรายการกดเงินสดต่างประเทศ) รับเลยไปเลยฟรีๆ 200 บาท จำกัด 50,000 คนแรกเท่านั้น (1 สิทธิ์ / คน) โดยเงินโบนัสดังกล่าวจะถูกนำเข้าบัญชีภายในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

ข้อดีของการใช้ EWALLET YOUTRIP 

  1. สามารถใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก ด้วยเรทที่ดีกว่า
  2. สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศล่วงหน้าได้ถึง 10 สกุลเงิน ด้วยเรทที่ดีกว่า ได้ทุกที่ตลอดเวลา สกุลเงินต่างประเทศที่สามารถแลกล่วงหน้าได้ THB, JPY, HKD, SGD, AUD, EUR, GBP, CHF, USD และ CAD
  3. มีระบบ Smart Exchange ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายให้คุณ ในกรณีที่คุณไม่ต้องการแลกเงินล่วงหน้า หรือ แลกไว้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย โดยจะแลกเปลี่ยนเงินสกุลบาท เป็นสกุลที่กำลังใช้จ่ายด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานั้น เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายของคุณสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้เงินสกุลบาทของคุณต้องมีเพียงพอต่อการชำระค่าสินค้าหรือบริการเท่านั้น ระบบ Smart Exchange ถึงสามารถดำเนินการได้
  4. มีข้อความแจ้งเตือนสำหรับทุกความเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้คุณวางแผนและตรวจสอบการใช้งานบัตรได้สะดวกสบายมากขึ้น
  5. เปิด/ปิด การใช้งานบัตรง่ายๆ ผ่านแอปด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณใช้งานบัตรได้อย่างปลอดภัย และสบายใจยิ่งกว่าเดิม
  6. ลดความเสี่ยงอันตรายจากการพกพาเงินสด ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ

ผู้ใช้งาน You Trip สามารถใช้จ่ายได้สูงสุดต่อวันถึง 200,000 บาทผ่านร้านค้าทั่วโลกที่รองรับ MasterCard หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้สูงสุด 100,000 บาทต่อวัน

รายการวงเงินสูงสุด
เติมเงินเข้า YouTrip500,000 บาท / วัน
ใช้จ่ายผ่านเครื่องรูดบัตร EDC200,000 บาท / วัน
ใช้จ่ายออนไลน์100,000 บาท / วัน
ถอนเงินสดในต่างประเทศ50,000 บาท / เดือน
โอนเงินออกจาก YouTrip500,000 บาท / วัน

วิธีสมัคร YOUTRIP

  1. ดาวน์โหลดแอป YouTrip ผ่านทาง App Store หรือ Google Play Store หลังจากนั้นกดเข้าแอป เพื่อเริ่มขั้นตอนการสมัคร
  2. ใส่หมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อรับ OTP กรอก OTP ที่ได้รับ เพื่อความสะดวกในการใช้บริการ แนะนำให้ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือเดียวกันกับที่ลงทะเบียนใช้งานแอป K PLUS
  3. กด “สมัครวันนี้ ฟรีค่าใช้จ่าย” เพื่อสมัครบัตร พร้อมใส่หมายเลขบัตรประชาชนเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่าน K PLUS โดยระบบจะทำการสลับไปยังแอป K PLUS โดยอัตโนมัติ (สำหรับใครที่ยังไม่มีแอป K PLUS ต้องดาวน์โหลดและสมัครใช้งานก่อน)
  4. เมื่อเข้าสู่แอป K PLUS ให้ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ในการจัดส่งเอกสาร อีเมลล์ บัญชีธนาคารที่จะใช้กับแอป You Trip และข้อตกลงต่างๆ (หากข้อมูลที่อยู่ไม่ถูกต้องสามารถแก้ไขให้เป็นปัจจุบันได้)
  5. กดยืนยันข้อมูล เมื่อข้อมูลครบถ้วนแล้ว คุณจะได้รับบัตร You Trip ตามที่อยู่จัดส่งเอกสาร ภายใน 5 – 7 วันทำการ

ที่มา Droidsans

Sony XPERIA 1 สมาร์ทโฟนจากค่าย Sony จะวางจำหน่ายแล้ว ปลายสิงหาคมนี้ !!

โ ซนี่ไทย ตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนโซนี่ และลูกค้าที่ให้ความสนใจติดตามสมาร์ทโฟน Xperia มาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ โซนี่ไทย ได้กำหนดวันวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นล่าสุด Xperia 1 อย่างเป็นทางการ ดีเดย์ภายใน ปลายเดือนสิงหาคม 62 ผ่านทางทั้งช่องทาง Sony StoOnline และหน้าร้าน ซึ่งประกอบด้วย โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทั้ง 6 สาขา และร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ โดยบูรพวัฒน์ จำนวน 3 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ก่อนหน้านี้ทางโซนี่ได้เปิดให้ผู้สนใจสั่งจอง Xperia 1 ล่วงหน้า ในวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ในจำนวนจำกัด ซึ่งได้รับความสนใจ และการตอบรับจากลูกค้าอย่างดียิ่ง

พร้อมเทคโนโลยีสุดตื่นตามากมาย เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่มีจอแสดงผล 4K OLED กับอัตราส่วนภาพที่ คมชัดเหมือนโรงภาพยนตร์ด้วยจอแสดงผล 21:9 CinemaWide 6.5” 4K HDR OLED ด้วยความร่วมมือของวิศวกรจากทีมกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ดิจิทัล “CineAlta” ทำให้สามารถแสดงเฉดสีได้ตามที่ผู้กำกับภาพยนตร์ต้องการ

sony-xperia-1

ยังมาพร้อมกับกล้องสามเลนส์ ทำให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพได้อย่างสร้างสรรค์ล้ำจินตนาการยิ่งกว่าเดิม สามารถใช้งานถ่ายภาพได้ในทุกสถานการณ์ และสภาพแสงทุกรูปแบบ ไม่ว่าถ่ายภาพผ่านเลนส์ 16 มม. สำหรับภาพแนวนอนมุมกว้าง เลนส์ 26 มม. ที่ใช้งานได้หลากหลาย และเลนส์ 52 ม. สำหรับซูมออพติคอลได้ถึง 2 เท่า

sony-xperia-1

มีระบบประมวลผลภาพ BIONZ X™ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีจากกล้อง Alpha ของ Sony และ Eye AF ตัวแรกของโลกในสมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีการติดตาม AF/AE สูงสุดถึง 10fps มีระบบลบสัญญาณรบกวนแบบ RAW เพื่อให้ได้ภาพที่สดใสในพื้นที่แสงน้อย และมีระบบโฟกัสที่แม่นยำ

sony-xperia-1

พร้อมโปรเซสเซอร์ที่ทรงพลัง Qualcomm® Snapdragon™ 855 Mobile Platform อันทรงประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นด้วย   ทำให้สามารถรับมือกับแอพพลิเคชั่น และเกมต่าง ๆ ที่ต้องใช้งานโปรเซสเซอร์อย่างหนัก ยังมาพร้อมกับที่ชาร์จแบบเร็ว UCH32 ที่สามารถชาร์จพลังงานได้สูงสุด 50% ในเวลาเพียง 30 นาที

sony-xperia-1
sony-xperia-1
sony-xperia-1

วางจำหน่ายในตลาดเมืองไทย ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมนี้ ในราคา 31,990 บาท โดยตัวเครื่องมีสีให้เลือก 3 สีด้วยกัน คือ สีดำ สีม่วง และสีเทา โดยมีรายละเอียดช่องทางการจัดจำหน่ายดังนี้   

sony-xperia-1

เท่าที่สังเกตหลายๆ มุมของ Xperia1 ที่ถูกรีแบรนด์ตัวเองกลับมาอีกรอบนั้นก็จะเห็นว่าพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อัดสเปคและฟีเจอร์มาได้แน่น และค่อนข้างเป็นก้าวใหญ่ของฝั่งมือถือของโซนี่ ที่เหมือนจะวิ่งตามหลังคู่แข่งอยู่นาน ซึ่งนี่อาจจะเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ 3 ปีของโซนี่ที่ประกาศออกมาเมื่อนกลางปีที่แล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ถ้ายังสามารถพัฒนา ด้วยอัตราเร็วขนาดนี้ได้ต่อเนื่อง ผมว่าความสนใจของ Xperia จะกลับมาได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าการเจาะกลุ่มลูกค้าอาจจะต้องเปลี่ยนไป รวมถึงการโฆษณา และ การทำการตลาดก็น่าจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ด้วย ถึงจะกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดได้ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ให้คนจดจำกัน

ช่องทางการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน XPERIA 1

  • Sony Store Online
  • โชว์รูม Sony Store จำนวน 6 สาขาประกอบด้วย สาขาสยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลพระรามเก้า เดอะมอลล์บางกะปิ และเดอะมอลล์บางแค
  • ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ โดยบูรพวัฒน์ จำนวน 3 สาขา ได้แก่สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน สาขาเซ็นทรัลชลบุรี และสาขาเซ็นทรัลระยอง และที่ร้าน Sony Center โดยบูรพาวัฒน์ (ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน) ตั้งแต่เดือน กันยายนเป็นต้นไป พร้อมโปรแกรมผ่อนชำระ ดอกเบี้ย 0% นาน 10 ดือน ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารที่ร่วมรายการ

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการวางจำหน่าย และข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.sonymobile.com/th/products/phones/xperia-1/

ที่มา Whatphone

Apple TV+ ให้บริการในไทยแล้ว แนะนำหนังน่าดู พร้อมขั้นตอนดูฟรี 1 ปี

Apple TV+ คืออะไร

Apple TV+ คือบริการสตรีมวิดีโอแบบใหม่ที่รวบรวมเรื่องราวออริจินัลจากผู้สร้างที่มีไอเดียบรรเจิดที่สุดในวงการ TV และภาพยนตร์ ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 2 พฤศจิกายนในกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย

วิธีการดู 

หากคุณใช้ iPhone, iPad, AppleTV, Mac หรือ iPod touch จะมีแอพ Apple TV ติดตั้งมากับอุปกรณ์ ลูกค้าสามารถสมัครสมาชิกแล้วดู AppleTV+ ได้บนแอพ Apple TV ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เพียงมองหาข้อความต่อไปนี้ 

  • คุณสามารถลงทะเบียนใช้ฟรีได้ 7 วัน หลังจากนั้นจะมีการเก็บค่าสมัครสมาชิกรายเดือน 99 บาท/เดือน อัตโนมัติ
  • ลูกค้าสามารถแชร์การสมัครสมาชิก กับสมาชิกในครอบครัวได้สูงสุดถึง 6 คนผ่านคุณสมบัติ “การแชร์กันในครอบครัว” 
  • เพียงสมัครสมาชิกครั้งเดียวก็สามารถสตรีมได้พร้อมกันสูงสุดถึง 6 สตรีม
  •  ช่วยให้ลูกค้าสามารถสตรีมรายการออริจินัลใหม่ๆ จาก Apple แบบไม่มีโฆษณาได้ตามต้องการ ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดรายการเป็นตอนๆ หรือภาพยนตร์มาดูแบบออฟไลน์ก็ได้ 
  • แอพ AppleTV ยังมีให้บริการบน Samsung Smart TV, อุปกรณ์สตรีมของ Roku และอุปกรณ์ของ Amazon Fire TV อีกทั้งยังจะมีให้บริการบนแพลตฟอร์มของ LG และ Sony ในอนาคต 
  • ลูกค้ายังสามารถเล่นหรือเชื่อมต่อภาพหน้าจอรายการออริจินัลบน AppleTV+ จากแอพ AppleTV บน iPhone, iPad, iPod touch หรือ Mac ไปยัง smart TV โดยลูกค้า Samsung และ LG Smart TV ที่เปิดใช้งาน Airplay 2 ต้องอัพเดทเป็น iOS 12.3 หรือใหม่กว่าหรือ macOS Catalina ลูกค้าที่มีสมาร์ททีวี Sony ที่เข้าเกณฑ์จะสามารถใช้งานการรองรับ AirPlay 2 ได้ในปลายปีนี้

ใช้บริการ Apple TV+ ฟรี 1 ปี

ลูกค้าที่ซื้อ iPhone, iPad, iPod touch, AppleTV หรือ Mac หลังจากวันที่ 10 กันยายน 2019 จะมีสิทธิ์ทดลองใช้บริการ AppleTV+ ฟรี 1 ปี ลูกค้าสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน

  • เปิด iPhone, iPad, iPod touch, AppleTV 4K หรือ AppleTV HD หรือ Mac แล้วลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID
  • เปิดแอพ AppleTV ในวันที่ 2 พฤศจิกายนหรือหลังจากนั้น แล้วตรวจดูให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์ของคุณใช้ iOS, iPadOS, tvOS หรือ macOS เวอร์ชั่นล่าสุดอยู่ 
  • ข้อเสนอควรปรากฏขึ้นทันทีหลังจากเปิดแอพ ถ้าไม่มี ให้เลื่อนลงภายในแถบ “ดูตอนนี้” จนกว่าข้อเสนอดังกล่าวจะปรากฏขึ้นมา  
  • แตะ “ใช้ฟรี 1 ปี” ป้อนรหัสผ่าน Apple ID, ยืนยันข้อมูลการเรียกเก็บเงิน หรือใส่วิธีการชำระเงินที่ถูกต้องหากระบบขอ เราจะไม่เรียกเก็บเงินคุณในช่วงทดลองใช้ฟรี 1 ปี
  • ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิ์ของคุณได้ที่ apple.com/th/promo/

รายการออริจินัลสร้างใหม่ทั้งหมดที่พร้อมฉายในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

Apple TV+ จะเปิดให้บริการพร้อมรายการออริจินัล ภาพยนตร์ และสารคดี ที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจ  

  • The Morning Show” ทีวีซีรีส์ดราม่าที่แสดงและสร้างโดย Reese Witherspoon และ Jennifer Aniston แสดงนำโดย Steve Carell สำรวจโลกแห่งข่าวภาคเช้า และอีโก้ ความทะเยอทะยาน และการแสวงหาอำนาจในทางมิชอบเบื้องหลังกลุ่มคนที่ปลุกอเมริกาให้ตื่นขึ้นในทุกเช้า ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ผู้ใช้จะสามารถรับชม 3 ตอนแรกผ่านแอพ ApplำTV และจะเปิดให้ชมตอนใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ โดยรวมแล้วทั้งหมด 10 ตอน
  • See” ทีวีซีรีส์ มีนักแสดงนำคือ Jason Momoa และ Alfre Woodard ซีรี่ย์แนวดราม่ามหากาพย์ที่มีฉากหลังเป็นโลกในอีก 600 ปีข้างหน้า  หลังจากที่ไวรัสได้คร่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก และทำให้ประชากรที่รอดชีวิตตาบอด เมื่อมนุษยชาติต้องสูญเสียการมองเห็น มนุษย์จึงต้องปรับตัวเพื่อค้นหาหนทางในการเอาชีวิตรอดต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จะเปิดให้ชมตอนใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ โดยจะมีทั้งหมด 8 ตอน
  • Dickinson” เรื่องราวแนว Coming of Age เรื่องราวตลกร้ายที่สำรวจเรื่องข้อจำกัดของสังคม เพศ และครอบครัว ผ่านมุมมองของกวีสาวหัวรั้น Emily Dickinson ซีซั่น 1 ทั้ง 10 ตอนจะเปิดให้ชมในวันที่ 2 พฤศจิกายน
  • For All Mankind” ซีรีส์ใหม่จาก Ronald D. Moore ลองจินตนาการดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากการแข่งขันพัฒนาทางอวกาศทั่วโลกไม่เคยสิ้นสุดลง และโครงการอวกาศยังคงเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของความหวังและความฝันในอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไปจะเปิดให้ชมตอนใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ โดยจะมีทั้งหมด 10 ตอน

รายการออริจินัลที่เปิดให้ชมในแอพในแต่ละเดือน

 รายการออริจินัลจาก Apple TV+ จะเพิ่มลงในแอพ Apple TV ในแต่ละเดือน รวมถึงรายการต่อไปนี้

  • Servant” ภาพยนตร์ทริลเลอร์เชิงจิตวิทยาจาก M. Night Shyamalan หนังที่จะพาคุณไปติดตามคู่รักชาวฟิลาเดลเฟียที่กำลังไว้ทุกข์น่าเศร้าถึงขนาดที่ว่าไม่สามารถเอ่ยถึงได้ จนเป็นอุปสรรคในชีวิตคู่และกลายเป็นช่องว่างให้พลังปริศนาเข้ามาสู่บ้านของพวกเขา เปิดให้ชมรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน
  • Truth Be Told” ซีรีส์ออกใหม่ น่าติดตาม นำแสดงโดย Octavia Spencer นักแสดงรางวัล Academy Award และ Aaron Paul นักแสดงรางวัล Emmy Award สำรวจกระแสความนิยมพ็อดคาสท์อาชญากรรมจากเรื่องจริงในสหรัฐอเมริกา และกล่าวถึงประเด็นร้อนอย่างเรื่องของความเป็นส่วนตัว สื่อ และชาติพันธุ์ เปิดให้ชมรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 6 ธันวาคม
  • Little America” ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงที่ตีพิมพ์ใน Epic Magazine ชุบชีวิตเรื่องราวต่างๆ ของผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาที่ทั้งตลก โรแมนติก จริงใจ สร้างแรงบันดาลใจ และน่าแปลกใจ
  • The Banker” ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง นำแสดงโดย Anthony Mackie และ Samuel L. Jackson สองผู้ประกอบการชาวแอฟริกันอเมริกันที่พยายามใช้เล่ห์กลในการก้าวข้ามขีดจำกัด ของชาติพันธุ์ในปี 1950 และให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างลับๆ แก่ชุมชนแอฟริกันอเมริกันใน Jim Crow Texas ร่วมแสดงโดย Nia Long และ Nicholas Hoult
  • Hala” ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival และ Toronto International Film Festival ปี 2019 อย่างเป็นทางการ ติดตามนักเรียนมัธยมปลายที่พบอุปสรรคในการหาจุดสมดุลระหว่างชีวิตวัยรุ่นย่านชานเมืองกับการถูกเลี้ยงดูมาแบบมุสลิมที่เคร่งครัดของเธอ

ขอบคุณที่มา Flashfly

Xiaomi Mi Watch กับสเปคคร่าว ๆ ของสมาร์ทวอทช์จากค่าย Xiaomi

หลังจากที่เราได้เห็นทีเซอร์ของ Xiaomi mi watch  ที่จะเปิดตัวพร้อมๆ กับ Mi CC9 Pro ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2019  กันไปแล้วล่าสุด Mr. Lei Jun, CEO ของ  Xiaomi ได้เปิดภาพเรนเดอร์ของ Xiaomi Smartwatch  ออกมาเพิ่มเติม ซึ่งดูแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเลยว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน    และก่อนจะถึงวันเปิดตัวทางค่ายก็เผยข้อมูลเพิ่มเติมออกมาให้เราได้ทราบกันบางส่วนแล้ว

ก่อนหน้านี้ทาง Xiaomi เคยบอกไว้ว่่า Smartwatch ตัวใหม่ ของค่าย จะอัดเต็มไปด้วยฟีเจอร์ สำหรับ Smartwatch โดยตรง ไม่ได้เป็นเพียงข้อมืออัจฉริยะ เหมือน Mi band 4 ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ ในด้านดีไซน์นั้น ดูไปดูมาก็จะคล้าย ๆ Apple Watch เอามาก ๆ เลยทีเดียวครับ เพราะไม่เพียงแค่จะมีหน้าปัด มาเป็นกรอบสี่เหลี่ยมมุมโค้งลง เหมือน ๆ กันแล้ว ตำแหน่งของ เม็ดมะยม และตำแหน่งปุ่ม ก็ยังเหมือนกันมากๆ เลยล่ะครับ

Mi Watch  มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Wear 3100 ที่เก่งมากในเรื่องของการประหยัดพลังงาน สามารถรองรับ คำสั่งพูด , รองรับ 4G รวมถึง รองรับการเชื่อมต่อต่างๆ อาทิเช่น GPS, NFC, Bluetooth และ Wi fi เป็นต้น

นอกจากนี้ยังจะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่, speaker  และ linear motor  รวมถึงสามารถรองรับ eSIM ได้เหมือนกัน Apple Watch อีกด้วย และมาพร้อมฟังก์ชั่นอื่น ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง, offline payment ผ่าน Alipay,รับ-ส่งข้อความ QQ,มีระบบนำทางอัตโนมัติ และมีผู้ช่วยอัจฉริยะ Xiao Ai เป็นต้น

สำหรับซอฟท์แวร์นั้นตอนแรกก็มีการคาดว่าน่าจะใช้ WearOS ของ Google แต่ล่าสุดมีข้อมูลว่า Mi Watch นั้นจะใช้ MIUI for Watch  ซึ่งเป็น MIUI ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้สำหรับสมาร์ทวอซ  และ

จากคลิปด้านล่างจะเห็นได้ว่า Mi Watch มี app store ของตัวเอง มาพร้อมกับ MIUI ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนและมี Dark Mode มาให้ด้วย ส่วนเม็ดมะยมด้านข้างนอกจากทำหน้าที่เป็นปุ่ม เปิด-ปิดด้านข้างแล้วยังใช้หมุนขึ้นลงเพื่อหาแอพฯ ที่ต้องการ

CEO ของ Xiaomi พูดถึงนาฬิกาเรือนนี้ไว้ว่า จะเป็น “สมาร์ทโฟนบนข้อมือของคุณ” เพราะสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Wi-Fi, GPS, NFC ใช้ชิปเซ็ตของ Qualcomm ครบถ้วนทุกอย่างที่คุณคาดหวังจะเห็นบนนาฬิกา

ปัจจุบันนี่ยังเป็นนาฬิกาสมาร์ทวอทช์เรือนแรก ของ Xiaomi ที่เปิดตัวออกมาภายใต้ชื่อแบรนด์ Mi ด้วย มีสีให้เลือก 2 สี คือดำและเงิน ราคายังไม่เปิดเผย แต่ก็คาดว่าจะน่าประทับใจเหมือนเช่นเคย

ผู้จัดการทั่วไปของ Xiaomi Ecological Chain ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Mi Watch สามารถรองรับการทำงานของแอพฯ ต่าง ๆ อาทิเช่น Sogou map, WeChat, Alipay, Himalayan, navigator, vibrato

และอื่นๆ ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นในเวอร์ชั่น lightweight ของแอพฯ Android ปรกติก ทั้งนี้เนื่องจาก Mi Watch มีหน่วยความจำในเครื่องน้อย จึงอาจจะไม่สามารถรองรับ แอพฯ Android แบบปรกติได้นั่นเอง

Mi Watch จะมีให้เลือกสองสี คือสีดำ และสีเงินค่ะ ส่วนเรื่องราคานั้นก็คาดว่าก็น่าจะไม่แรงเกินไป เรามาลองเดาเล่นๆ กันดีมั้ยว่า Smartwatch  รุ่นนี้จะเปิดตัวในราคาที่เท่าไหร่กัน?

ที่มา Droidsans