Jaybird X4 หูฟังออกกำลังกายไร้สาย กันน้ำระดับ IPX7 ดีไซน์สวยงาม

หูฟังออกกำลังกายจาก Jaybird รุ่น X4 เป็นหูฟังไร้สายรุ่นต่อยอดจากรุ่น X3 นั่นเองครับ โดยในรุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่สวมใส่ได้ทั้งสองแบบ แถมกันน้ำในระดับ IPX7 เลยทีเดียว


“มาพร้อมกับแอพ สามารถปรับเสียงได้ตามต้องการ”


การออกแบบและบรรจุภัณฑ์

        รูปลักษณ์ภายนอกของ X4 นั้นถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม Housing นั้นมีความแข็งแรงทนทาน ท่อนำเสียงนั้นเอียงทำมุมเล็กน้อยเพื่อช่วยให้การสวมใส่นั้นง่ายดายยิ่งขึ้นครับ และ ยังสามารถป้องกันเหงื่อไคลได้ดี ตัวสายนั้นมาเป็นสายแบนพร้อม Built-In 3-Button Remote And Microphone สำหรับใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เลยครับผม สามารถสวมใส่ได้ทั้งแบบคล้องใบหู และแบบปกติ โดยตัว Wingtips สามารถปรับมุมได้ครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Jaybird X4
  • จุกซิลโคน (2 ไซส์)
  • จุกโฟม Comply (2 ไซส์)
  • ครีบหูฟัง (3 ไซส์)
  • สายชาร์จ
  • คลิปติดเสื้อ
  • ที่รัดสาย
  • กระเป๋าสำหรับพกพา

การเชื่อมต่อ

Bluetooth• Bluetooth 4.1 ล่าสุด เชื่อมต่อรวดเร็ว
Micro USB• ชาร์จไฟผ่าน Micro USB โดยใช้คลิป

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายพกพาได้สะดวก
  • ใส่เล่นกีฬาทั้ง In-Door Out-Door
  • ออกแบบให้สวมใส่ได้อย่างกระชับ
  • ไมค์และรีโมทแบบ 3 ปุ่มในตัว
  • กันน้ำกันฝุ่น IPX7
  • แบตเตอรี่ใช้งานยาวนาน 8 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

ด้านการเชื่อมต่อนั้นตัว X4 สามารถเชื่อมต่อได้ผ่านทาง Bluetooth ที่มาในเวอร์ชั่น 4.1 ที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพสัญญาณมาได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้การใช้งานนั่นลื่นไหลไม่มีสะดุด ตัวแบตเตอร์รี่นั้นสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง “8 ชั่วโมง” โดยใช้เวลาในการชาร์จไฟเพียง “2 ชั่วโมง” เท่านั้นครับ

ในส่วนของการใช้งานนั้น Jaybird X4 นั้นจะสามารถกันน้ำได้ในระดับ IPX7 จึงสามารถนำไปใช้ออกกำลังกายได้อย่างสบายหายห่วงเลยล่ะครับ

คุณภาพเสียง

  • เสียงเบส – ด้วยย่านต่ำที่ให้เบสที่กระชับให้แรงปะทะที่แน่น ไม่มีอาการเบลอของเบสมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย พร้อมทั้งยังเก็บตัวได้ดีมาก ๆ สำหรับหูฟังแบบ In-Ear Wireless ครับ
  • เสียงร้อง – เสียงกลางนั้นให้น้ำเสียงที่คมชัดสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของจังหวะชิ้นดนตรีออกมาได้อย่างน่าฟังมาก ๆ และ ยังสามารถแยกแยะเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไลน์กีตาร์ที่จัดจ้านฟังสนุกทีเดียวครับ
  • เสียงแหลม – เสียงกลางแหลมของ X4 นั้นให้ขอบเสียงที่มีความสด ปลายเสียงนั้นทิ้งน้ำหนักตัวได้ดีทำให้ไม่เกิดอาการฟุ้งของย่านเสียงสูง และ เหมาะกับการฟังเพลงเวลาออกกำลังกายมาก ๆ ครับ
  • เวทีเสียง – เวทีเสียงขนาดปานกลาง วางตำแหน่งเครื่องดนตรีได้ดี เสียงร้องจะอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย เหมาะสำหรับเพลงที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้น

“เหมาะสำหรับ
คนรักการออกกำลังกาย”

สรุปเกี่ยวกับหูฟัง Jaybird X4

       โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหูฟังสปอร์ตแบบไร้สายที่ให้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบเครื่องรุ่นนึงในช่วงราคานี้เลยครับ นอกจากนี้ยังสามารถฟังเพลงได้อย่างหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Acostic, Pop, Rock ไปจนถึง EDM ก็ทำได้ดีครับ เรียกได้ว่าเป็นหูฟังที่เหมาะสำหรับคนรักการออกกำลังกายมาก ๆ ครับ หากใครที่สนใจนั้นสามารถแวะเข้ามาลองฟังกันก่อนได้ที่ “มั่นคงแก็ดเจ็ท” ทุกสาขาเลยครับผม

แนวเพลงที่เหมาะสม

Pop / Pop-Rock / Rock / Alternative / Hip-Hop / Rap / EDM

ข้อมูลจำเพาะ

มาว่าถึงเรื่องการใช้งานจริง 
ข้อ1-ใส่ไปสักพักมัน Wing Tips มันเบียดกระดูกหูส่วนหน้า ปวดเลย อันนี้แล้วแต่สรีระหูของแต่ละคนนะ
ข้อ2-ไม่ค่อยกระชับเท่าที่ควร ยิ่งเจอเหลือ ลื่นหลุดๆจ้า
ข้อ3-สำคัญมาก พอเข้าเขตสวนลุม หรือ บริเวณมีคนเยอะๆ สัญญาณทุเรศจัดจ้า ติดๆ ตับๆ ตลอดเวลา ยิ่งตอนวิ่งนะ โคตรหงุดหงิดเลย

ขอบคุณที่มา munkonggadget mercular

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

BOSE HOME SPEAKER 300 ลำโพงอัจฉริยะ ขนาดเล็ก ไร้สาย

ลำโพง BOSE HOME SPEAKER 300

ช่วงก่อนหน้านี้ สินค้า BOSE ของทางเราก็ได้มีการขาดช่วงขาดตลาดกันไปพอสมควร แต่ ณ เวลานี้ สินค้าของทาง BOSE ได้กลับมาแล้ว ทั้งหูฟังที่ใครๆรอคอยและลำโพงใครๆก็ถามหา ได้แก่  BOSE SOUNDSPORT , BOSE SOUNDSPORT FREE, BOSE QC35 II , BOSE SOUNDLINK REVOLVE และ BOSE SOUNDLINK REVOLVE+ เป็นต้น

แต่ในวันนี้ผมจะมาแนะนำสินค้าที่เข้ามาใหม่ของทางร้าน นั่นก็คือ BOSE HOME SPEAKER 300
ก่อนหน้านี้หลายๆท่านคงจะได้เห็นลำโพงรุ่นพี่อย่าง BOSE HOME SPEAKER 500 ( รุ่นที่มีหน้าจอ ) สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นเล็กสำหรับใช้งานในบ้าน มาพร้อมกับขนาดที่พอดิบพอดีกับโต๊ะทำงานหรือจะนำไปใช้งานในห้องนอนก็ยังได้นอกจากนี้ยังรองรับระบบ WIFI , BLUETOOTH ,SPOTIFY CONNECT , GOOGLE ASSISTANT , ALEXZA รองรับการใช้งานผ่านคำสั่งเสียงได้อีกด้วย ( แต่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ให้บริการของบริการนั้น ๆ ด้วยครับ ) นอกจากนี้จะมี PRESET ที่สามารถกำหนด PLAYLIST , RADIO CHANNELS ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ส่วนวิธีทำนั้น ต้องมี APP BOSE MUSIC กันก่อนถึงจะสามารถใช้งาน PRESET ดังกล่าวได้นั่นเอง

เราไปดูหน้าลำโพงกันดีกว่ากับ BOSE HOME SPEAKER 300 

เข้ามาตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาลำโพงขนาดเล็กที่เอาใช้งานบนโต๊ะทำงาน ห้องนอน หรือสำหรับคนที่มีพื้นที่ไม่มากนักอย่างคอนโด ก็สามารถนำลำโพงตัวนี้ไปใช้งานได้ ไม่มีผิดหวังแน่นอน เห็นเป็นลำโพงตัวเล็กๆแบบนี้บอกเลยว่า BOSE  ไม่เล็กนะครับ เรื่องของเสียงถือว่าทำออกมาได้ดี สู้กับลำโพงขนาดกลางยังได้เลย ตัวงานวัสดุนั้นถือว่าทำออกมาได้อย่างดูดีทันสมัยด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกะกะแล้ว ก็มาพร้อมกับระบบการใช้งานเชื่อมต่อได้หลากหลาย ทั้ง WIFI , BLUETOOTH , AUX โดยเราไปดูกันดีกว่า ว่าในกล่องเขาให้อะไรมาบ้าง

อุปกรณ์ภายในกล่อง

บรรจุภัณฑ์ มาในรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง ข้างในประกอบด้วย ADAPTER พร้อมหัวแปลงสำหรับประเทศไทยและต่างประเทศ และสุดท้ายคือคู่มือการใช้งานครับ

เรื่องของหน้าตาของผลิตภัณฑ์

มาว่ากันด้วยเรื่องดีไซน์ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ารูปร่างจะคล้ายๆตัว BOSE HOME SPEAKER 500 แต่ไม่มีหน้าจอสำหรับแสดงค่าต่าง ๆ แต่ก็ยังมีไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ ในด้านของขนาดนั้น จะมีขนาด 16*14.2*10.2 cm โดยหนัก 900 กรัม ซึ่งเบามาก ๆ ด้านวัสดุนี่แข็งแรงทนทานไม่ต้องกังวล แต่ก็ยังมีความหรูหราตามสไตล์ Bose เอาไปวางไว้ในห้อง ไม่เกะกะแน่นอน ตกแต่งวางได้สวยงาม

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ปุ่มการใช้งานนั้นก็มีมาให้ครบครัน มาพร้อมทั้งปุ่ม PRESET ได้ถึง 6 ช่องด้วยกัน ปุ่มสำหรับเชื่อมต่อ BLUETOOTH  หรือเป็นปุ่มเชื่อมต่อผ่าน AUX ด้านหลังลำโพงก็จะพบกับช่องเสียบ ADAPTER กับช่อง AUX สำหรับเชื่อมต่อด้วยสาย 3.5 mm


การควบคุมการใช้งาน


ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการใช้งานนั้น เราจะต้องมี APP “ BOSE MUSIC ” ติดเครื่องกันก่อน โดยสามารถโหลดได้ที่ GOOGLE PLAY STORE (Android) หรือ APP STORE (iOS) หลังจากนั้นให้เราทำการเสียบปลั๊กลำโพง BOSE HOME SPAEKER 300 แล้วเรากลับมาที่ตัว APP เราก็ต้องทำการลงทะเบียนเพื่อที่จะใช้งาน ซึ่งสามารถลงทะเบียนผ่าน EMAIL และ FACEBOOK ได้ด้วย หลังจากที่เราได้ทำงานลงทะเบียนเรียบร้อยต่อไปจะเป็นการค้นหาลำโพงที่เราจะเชื่อมต่อ โดยตัวลำโพงลูกค้าเพียงแค่เสียบปลั๊กไว้ ส่วนตัวสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อ WIFI ใน WLAN เดียวกัน และทำตามขั้นตอนของ APP ได้เลย

หลังจากที่เราได้ทำการเพิ่มอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว APP จะถามว่าจะให้ตั้งชื่ออุปกรณ์ว่าอะไร (หลังจากที่เราตั้งชื่อ BLUETOOTH จะเปลี่ยนด้วย) จากนั้น App จะพาท่านเข้าสู่หน้าหลัก โดยจะมีการให้เราเลือกการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มีทั้งการใช้งานกับผู้ให้บริการ MUSIC STREAMING , INTERNET RADIO เราสามารถกดเพิ่มช่องอื่นๆได้ตลอด ที่ผมเลือกใช้งาน จะเป็นของค่าย SPOTIFY , TUNE IN Radio หรือจะใช้งานผ่าน BLUETOOTH และ AUX ก็ทำได้เช่นกันครับ  

นอกจากนี้ตัวลำโพงยังสามารถใช้งานคำสั่งเสียงได้ ผ่าน Assistant ต่าง ๆ (ขึ้นอยู่พื้นที่ที่ให้บริการของแต่ละบริการนั้น ๆนะครับ เช่นในตอนนี้ Alexa ยังไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้นั่นเอง)

แล้ว APP เองยังสามารถตั้งค่าภาษาและยังปรับ EQ เสียงได้ ส่วนวิธีการกำหนด PRESET นั้นก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่เพียงแค่เราเล่นเพลงใน PLAYLIST หลังจากนั้นก็ทำการกดค้างที่หมายเลข 1-6 บนหน้า APP BOSE MUSIC

หน้าหลักลำโพงก็จะจดจำว่าที่เราตั้งค่า PRESET ไว้ ถ้าเราจะต้องการเปลี่ยน PLAYLIST ใหม่ก็ให้ทำการเล่นเพลงอื่นๆแล้วทำการกดค้างทับอันเดิมได้เลย สามารถ PRESET ได้ทั้ง SPOTIFY , TUNE IN และค่ายบริการอื่นๆ แต่ถ้าใครที่ไม่มี WIFI หรือ BLUETOOTH ไว้ใช้งานไม่ต้องกังวลครับ

ยังมีช่อง AUX (3.5) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับระบบไร้สาย ส่วนวิธีที่จะเชื่อมต่อผ่าน BLUETOOTH กดที่สัญลักษณ์ BLUETOOTH ให้ไฟสถานะเป็นสีน้ำเงินจากนั้นก็ค้นหาชื่อ BOSE HOME SPEAKER 300 ที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้เลย

มาพูดถึงเรื่องของเสียง

เสียงเบส – ถ้าพูดถึงเรื่องเบส เป็นเบสที่มีขนาดกำลังดีเมื่อเทียบกับขนาดของตัวลำโพงถือว่าทำออกมาได้ดีเกินตัว เป็นเบสที่มีหัวโน้ตที่ชัด กระชับเก็บตัวได้ดีเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านๆมา ฟังเพลงได้ทั้งช้าและเร็วโดยไม่รู้สึกติดขัด เหมาะที่จะฟังเพลง RELAX เอามากๆหรือจะเป็นเพลงมีจังหวะก็ทำออกมาได้อย่างไม่มีขัดเขิน นอกจากนี้เบสไม่มีอาการบวมเบลอกวนย่านอื่นๆในส่วนเรื่องของ DEEP BASS ยังพอมีให้สัมผัสได้อยู่ ถ้ารู้สึกว่าเบสยังน้อยไปก็ยังเพิ่มเติมผ่าน BOSE MUSIC ได้อีกด้วย

เสียงร้อง – ถ้าพูดถึงเสียงร้อง เป็นเสียงร้องที่มี IMAGE เด่น เป็นเสียงร้องที่มีความอื่มหนาตามฉบับ BOSE สามารถสัมผัสโฟกัสได้อย่างง่ายโดยไม่ต้องเพ่ง เสียงร้องไม่รุกเร้ามากจนรู้สึกรำคาญใจแม้แต่นิด และยังคงให้รายละเอียดเล็กๆน้อยได้เป็นอย่างดี


เสียงแหลม – ถ้าพูดถึงเสียงแหลม เป็นเสียงแหลมที่ฟังสบายๆ ไม่ทำให้รู้สึกบาดหูยังคงเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกทื่อจนเกินไป ทอดตัวได้ดีในระดับหนึ่ง



เวทีเสียง – ถ้าพูดถึงเวทีเสียง เวทีเสียงนั้นกว้างทำให้รู้สึกฟังได้สบายๆ ไม่มีอาการซ้อนกันของเครื่องดนตรี แยกแยะรายละเอียดชิ้นดนตรีได้เป็นอย่างดีไม่มีการมากองกันอยู่ตรงกลางและเมื่อเทียบกับขนาดตัวลำโพงก็ต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้เกินตัวอยู่พอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนกับลำโพงขนาดกลางได้เลยทีเดียว

แล้วลำโพงตัวนี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับใคร ?

ลำโพงตัวนี้มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานในห้องทำงาน ห้องครัว ห้องนอน หรือ แม้กระทั่งห้องนั่งเล่น สามารถพกไปเที่ยวก็ได้ เพราะมีขนาดเล็ก และ เบา นอกจากนี้ยังมี APP BOSE MUSIC ที่สามารถช่วยให้คุณดึงความสามารถมันออกมาใช้ได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นเด็กก็ยังสามารถใช้งานได้ครับ

ทิ้งทายด้วยสรุปภาพรวมของ BOSE HOME SPEAKER 300

ภาพรวมของ BOSE HOME SPAEAK 300 ถึงจะเป็นลำโพงขนาดเล็กแต่กลับให้พลังเสียงที่เกินตัวมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัยควบคู่ไปกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานได้เลยทันทีและด้วยขนาดตัวลำโพงที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ซึงสามารถตกแต่งห้องของท่านได้แน่นอน พูเรื่องเสียงนั้นก็ทำออกมาได้สมเป็น BOSE ฟังสบายๆ ฟังได้เรื่อยๆ เหมาะกับแนวเพลง POP เพลงชิวๆ ฟังสบายตอนทำงานหรือผ่อนคลายก่อนเข้านอนก็ได้เช่นกันครับ

ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ผมก็หวังว่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่กำลังจะหาลำโพงตัวเล็กๆ สำหรับใช้งานภายให้บ้านหรือสำนักงาน ผมบอกได้เลยว่าตัวนี้ไม่ผิดหวัง ตอบโจทย์สำหรับคนหาลำโพงขนากเล็กที่ไม่กินพื้นที่ การจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพนั้นอาจจะต้องมี BOSE MUSIC ด้วยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Munkonggadget

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

ซ่อมจอ iPad เปลี่ยนแบต ซ่อม Apple Pencil ซ่อมได้ที่ไหนบ้าง ราคาเท่าไหร่ ?

อัปเดตราคา ซ่อมจอ iPad และ Apple Pencil จาก Apple โดยในนี้จะประกอบไปด้วย ราคาการเปลี่ยนแบตเตอรี่และราคาการเปลี่ยน iPad แบบยกเครื่อง (Replacement) ที่รวมไปถึงหน้าจอแตกมีทางเดียวคือการเปลี่ยนเครื่อง และอัตราเปลี่ยน Apple Pencil อัปเดตล่าสุด พฤศจิกายน 2562

ราคาซ่อมจอ เปลี่ยนแบต เปลี่ยนเครื่อง iPad และ ซ่อม Apple Pencil อัปเดต พ.ย. 2562 (2019)

iPad และอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil มาพร้อมการรับประกัน 1 ปี หากอุปกรณ์เสียโดยตัวมันเองจะสามารถรับบริการจาก Apple ได้ฟรี แต่หากเครื่องได้รับความเสียหายเช่น หน้าจอแตกจากอุบัติเหตุ, ความเสียหายต่อ iPad จากการซ่อมหรือดัดแปลง ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อม

ซึ่งตั้งแต่ ปลายมีนาคม 2562 เป็นต้นมาประเทศไทยได้มีการเปิดขาย AppleCare+ สำหรับ iPad เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นราคาการซ่อม iPad จะมีอยู่ 2 กรณีด้วยกัน

1. ราคาเปลี่ยนเครื่อง iPad (Replacement)

หาก iPad เสียหายโดยที่อาการเหล่านั้นไม่ครอบคลุมในประกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวเครื่อง, เครื่องมีความชื้น, ปุ่ม Touch ID พัง, เปิดไม่ติด(หลังหมดประกัน 1 ปีแล้ว) ฯลฯ เหล่านี้ Apple จะเสนอให้ทำการเปลี่ยนเครื่องใหม่โดยต้องชำระค่าบริการซึ่งแต่ละรุ่นจะราคาไม่เท่ากัน ซึ่งราคาซ่อมมี 2 กรณีคือ 1. แบบไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน และ 2. แบบที่มี AppleCare+

รุ่นของ iPadค่าธรรมเนียมที่ไม่อยู่ภายใต้การรับประกันค่าธรรมเนียมที่มี AppleCare+
iPad mini และ iPad mini 2 6,600 บาท 1,600 บาท
iPad mini 3 ถึง iPad mini 5 9,800 บาท  1,600 บาท
iPad 2, iPad Air,
iPad รุ่นที่ 5,
iPad รุ่นที่ 6,
iPad รุ่นที่ 7
 8,200 บาท  1,600 บาท
iPad Air 2,
iPad รุ่นที่ 4
9,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว,
iPad Air3
 12,500 บาท  1,600 บาท
iPad Pro (10.5 นิ้ว) 14,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro (11 นิ้ว) 16,400 บาท  1,600 บาท
iPad Pro 12.9 นิ้ว,
iPad Pro 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 2)
 19,800 บาท  1,600 บาท
iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 3) 21,400 บาท  1,600 บาท

หมายเหตุราคา AppleCare+ สำหรับ iPad มีดังนี้

  • iPad mini – 2,500 บาท
  • iPad, iPad Air – 2,500 บาท
  • iPad Pro ทุกรุ่น – 4,500 บาท

เงื่อนไขในการซื้อ AppleCare+ จะต้องไม่เกิน 60 วัน นับจากวันที่ซื้อเครื่อง

2. ราคา ซ่อมจอ iPad

การซ่อมจอ iPad แตก แบ่งเป็น 2 กรณี

  1. ไม่มีประกันคุ้มครอง หากจอของ iPad แตก Apple จะไม่มีนโยบายเปลี่ยนเฉพาะจอให้เหมือนกับ iPhone ดังนั้นทาง Apple จะยื่นข้อเสนอโดยการให้เปลี่ยนเครื่องซึ่งค่าบริการในแต่ละรุ่นในจะอยู่ตารางด้านบน
  2. มี AppleCare+ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 1,600 บาท เพื่อการเปลี่ยนเครื่อง Replacement Unit ให้

3. ราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่ iPad

ถ้าแบตเตอรี่ iPad เก็บประจุได้น้อยกว่า 80% หากมีประกันจะเปลี่ยนได้ฟรี ส่วนถ้าหมดประกันจะต้องชำระเงินค่าแบตเตอรี่ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่นั้นทาง Apple จะเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ (Replacement Unit) แทน โดยจะไม่เปลี่ยนเฉพาะแบตก้อนเดี่ยว ๆ เหมือนกับ iPhone

รุ่นของ iPadอยู่ภายใต้การรับประกันไม่อยู่ภายใต้การรับประกัน
ทุกรุ่นทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์฿ 0฿ 3,400

*หมายเหตุ Apple Store จะเป็นผู้พิจารณาว่า iPad เครื่องที่หมดประกันแล้วแต่ละเครื่องจะเข้าเกณฑ์การเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้หรือไม่ โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบภาพรวมระบบก่อนจึงจะแจ้งให้ทราบได้

4. ราคาซ่อมเปลี่ยน Apple Pencil

หากอุปกรณ์หรือแบตเตอรี่ของ Apple Pencil เกิดปัญหา ถ้าอยู่ในช่วงรับประกัน 1 ปีแรกสามารถได้รับการซ่อมฟรี แต่หากอยู่นอกเงื่อนไขทาง Apple จะเสนอให้เปลี่ยนชิ้นใหม่โดยมีค่าบริการดังด้านล่าง

อุปกรณ์เสริมการให้บริการแบตเตอรี่เสียหรืออุบัติเหตุนอกประกันมี AppleCare+
Apple Pencil฿ 1,100฿ 2,900฿ 1,000
Apple Pencil (รุ่นที่ 2)฿ 1,100฿ 3,700฿ 1,000

ระยะเวลาการซ่อมนานไหม?

  • ถ้าซ่อมที่ Apple Iconsiam ทาง Apple จะพยายามทำให้เสร็จในช่วงที่เรานำเครื่องเข้าไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมจอ, การเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือว่าเปลี่ยนเครื่อง แต่ก็อาจจะมีกรณีที่ซับซ้อนซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7 วัน
  • สำหรับ iPad ที่มีการสลักชื่อด้านหลังอาจจะต้องใช้ระยะเวลาซ่อมสูงกว่าถึง 10 วัน

สถานที่ซ่อมมีที่ไหนบ้าง?

ซ่อมได้ที่ Apple Iconsiam และศูนย์ตัวแทน AASP ทั่วประเทศ

  • นัดคิวเพื่อนำเครื่องเข้าซ่อมกับ Apple Iconsiam เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยในเขต กทม. และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ค้นหาสาขา AASP ที่ใกล้ที่สุด เหมาะกับผู้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด
  • ควรสำรองข้อมูลก่อนนำเครื่องไปซ่อมทุกครั้ง

ที่มา iPhonemod

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

OPPO A5s มือถือสุดคุ้ม แบตอึด ความจำเยอะ แต่ราคาเบา ๆ

สมาร์ทโฟนสุดคุ้มอย่าง OPPO A5s ที่เพิ่งวางขายไปเมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีหน่วยความจำ 3 GB / 32 GB แต่ถ้าคุณคิดว่าแค่นี้ยังน้อยไป ก็มาเจอตัวนี้ซะหน่อย OPPO A5s โหดสุดในรุ่น มาพร้อมกับหน่วยความจำ 4GB / 64GB แต่ราคาเพียงแค่ 4999 บาทเท่านั้น

OPPOA5s เป็นมือถือที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.2 นิ้ว ที่ใช้ Notch แบบหยดน้ำสำหรับวางกล้องเซลฟี่ ทำให้สามารถขยายหน้าจอออกไปได้จนเกือบสุดขอบเครื่อง เพิ่มมุมมองให้กับการใช้งานดูวิดีโอหรือเล่นเกมต่างๆ ได้อย่างเต็มตาสุดๆ

ชิป Helio P35 ใน OPPOA5s ระดับเดียวกับ Snapdragon 625 เล่นเกมได้สบาย ๆ

กล้องหลังคู่ความละเอียด 13MP + 2MP ที่สามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเนียนกว่า

กล้องหน้า 8 MegaPixel มาพร้อมกับระบบ AI Beauty 2.0 สามารถทำให้หน้าดูสวยธรรมชาติ ไม่เวอร์จนเกินไป แถมยังมี AR Stickers ให้เล่นเยอะแยะอีกด้วย

และที่เด็ดก็คือแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 4230 mAh ใช้งานคู่กับหน้าจอความละเอียด HD+ แล้วรับรองได้ว่าใช้งานทั่วไปอยู่ได้เกินวันสบายๆ หรืออาจจะลากไปได้ถึง 2 วันเลยล่ะ

สเปค OPPO A5S

  • หน้าจอ 6.2 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • หน้าจอ LCD
  • CPU : MediaTek Helio P35
  • GPU : PowerVR GE8320
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 64GB รองรับ MicroSD Card 256GB (ช่องแยก)
  • กล้องหลัง : 13MP (f/2.2) + 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 8MP (f/2.0)
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 4.2
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหลัง), accelerometer, proximity, compass, light sensor
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มีวิทยุ FM
  • แบตเตอรี่ 4230 mAh
  • ระบบ Android 8.1
  • ขนาด : 155.9 x 75.4 x 8.2 มม.
  • น้ำหนัก : 170 กรัม
  • สีที่วางจำหน่าย : สีแดง สีน้ำเงิน

OPPO A5s (4GB/64GB) เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป ที่ OPPO Brand Shop หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย ในราคาเพียง 4,999 บาท เท่านั้นจ้า

รุ่นพิเศษสีแดงที่ 7-11 เท่านั้น !!

นับว่าได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีกับสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กอย่าง OPPO A5s ที่มาพร้อมกับสเปคจัดหนัก แบตเตอรี่จัดเต็มถึง 4,230 mAh ด้วยดีไซน์หน้าจอแบบหยดน้ำขนาด 6.2 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ ทำให้มองเห็นได้กว้างเต็มตา พร้อมกล้องหลังคู่ และระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกไวเพียง 0.08 วินาทีเท่านั้น เรียกว่าเป็นสมาร์ทโฟนอีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว 

เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ใช้งานที่ให้การสนับสนุน OPPO และทรูมูฟ เอช จึงจัดโปรโมชั่นสุด Exclusive เมื่อซื้อ OPPOA5s ในราคาพิเศษ เพียง 1,990 บาทเท่านั้น 

(จากราคาปกติ 4,599 บาท) พร้อมซิมรายเดือนแพ็คเกจ 4G+ Extra FUN Unlimited เพียงเดือนละ 499 บาท รับเน็ต 4G เต็มสปีด 9 GB/เดือน นานถึง 12 เดือนพร้อมทั้งสิทธิพิเศษเล่น ROV ฟรี

โดยไม่เสียค่าเน็ตนาน 12 เดือน และดูหนังฟังเพลงผ่านแอพ True ID ฟรี 60 GB พิเศษเฉพาะ 

สีแดง ที่ 7-Eleven เท่านั้น

OPPO A5s

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อ ได้แล้วที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหรือจนกว่าสินค้าจะหมด  

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 1242 

ที่มา Droidsans Whatphone

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

Macbook pro 16 นิ้ว ตัวใหม่จากทาง Apple ชิป Intel Gen 9th ราคาสุดคุ้ม

เมื่อคืนที่ผ่านมา Apple ได้แอบเซอร์ไพรส์ปล่อย Macbook Pro รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาขนาด 16 นิ้ว ชูเป็น Macbook Pro ที่ทรงพลังที่สุดกับชิป Intel Gen 9th ที่มี 8 แกนประมวลผล พร้อมปรับคีย์บอร์ดใหม่ มาใช้แบบ scissor (หลังจากเจอปัญหากับ butterfly มาหลายรุ่น) และนำเอาปุ่ม ESC แบบกดกลับมาให้ตามคำเรียกร้อง หลังจากที่เอาไปไว้บน Touch Bar แล้วโดนบ่นอุบมาสักพักใหญ่ๆ

Macbook pro

Macbook Pro 16 นิ้ว ที่ความละเอียด 3072*1920 (221ppi) หน้าจอแบบ Retina Display ปรับความสว่างสูงสุดได้ที่ 500 nits รองรับสีมาตรฐาน DCI-P3

แป้นพิมพ์ Magic Keyboard ถูกออกแบบใหม่ เว้นช่องว่างระยะห่าง 1 มิลลิเมตรตามหลักสรีระศาสตร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน พิมพ์ได้เงียบแต่ตอบสนองได้ดี เรียกว่าพิมพ์มันแต่ไม่มีเสียง

ส่วนของปุ่ม ESC นั้นถูกจับแยกออกมาจาก Touch Bar เรียบร้อย ส่วน Touch ID สแกนนิ้วจะอยู่ด้านขวาสุด

Macbook Pro 16 ยังเป็นรุ่นแรกที่มีการนำเอาชิปกราฟิคหรือ GPU ของ AMD ที่มีสถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตรมาใช้ด้วย กับ Radeon Pro 5300M และ 5500M ใส่ RAM ของการ์ดมาที่ 4GB และสามารถอัพเป็น 8GB ได้ตอนสั่งซื้อ ด้วย GPU ตัวใหม่สามารถเพิ่มความแรงในการตัดต่อวิดีโอได้มากถึง 80% (ทดสอบด้วย Davinci Resolve) และเล่นเกมแรงขึ้น 60% (ทดสอบกับ Fortenite)

ระบบพัดลมระบายความร้อนดีขึ้น 28% และขนาดของฮีทซิงค์ก็ใหญ่ขึ้นอีก 35% เพื่อรองรับ CPU และ GPU ใหม่

สเปค MACBOOK PRO 16

  • หน้าจอ 16 นิ้ว Retina Display
  • CPU Intel 9th i7 และ i9
  • GPU AMD Radeon Pro M5300 / M5500 เริ่มต้น 4GB (สูงสุด 8GB)
  • RAM 16GB DDR4 (สูงสุด 64GB)
  • SSD 512GB (สูงสุด 8TB)
  • ลำโพง 6 ตัว พร้อม Woofer
  • ไมโครโฟน 3 ตัว
  • ชิปความปลอดภัย Apple T2
  • แบตเตอรี่ 100Wh
  • Thunderbolt 3 x 4 พอร์ต
  • น้ำหนัก 2.0 กิโล

MacBook Pro 16 นิ้ว ราคา และ สเปค

ตอนนี้มีเปิดราคาออกมาแล้วทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน คือ

  • Intel Core i7 (Gen9) 6-core, การ์ดจอ AMD Radeon Pro 5300M, RAM 16GB (DDR4 2666MHz), SSD 512GB ราคา 75,900 บาท
  • Intel Core i9 (Gen9) 8-core, การ์ดจอ AMD Radeon Pro 5500M, RAM 16GB (DDR4 2666MHz), SSD 1TB ราคา 89,900 บาท

ตอนนี้ Macbook Pro 16 ยังไม่เปิดให้สั่งซื้อหรือปรับสเปคในไทยนะครับ แต่มีข้อมูลและราคาออกมาให้ดูกันได้แล้วที่ Apple Store

ที่มา Droidsans Techoffside

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

Disney+ สตรีมมิ่งน้องใหม่ไฟแรง ท้าชน Netflix

สำหรับคนชอบดูหนังและซีรี่ย์ ทางสตรีมมิ่งต่าง ๆ นี่ก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดสงครามกันเบา ๆ เมื่อ Disney+ เปิดตัวลงมาต่อสู้กับ Netflix แค่ชื่อ ดิสนี่ย์ ก็ไม่ต้องบอกแล้วล่ะว่าเขาคือใคร แถมตอนนี้ดิสนี่ย์ก็ไม่ได้มแค่มิกกี้เมาส์กับเจ้าหญิงธรรมดาๆแล้ว แต่ยังมีเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ว่าจะเป็น Marvel, Star Wars ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังจะมี Pixar เข้าร่วมอีก

วิธีสมัคร

น่าจะเป็นคำถามที่ใครหลายๆ คนถามเข้ามาว่าอยากจะสมัครเข้ามาชมหนังและซีรี่ส์ต่างๆ ในดิสนีย์พลัสนั้น ต้องทำยังไงบ้าง สำหรับในตอนนี้ยังสมัครไม่ได้นะครับ เพราะยังไม่มีการเปิดให้บริการในประเทศไทย ดูจากภาพแรกได้ว่ามันจะขึ้น error ว่าตอนนี้ยังไม่รองรับภูมิภาคแถบบ้านเรา

เพราะฉะนั้นในการทดสอบครั้งนี้ผมจึงได้ลอง VPN ไป เพื่อดูว่าจะสามารถสมัครใช้งานได้หรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าทำได้ โดยมีค่าบริการเดือนละ 6.99 เหรียญ และปีละ 69.99 เหรียญซึ่งถือว่าถูกกว่า Netflix พอสมควร โดยราคานี้นั้นสามารถรับชมความละเอียด UHD ได้เลย ผมเลยทดลองกดสมัครรายเดือน ที่ได้สิทธิ์ดูฟรี 7 วันไปก่อน

ค่าบริการของ DISNEY+

ในตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าในประเทศไทยนั้นมี่ค่าบริการเท่าไหร่ แต่เหมือนมีข้อมูลจากในกลุ่มต่างๆ ทดลองเข้าไปใช่งานแล้วระบบมันแปลงเป็นราคาไทยออกมาที่เดือนละ 219 บาท และปีละ 2200 บาท ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นราคาทางการของไทยเลยหรือเปล่า

สมัครแล้วดูได้กี่คน

ตามรายละเอียดของหน้าเวบไซต์นั้นระบุว่าสามารถเพิ่มสมาชิกได้อีก 7 คน พอมาบวกกับเจ้าของ ID อีกหนึ่งก็เท่ากับว่าสามารถมีสมาชิกได้ถึง 8 คน หรือตั้งราคาหาร 8 กันได้เลย

หน้าตาแอป DISNEY+

สำหรับ UI และการใช้งานนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพาะเข้ามาหน้าโฮมก็จะแอบรู้สึกว่าตอนนี้เปิด Netflix อยู่หรือเปล่า เพราะมีความคล้ายกันแบบสุดๆ แต่ของดิสนีย์พลัสจะมีสตูดิโอค่ายต่างๆ ให้เลือกกดแยกไปรายชื่อหนังหรือซีรี่ส์ได้เลย โดยจะมีทั้งหมด 5 ค่าย

  • Disney
  • Pixar
  • Marvel
  • Starwars
  • National Geography

พอกดเข้าไปดูในแต่ละค่ายก็จะมีหน้าโฮมของใครของมัน พร้อมรายละเอียดว่ามีหนังอะไรเรื่องไหนอยู่บ้าง

ในหน้า search หรือค้นหาข้อมูลนั้นจะมีการทำพวก collection พิเศษ รวมเอาหนังตามธีมเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น Princess รวมหนังเจ้าหญิงดิสนีย์ หรือพลังด้านมืด Darth Vader อะไรแบบนั้น

หรือจะเป็นคอลเลคชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ ย้อนไปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในปี 1920 ตั้งแต่มิกกี้เมาส์ยังขับเรือ ต่อด้วยโดนัลด์ ดั๊กส์ และชิปกับเดลในยุค 1950 ก่อนจะมาขายของในคลองบางกอกเมื่อตอนต้นปีนี้เอง

ส่วนของการรับชมนั้นก็มี่ตั้งแต่การดูผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่นมือถือ แท็บเล็ต หรือจะแคสต์ขึ้นไปดูบนทีวีก็ได้ ตัวหนังมีรายละเอียดบอกหมดว่ามีความละเอียดระดับไหน UHD, HD และมีการแสดงผลแบบ HDR10 (เท่าที่ลองกดๆ ดู Star Wars บางภาคถูกจับมา Re-Master เป็น UHD และรองรับ HDR ด้วย) บางเรื่องเปิดให้สามารถโหลดเก็บมาดูบนอุปกรณ์ได้

การตั้งค่าทั่วไป

ระบบโปรไฟล์ของดิสนีย์พลัสนั้นคล้ายกับ Netflix อีกแล้ว สามารถเลือกหน้า avatar ต่างๆ ได้มากมาย สามารถกำหนดคุณภาพของไฟล์ที่ดาวน์โหลดได้ และเลือกไดว่าจะโหลดไปเก็บไว้ที่ไหน

มีหนังอะไรให้ดูบ้าง

ในตอนนี้จำนวนหนังยังถือว่าไม่เยอะมากเท่าไหร่ เพราะมีจากแค่ไม่กี่สตูดิโอเท่านั้น ที่เยอะสุดๆ ก็น่าจะเป็นพวกรายการของดิสนีย์ล้วนๆ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าในบ้านเรามีฐานแฟนคลับมากน้อยแค่ไหน

รวมถึงพวกการ์ตูนเก่าๆ คลาสสิคของมิกกี้เมาส์และผองเพื่อนก็มีมาเพียบเลยทีเดียว เช่นเดียวกับฝั่งของ Marvel มีการ์ตูน Spiderman สมัยลายเส้นโบราณๆ มากับเค้าด้วย ส่วนหนังชุด Avenger และภาคแยกต่างๆ นั้นก็ยังมีไม่ครบ บางเรื่องยังติดสัญญากับ Netflix อยู่ เลยยังเอามาลงช่องตัวเองไม่ได้

ORIGINAL SERIES จุดขายของ DISNEY+

จุดแข็งและจุดขายจริงๆ นั้นน่าจะเป็นการที่ทางดิสนีย์ประกาศจะสร้างซีรีส์ต่างๆ ของหนังในเครือออกมาให้เพียบ โดยเริ่มจาก Madalorian ที่เป็น side story ของ Star Wars โดยตอนนี้มีให้ดูแล้ว 1 ตอน . . . (เห็นว่าตอนใหม่ๆ จะมาทุกวันศุกร์)

ส่วนซีรี่ส์ของฝั่ง Marvel นั้นฮือฮามาก เพราะจะมีทั้งเรื่องราวของ Loki หรือคู่หูคู่ใหม่ Winter Soldier กับ Falcon และล่าสุดเห็นออกมาแถลงว่าหลังจากนี้ซีรี่ส์ของ Marvel ก้บหนังจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่สมัครดิสนีย์พลัส ก็อาจจะพลาดอะไรเด็ดๆ ไปนั่นเอง

เปิดให้บริการในไทยเมื่อไหร่

อันนี้ทางเราเองก็ยังไม่มีข้อมูลเหมือนกันครับ ถ้ารู้แล้วจะรีบมาบอกด่วนๆ แน่นอน

สรุปผลการใช้งานเบื้องต้น

เนื่องจากตอนนี้บริการของดิสนีย์พลัสยังไม่เปิดในไทย เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องรีบไปสมัครกันก็ได้ นอกจากจะต้องต่อผ่าน VPN โหลดกันช้ามากมายแล้ว เรื่องของการรองรับภาษาไทยเองก็ยังไม่มีนะ พวกซับไตเติ้ลยังไม่มา แต่โดยรวมแล้วถือว่ามีความน่าสนใจกว่า Apple TV+ พอสมควร เพราะอย่างน้อยก็มีหนังให้ดูกันเพียบหลังจากจ่ายค่าสมาชิกแล้ว ไม่ใช่ต้องไปจ่ายเงินซื้อทีหลัง งานนี้คงต้องวัดกันไปยาวๆ ว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป้นคู่แข่งของ Netflix ตัวจริง

ขอบคุณที่มา Droidsans

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

ONEPLUS 7T PRO เทียบ ONEPLUS 7T ตัวไหนน่าจัด

ก่อนหน้านี้ผมเองได้เขียนบทความเปรียบเทียบ OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro ไปว่าราคาต่างกันเกือบหมื่น จะเลือกซื้อรุ่นไหนดี ซึ่งตอนนั้นคือการเปรียบเทียบสเปคกระดาษ ยังไม่ได้ใช้งานจริง แต่ในบทความนี้ ผมได้ลองใช้มือถือตัวแรงสองรุ่นนี้มาราวๆ เกือบสองสัปดาห์แล้วครับ จะมาเล่าให้การใช้งานทั่วไปเป็นยังไง 7T ยังคุ้มค่ากับราคากว่าหรือไม่หรือตัดใจไปสอยรุ่น 7T Pro เลยจะครบกว่า

แกะกล่อง ONEPLUS 7T

ก่อนจะรีวิว เรามาแกะกล่องเช็คของกันก่อนเลยดีกว่า ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ใส่ของแถมมาให้ในกล่องแบบเดียวกันเป๊ะๆ เลย ทั้งตัวเครื่องโทรศัพท์ (อันนี้ต่างกันนะ ฮ่าๆ), หม้อแปลงที่รองรับการชาร์จไว 30 วัตต์ แถมมาให้ไม่ต้องซื้อแยก, สาย USB Type-C และสุดท้ายคือเคสใส โดยทั้งสองรุ่นไม่แถมหูฟังมาให้เหมือนเคยตามแบบฉบับ OnePlus อีกทั้งยังไม่แถมตัวแปลง Type C to 3.5 มม. อีกด้วย ต้องซื้อแยกเพิ่มเอานะแบบนี้

ดีไซน์ตัวเครื่อง

มาเริ่มกันที่รุ่นเล็ก OnePlus 7T กันก่อนเลยดีกว่า เครื่องที่ผมได้มารีวิวรอบนี้เป็นสีเทา Frosted Silver ขณะที่ OnePlus 7TPro ได้มาเป็นสีฟ้า Haze Blue โดยทั้งสัมผัสของทั้งสองรุ่นจะเป็นแบบ matted glass กระจกด้าน อาจจะติดรอยนิ้วมืออยู่บ้าง แต่เช็ดออกง่าย การจับถือบอกเลยว่าให้ความรู้สึกพรีเมียมทั้งคู่เลย งานประกอบก็ทำออกมาได้ดีตามชื่อยี่ห้อ OnePlus แต่ข้อสังเกตคือตัว Pro มีน้กหนักมากกว่าพอสมควร

หน้าจอ Fluid Display แบบ AMOLED ค่ารีเฟรชเรท 90Hz นั้นช่วยเพิ่มความรู้สึกในการใช้งานทั้งการตอบสนองต่างๆ เห็นได้ชัดขึ้น ส่วนตัวผมว่ามันลื่นไหลมาก เนียนตาสุดๆ ขนาดหน้าจอของ OnePlus 7T จะเล็กกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ มีติ่งหยดน้ำเล็กๆ ขณะที่ OnePlus 7TPro มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดก็สูงกว่าด้วยเช่นกันที่ Quad HD+ หรือ 2K นั่นเอง รุ่นนี้ไม่มีขอบจอหรือติ่งเลยนะ เพราะเลือกใช้หน้าจอแบบโค้ง และกล้องหน้าป๊อปอัพ

ด้านซ้ายมือของทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro จะเจอกับปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียง โดยตำแหน่งการจัดวาง รุ่น Pro จะอยู่สูงกว่าเพียงเล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่ามันอยู่ค่อนข้างสูงเกินไป ต้องเอื้อมมือเวลาจะกดแต่ละที ขนาดผมเป็นคนนิ้วยาวแล้วด้วยนะ

สำหรับด้านขวาก็จะพบกับปุ่มพาวเวอร์และ Alert Slider ที่เป็นมือถือหนึ่งเดียวจาก Android เท่านั้นที่มีปุ่มนี้ เอาไว้ปรับว่าโทรศัพท์จะอยู่ในโหมดไหน สั่น, ไม่สั่นไม่เสียง หรือว่ามีเสียงปกติ รอบนี้การจัดวางตำแหน่งอยู่ที่เดียวกันเป๊ะๆ

มาดูกันที่ด้านล่างของตัวเครื่องกันบ้าง ทั้งคู่จะมาพร้อมกับถาดใส่ซิม, ไมค์ (รุ่น Pro มีสองตัว), พอร์ต USB-Type C และลำโพงครับ รอบนี้ใส่มาให้เป็นแบบสเตอริโอคู่เช่นเคย อีกตัวจะอยู่บริเวณด้านบนของหน้าจอ เสียงถือว่าโอเคเลยนะ ดังใช้ได้ น่าเสียดายที่นับตั้งแต่ตัดไปในรุ่น OnePlus 6T เจ้ารูหูฟังก็ไม่เคยปรากฎตัวในมือถือ OnePlus อีกเลย

มาสำรวจถาดซิมกันบ้าง ทั้งคู่จะมียางขนาดเล็กๆ มัดไว้อยู่นะ ยางตรงนี้มีประโยชน์ต้องที่สามารถกันน้ำเข้าเครื่องได้ดีในระดับหนึ่งเลย สามารถพบเห็นยางแบบนี้ได้ในมือถือที่มีมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นอะไรแบบนี้ แต่บอกก่อนเลยว่าทั้งสองรุ่นนี้ไม่มีมาตรฐานกันน้ำนะ ทว่าหากโดนฝนนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะส่วนตัวผมเองก็พาไปตากฝนอยู่เป็นประจำ ยังใช้งานได้ปกติดี มีแต่คนนี่แหละที่ไม่สบาย T T

บริเวณด้านบนตัวเครื่องของ OnePlus 7T จะมีลักษณะโล่งๆ มีเพียงแค่ไมค์ 1 ตัวสำหรับตัดเสียงรบกวนภายนอกเท่านั้น ขณะที่ OnePlus 7TPro นั้นก็มาในลักษณะเดียวกัน ไมค์ 1 ตัว แต่จะมีกล้องหน้าแบบป๊อปอัพที่ซ่อนไว้ในเครื่องเพิ่มมาด้วย เบื้องต้น ลองแกล้งทำตกดูแล้ว กล้องหน้ามันหดเองอัตโนมัติให้ สบายใจไปได้ไม่ต้องกลัวจะพัง แต่ถ้าให้ดีคือพยายามอย่าทำตก จะดีที่สุด

UI และการใช้งาน

OxygenOS ผมกล้ารับประกันได้เลยว่าลื่นสุดๆ แทบจะเป็นหนึ่งใน UI ที่ใกล้เคียงกับ Stock Android สุดๆ แถมการใช้งานก็ง่าย ไม่มีอะไรยากซับซ้อนเลย แต่ใช่ว่าจะอวยอย่างเดียว ไม่มีข้อเสีย เพราะ Launcher ของทาง OnePlus เขาไม่อนุญาตให้เราปรับเลื่อนไอคอนแอปได้ ทุกอย่างต้องเรียงตามตัวอักษรทั้งหมด ตรงนี้กวนใจผมมากๆ  แต่ทางแก้ก็คือย้ายแอปพวกนั้นไปอยู่หน้า Home แทน หรือไม่ก็ดาวน์โหลด Launcher ใหม่ใน Play Store เอาซะเลย มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์

เรื่อง Multi-Task ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ที่มาพร้อมกับ RAM 8GB ด้วยกันทั้งคู่ บอกเลยว่าเหลือๆ เปิดแอปทิ้งไว้เบื้องหลัง 10 – 20 แอป การใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิมกับตอนเปิดเครื่องแรกๆ ไม่มีอาการค้าง ทุกอย่างยังคงลื่นหัวแตกแบบเดิม

ด้วยความที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดเกิน 6 นิ้วด้วยกันทั้งคู่ ทำให้หลายคนอาจจะถือโอกาสใช้งานสองจอซะเลย เพื่อจะได้ใช้พื้นที่จอให้คุ้มๆ สองรุ่นนี้ก็ทำได้นะ เพียงเปิด recent apps > ปุ่ม 3 จุด > Split Screen > จากนั้นก็เลือกแอปได้ตามใจชอบเลย

เรื่องการเชื่อมต่อ Wi-Fi อันนี้ก็ยืนหนึ่งเลย จับสัญญาณดีมากๆ แถมรองรับทั้งย่านความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro รองรับ Widevine อยู่ในระดับ L1 ด้วยกันทั้งคู่ สามารถดู Netflix ได้แบบ HD และยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR ด้วย

ฟีเจอร์สามัญประจำเครื่องโทรศัพท์อย่างฟีเจอร์ตัดแสงสีฟ้าซึ่งทาง OnePlus ตั้งชื่อว่า Night Mode ก็มีมากับเขาเหมือนกัน สามารถตั้งเวลาเปิดปิดได้ด้วยนะ สำหรับใครที่ชอบเล่นมือถือในที่แสงน้อยๆ แนะนำเลยว่าเปิดเถอะ เพราะมันสบายตาและช่วยถนอมสายตากว่าโหมดปกติมากๆ แต่ถ้ายังไม่พอ ยังมี Reading Mode มาให้เลือกอีก ลดแสงสีฟ้าลง สบายตาขึ้นแต่จะอมเหลืองนิดๆ และมีให้เลือก 2 แบบคือ Chromatic Effect (สีจางๆ) และ Mono Effect (สีขาวดำ)

Dark Mode ก็ใส่มาไว้ให้ใน OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro เหมือนกัน พอเปิดใช้งานแล้ว แอป 3rd parties ต่างๆ อย่าง LINE, IG หรือ Reddit อะไรนี่ก็ปรับตามนะ จะมีแต่ Facebook นี่แหละที่ยังขาวสว่างอยู่ ซึ่งอาจจะต้องรอให้แอปนั้นๆ เปิดรองรับแบบ offiicial

GPS และการนำทาง

การใช้งาน GPS บนแอป Google Maps ก็ทำผลงานออกมาได้ดีตามสเปคระดับเรือธงครับ เซนเซอร์อะไรต่างๆ ที่จำเป็นกับการใช้งานแผนที่ถือว่าใส่มาให้ครบในทั้งสองรุ่น

การสแกนลายนิ้วมือ

OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro มาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Optical ซึ่งการใช้งานจริงถือว่าเร็วเอาเรื่องอยู่ แตะปุ๊ป ปลดล็อคหน้าจอปั๊ป แต่ก็ต้องกดค้างไปที่เซนเซอร์สักประมาณ 0.5 วินาทีนะ (เวลาที่ระบบมันสแกนก็จะเร็วกว่านั้นมาก)

นอกจากเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ยังมีฟีเจอร์ Face Unlock ใส่ให้มาอีกด้วย ตรงนี้จากที่ลองใช้มา ผมว่ามันไวกว่าเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนิดนึง ยกมือถือขึ้นมาหน้าก็สแกนติดแล้ว (แต่รุ่น Pro จะทำงานช้ากว่าเล็กน้อย เบื้องต้นน่าจะมาจากกล้องต้องคอยขึ้นๆ ลงๆ) แต่เรื่องความปลอดภัยยังไงก็สู้สแกนนิ้วไม่ได้นะ

กล้องถ่ายภาพ

มาครั้งนี้ OnePlus 7T ถือว่ามีสเปคกล้องที่อัพเกรดขึ้นจาก OnePlus 7 อยู่มากพอสมควร ใส่กล้องมาให้ 3 ตัวแบบ OnePlus7T Pro แล้ว เซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.6 มีระบบกันสั่น OIS, กล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2 มุมกว้าง 117 องศา และสุดท้ายเป็นกล้อง Telephoto ตรงนี้แหละที่สเปคต่างกัน โดยใน 7T จะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูม Optical ได้ 2x แต่ 7T Pro จะเป็นตัว 8 ล้านพิกเซล ซูม Optical ได้ 3x สเปคในเรื่องของรูรับแสงจะมีค่าเท่ากันที่ f/2.4 มีระบบกันสั่นแบบ OIS ด้วยกันทั้งคู่ มี NightScape 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืน และ Macro Mode ที่ถ่ายได้ใกล้สุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร

สำหรับสเปคของกล้องหน้า ทั้งคู่มาพร้อมกับเซนเซอร์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีโหมด Beauty ช่วยเกลี่ยริ้วรอยให้ใบหน้าใสกิ๊ง

รูป (ซ้าย OnePlus 7T vs OnePlus 7T Pro ขวา)

เลนส์ Ultra Wide (ซ้าย OnePlus 7T vs OnePlus 7T Pro ขวา)

ตัวอย่างรูป Night Mode (ซ้าย OnePlus 7T ปิด-เปิด vs OnePlus 7T Pro ขวา ปิด-เปิด)

รูป Macro Mode

ประสิทธิภาพการเล่นเกม

ชิปเซ็ตตัวแรงอย่าง Snapdragon 855+ แทบไม่ต้องบรรยายอะไรมากเลย การใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกมบอกเลยว่าเหลือสุดๆ เรียกได้ว่าสองรุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปจากฝั่ง Android เลย หากใครยังไม่เชื่อ ก็ไปดูคะแนน AnTuTu Benchmark กันได้เลย OnePlus 7T ได้คะแนน 475,550 คะแนน และ OnePlus 7TPro อยู่ที่ 477,586 คะแนน เรียกได้ว่าคะแนนห่างกันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ใช้งานจริงแทบจะไม่แตกต่าง เครื่องนี้แรงยังไง อีกเครื่องก็แรงแบบนั้น

ส่วนเรื่องความไวในการเขียนอ่านไฟล์ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะเลือกใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ได้คะแนนการเขียนไป 1,447.76 MB ต่อวินาที และ 1,389.66 MB ต่อวินาที ขณะที่การอ่านได้ที่ 397.35 MB ต่อวินาที และ 219.12 MB ต่อวินาที ตามลำดับ ซึ่งจุดนี้เป็นอีกความแตกต่างเพราะ OnePlus 7TPro นั้นใช้ UFS 3.0 แบบ 2 Lane

ชิปเซ็ตตัวท็อปขนาดนี้ เข้าเล่นเกมยอดฮิตอย่าง RoV ทั้ง OnePlus 7T และ OnePlus 7TPro ก็ปรับได้สุดทุกอย่างเลย

พอเอาไปเล่นจริง ก็เฟรมเรทนิ่งมากๆ 59 – 60 fps ไม่มีตก

PUBG ก็ปรับกราฟฟิคได้สูงสุดตามท้องเรื่องจ้า

เข้าไปปรับเพิ่มเติมข้างใน ก็ปรับได้สุดทุกอย่าง เฟรมเรตที่โหดสุดๆ คือ Extreme

มาถีงเกมน้องใหม่ที่ส่วนตัวผมติดงอมแงมมากๆ อย่าง Call of Duty ก็ปรับกราฟฟิคทุกอย่างได้สูงสุดเช่นเดียวกัน

สรุปก็คือเรื่องเกมทั้ง OnePlus7T และ OnePlus7T Pro บอกเลยว่าแทบจะยื่นหนึ่งเลย ปรับทุกอย่างได้สุดหมด เข้าไปเล่นก็ไม่เจอปัญหากระตุกหรือว่าค้างอะไร เฟรมเรทลื่นๆ ไม่มีตก แต่จะมีติหน่อยก็ตัว OnePlus7T ที่พอเล่นติดต่อกันไปสักพัก เครื่องจะเริ่มอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย ทั้งนี้น่าจะมาจากที่รุ่นนี้ไม่ได้ใส่ Heat Pipe เข้ามาช่วยระบายความร้อนนั่นเอง

แบตเตอรี่และการชาร์จ

เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างทั้งสองรุ่น โดย OnePlus 7T มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3,800 มิลลิแอมป์ และ OnePlus7T Pro ใส่แบตมาให้เยอะกว่าเล็กน้อยที่ 4,085 มิลลิแอมป์ ทั้งคู่รองรับการชาร์จไว Warp Charge 30T ซึ่ง OnePlus เคลมว่าชาร์จไวกว่าระบบเดิม 23% ชาร์จทิ้งไว้ 15 – 20 นาที ก็ได้แบตมาใช้เกือบๆ 50% แล้ว

เริ่มกันที่ OnePlus 7T กันก่อนดีกว่า ผมลองเอามาใช้งาน เล่นเกมแบบจัดหนักจัดเต็มเลย (บอกแล้วว่าติด Call of Duty จริง) พบว่าได้ Screen On Time ไปประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที พร้อมกับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เพียงแค่ 9% เท่านั้น

มาถึง OnePlus7T Pro กันบ้าง ที่ให้แบตเตอรี่มามากกว่าตัวธรรมดาอยู่ 285 มิลลิแอมป์ พบว่าได้ Screen On Time ที่ 4 ชั่วโมง 37 นาที น้อยกว่ารุ่นธรรมดาเล็กน้อย แบตเหลือ 9% เท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นคาดว่าที่ได้ SoT น้อยกว่า น่าจะมาจากหน้าจอความละเอียด Quad HD+ นั่นเอง

จะเห็นว่าทั้งคู่ แม้จะเป็นมือถือที่แรง การใช้งานลื่นไหล เล่นเกมได้แบบจัดเต็มจัดหนัก แต่เรื่องแบตเตอรี่ดูเหมือนว่ายังเป็นจุดด้อยอยู่ สำหรับใครที่ต้องการจะประหยัดแบตให้ใช้ได้นานๆ ผมแนะนำให้ปรับความละเอียดลงเหลือแค่ Full HD นะครับสำหรับ OnePlus7T Pro (ถ้าอยากเพิ่มอายุการใช้งานไปอีก ก็ลองปรับลดรีเฟรชเหลือ 60Hz)

สรุปเลือก ONEPLUS 7T หรือ ONEPLUS 7T PRO

ในแง่ประสิทธิภาพ ผมว่าทั้ง OnePlus7T และ OnePlus7T Pro ทำออกมาได้ดีเท่าๆ กัน แทบไม่มีความแตกต่างอะไรเลย จะต่างกันก็เรื่องอุณหภูมิของเครื่องเวลาใช้งานหรือเล่นเกมติดต่อกันนานๆ ที่ OnePlus7T จะอุ่นๆ ขึ้นมานิดหน่อย สำหรับความแตกต่างในส่วนอื่นๆ ก็จะมี

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของ ONEPLUS 7T และ ONEPLUS 7T PRO 

OnePlus 7T OnePlus 7T Pro
หน้าจอมีติ่งหยดน้ำไม่มีติ่ง
ไม่โค้งโค้ง
ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด Quad HD+
ความจุ128GB (UFS 3.0) เพิ่มเมมไม่ได้256GB (UFS 3.0 2-Lane) เพิ่มเมมไม่ได้
กล้องหลัง3 ตัว 48MP + 16MP + 12MP Optical Zoom 2x3 ตัว 48MP + 16MP + 8MP Optical Zoom 3x
แบตเตอรี่3,800 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T4,085 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T
ระบบระบายความร้อนมีเทอร์มอลเจลมีเทอร์มอลเจล + ฮีทไปป์ + เวเปอร์
ราคา17,900 บาท26,990 บาท

โดยรวมถ้าซื้อมาใช้งานทั่วไป ยังไง OnePlus7T ก็มีภาษีดีกว่า ด้วยราคาเปิดตัวมา 17,990 บาท แถมสเปคอะไรต่างๆ ก็ได้มาครบเครื่องเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง แต่สำหรับสายเกมมิ่งที่เล่นเกมทั้งวัน อันนี้ผมมองว่าตัว OnePlus 7TPro เหมาะกว่า เพราะมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วย เล่นนานแค่ไหน เครื่องก็ไม่ร้อนมาก บวกกับดีไซน์เครื่องที่ทั้ง OnePlus ออกแบบให้ทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีก เอาเป็นว่าถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ก็จัดตัวที่มองว่าดีไซน์โอเคเลยครับ

ขอบคุณที่มาและรูปภาพ Droidsans

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

Huawei Y9s หน้าจอไร้ติ่ง กล้องหลัง 3 ตัว 48MP แบตอึดเล่นได้ทั้งวัน !!

อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแบบเงียบๆสำหรับเจ้า Huawei Y9s สมาร์ทโฟนจากทาง Huawei รอบนี้มาแบบหน้าจอไร้ติ่ง เพราะใส่มาเป็นกล้องหน้าแบบป็อปอัพ พร้อม กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดอยู่ที่ 48 MP เท่าเดิม แบตเตอรี่ 4000 mAh ใช้กันยาวๆ เต็มวัน คาดเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้ เพราะตอนนี้ได้ผ่านการรับรองจาก กสทช. แล้ววว

Huawei Y9s มาพร้อมกับหน้าจอ Ultra FullView ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 91% อย่างที่บอกไปข้างต้น เนื่องจากเลือกใช้กล้องหน้าแบบป๊อปอัพ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไม่มีติ่ง ผู้ใช้งานสามารถเลือกรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้แบบจัดเต็ม ให้สีสันสวยสดงดงาม ไม่ต้องมีอะไรมาคอยบังตาให้กวนใจเลยล่ะ

จากเดิมใน Huawei Y9 Prime 2019 เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ที่บริเวณฝาหลังของตัวเครื่อง มารอบนี้ Huawei Y9s เลือกใส่เซนเซอร์ดังกล่าวนี้ไว้ตรงบริเวณข้างๆ เครื่องแทน ใช้เวลาปลดล็อคไวมากๆ เพียงแค่ 0.3 วินาทีเท่านั้น โดยปุ่มเซนเซอร์ตัวนี้นอกจากจะทำหน้าที่สแกนลายนิ้วมือแล้ว ยังสามารถใช้เป็นปุ่ม Power และเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ได้ด้วย

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เก็บดีเทลของรูปภาพได้แบบใสกิ๊ง กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา และสุดท้ายกล้อง depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยละลายพื้นหลังเวลาถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ

HuaweiY9s เลือกใช้กล้องหน้าแบบป๊อปอัพความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใส่อัลกอริทึ่ม AI Beauty เข้ามา ช่วยให้หน้าใสเนียนไร้ริ้วรอย ถ่ายได้แม้ในที่แสงน้อย

ความจุ 128GB ใช้เทคโนโลยี EROFS ที่จะเข้ามาช่วยให้การเปิดปิดไฟล์หรือโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังใส่ RAM มาให้ 6GB ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของมือถือ ณ ปัจจุบันไปแล้ว ทำให้การ multi-task เปิดแอปหลายๆ แอปพร้อมกัน ก็สามารถทำได้ โดยที่เครื่องไม่ทำงานช้าลงนั่นเอง

แบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการโทรคุยแบบต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ชั่วโมงไม่มีพัก ฟังเพลงได้ 80 ชั่วโมงติดต่อกัน หรือเปิดวิดีโอทิ้งไว้ก็สามารถทำได้นานถึง 9 ชั่วโมง บอกลาพาวเวอร์แบงค์หนักๆ ไปได้เลย

แน่นอนล่ะ ต้องพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง Huawei Y9 s ขับเคลื่อนด้วยชิป Kirin 710F ที่มีประสิทธิภาพแรงกว่ารุ่นเดิมถึง 75% จะเล่นเกมหรือทำอะไรก็ทำได้แบบสบายๆ ลื่นไหล ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอาการค้างหรือกระตุก

สเปค HUAWEI Y9S

  • หน้าจอมาพร้อมกับความละเอียดระดับ Full HD +
  • 6.59 นิ้ว TFT LCD
  • ชิปเซ็ต: Kirin 710F
  • RAM: 6GB
  • ความจุ: 128GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • เซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
    • กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
    • กล้อง depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าป๊อปอัพความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2
  • แบตเตอรี่ 4,000 มิลลิแอมป์ ไม่รองรับชาร์จไว
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1

Huawei Y9 s จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 สีได้แก่สี Midnight Black และสี Breathing Crystal สำหรับราคาวางจำหน่าย ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรออกมาครับ โดยตอนนี้ผมได้ลองไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ กสทช. ดูแล้ว พบว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ผ่านการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทย เปิดตัวเปิดราคาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา Droidsans

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

Redmi Note 8T เหมือนเดิมมีระบบ NFC เพิ่ม ราคาเริ่มต้นประมาณ 6,600 บาท

หลังจากเปิดตัว Mi Note 10 และ Mi Note 10 Pro ไปแล้วไม่นานนี้ Xiaomi ก็ยังเปิดตัวมือถือสุดคุ้มอีกตัวด้วยอย่าง Redmi Note 8T ซึ่งสเปคจะคล้าย ๆ กับ Redmi Note 8 แทบจะทุกอย่าง แต่ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือระบบ NFC โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว ๆ 6600 บาทเท่านั้น

Redmi Note 8T มาพร้อมกับหน้าจอ LCD ขนาด 6.3 นิ้ว มีติ่งแบบ Dot Drop สำหรับใส่กล้องหน้า อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 88.3% และครอบด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Redmi Note8T มีกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K และมีระบบกันสั่น EIS ใส่มาให้ (EIS จะเปิดเฉพาะเวลาอัดวิดีโอที่ความละเอียด Full HD เท่านั้น) อีกทั้งยังมีกล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120 องศา ให้เก็บภาพได้ในมุมมองที่กว้างไกลกว่าเดิม

หน้าชัดหลังละลายก็ทำได้ดีเยี่ยม ด้วยการใช้กล้องหลักกับกล้องจับความลึก depth camera โดยค่ารูรับแสงสามารถปรับได้ถึง 25 ระดับเลย

Redmi Note8T ยังมาพร้อมกับกล้อง Macro ที่โฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ระยะ 2 เซนติเมตร ถ่ายเกสรดอกไม้ หรือพระเครื่องได้สบายๆ

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ AI คอยช่วยเกลี่ยริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยให้หน้าใส วิ้งวับแบบเป็นธรรมชาติ

Redmi Note8T ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 665 ที่มีระบบ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แรงขึ้นกว่าเดิม

แบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน นอกจากนี้ Redmi Note 8T ยังรองรับชาร์จไว 18 วัตต์ ซึ่งมีที่ชาร์จแถมมาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม

สำหรับ Redmi Note8T จะได้รับการอัพเกรดจากรุ่น Redmi Note 8 ธรรมดา ตรงที่ใส่ระบบ NFC เข้ามาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นกระเป๋าตังค์ จ่ายโน่นนี่สะดวกสุดๆ

สเปค REDMI NOTE 8T

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Snapdragon 665
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 32GB / 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 4 ตัว 48 MegaPixel + 8 MP + 2 MP + 2 MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C, NFC
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10
  • วางจำหน่าย 3 สี: น้ำเงิน ขาว ดำ

Redmi Note8T จะเริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะรุ่น 4GB/64GB ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019 ในประเทศสเปนและอิตาลีก่อน หลังจากนั้นจะค่อยๆ ทยอยขยายตลาดไปที่ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันในวันที่ 13 และ 15 พฤศจิกายนตามลำดับ ส่วนราคาของแต่ละรุ่น ก็มีตามนี้เลย

ราคา

  • (3GB/32GB) ราคา 179 euro หรือราวๆ 6000 บาท
  • (4GB/64GB) ราคา 199 euro หรือราวๆ 6700 บาท
  • (4GB/128GB) ราคา 249 euro หรือราวๆ 8300 บาท

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Redmi Note8T มือถือตัวอัพเกรดสเปคของ Redmi Note 8 จะเข้ามาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยหรือไม่ เพราะตอนนี้มือถือรุ่นดังกล่าวก็ยังไม่ผ่านการรับรองจากกสทช. เลย ส่วนราคาเปิดตัวอาจจะดูแพงไปนิดนึง เนื่องจากมันเป็นราคาในโซนยุโรปซึ่งจะแพงกว่าบ้านเราราวๆ 20% – 30% นั่นเองครับ

ที่มา Droidsans

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

Mi CC9 Pro Premium Edition ครองบัลลังก์ร่วม Huawei คุณภาพกล้องดีที่สุด !!

กล้องสุดเทพจาก Xiaomi Mi CC9 Pro หรือ Mi Note 10 ยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการ แต่ดันมีคะแนนประสิทธิภาพของกล้องจากเว็บไซต์ Dx0Mark ออกมาซะแล้ว คราวนี้มือถือเรือธงอย่าง Mi CC9 Pro Premium Edition ทำคะแนนสูงถึง 121 คะแนน เท่าแชมป์เก่าอย่าง Huawei Mate 30 Pro เป๊ะ ๆ

Mi CC9 Pro PremiumEdition เป็นมือถือรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ Xiaomi ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่ได้รับการอัพเกรดจากรุ่นธรรมดาด้วยการใช้เลนส์กล้องหลักแบบ 8p (f/1.69) ทำให้คุณภาพของกล้องดีกว่า จนขึ้นมาครองอันดับ 1 ในเว็บไซท์ DxOMark ร่วมกับ Mate 30 Pro ที่ได้คะแนนรวม 121 คะแนน แยกออกมาจะเป็นคะแนนภาพนิ่ง 130 คะแนน และคะแนนสำหรับการถ่ายวีดีโอ 102 คะแนน (เป็นคะแนนถ่ายวิดีโอที่สูงที่สุดของกล้องมือถือในตอนนี้) เทียบกับ Mate 30 Pro ที่ได้คะแนนในส่วนของภาพนิ่ง 132 คะแนน และได้คะแนนสำหรับการถ่ายวิดีโอถึง 100 คะแนน

สเปคกล้อง XIAOMI MI CC9 PRO PREMIUM EDITION

  • กล้องหลัง 5 ตัว
  • กล้องหลักความละเอียด 108MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.33 นิ้ว, ระยะโฟกัส 25 มม., รูรับแสง f/1.69, กันสั่น OIS
  • เลนส์ซูมระยะใกล้ความละเอียด 12.19MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.6 นิ้ว, ระยะโฟกัส 50 มม., รูรับแสง f/2
  • เลนส์ซูมระยะไกลความละเอียด 7.99MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.6 นิ้ว, ระยะโฟกัส 94 มม., รูรับแสง f/2, กันสั่น OIS
  • เลนส์ Ultra-wide ความละเอียด 20.11MP, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.8 นิ้ว, ระยะโฟกัส 16 มม., รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์มาโคร รูรับแสง f/2.4 ถ่ายได้ใกล้สุดระยะ 2 ซม. (ไม่ได้ใช้ในการทดสอบ)
  • แฟลชคู่ แบบแสงแรง และแบบแสงอ่อน

จากการทดสอบกล้องของ Mi CC9 Pro ทาง DxOMark บอกว่ามือถือรุ่นนี้มีกล้องที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้ดีในทุกสถานการณ์ ทั้งการถ่ายกลางแจ้งที่ให้แสงสีแม่นยำ, รายละเอียดครบถ้วน, จัดการกับ Noise ได้ดีมาก, มี White Balance ที่แม่นยำ แต่อาจจะมีติดชมพูๆ เป็นบางครั้ง ส่วนการถ่ายภาพในที่ร่มอาจจะมี Noise ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ภาพที่ออกมาก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสุดๆ เลย

การถ่ายด้วยเลนส์ Ultra-wide มีความบิดเบี้ยวของเลนส์น้อยมาก และสามารถเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดี เมื่อเทียบกับมือถือรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เลนส์แบบเดียวกัน แถมการถ่ายภาพบุคคลในที่มืดด้วยเลนส์ดังกล่าวก็ยังให้สีผิวที่เป็นธรรมชาติ แต่จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่ขอบวัตถุจะไม่ค่อยคมนัก

การซูมของ Mi CC 9 Pro มีประสิทธิภาพที่ดีมากด้วยเลนส์ซูมแบบออพติคอลที่ระยะ 2x -4x และใช้กล้องตัวอื่นช่วยในการซูมแบบ Hybrid ที่ดันระยะออกไปได้ถึง 10x ซึ่งภาพที่ได้ยังคงมีรายละเอียดที่ครบถ้วนแม้จะเป็นการซูมในระยะไกลก็ตาม

การถ่ายภาพในที่มืดด้วย Night Mode ทำออกมาได้ดี เพราะภาพที่ได้ มีแสงและสีสันที่แม่นยำ ค่อนข้างตรงกับของจริง ส่วนการถ่ายภาพคนในที่มืดก็ให้สีผิวที่ออกมาเป็นธรรมชาติมากกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ

และด้วยการที่ Mi CC9 Pro ใส่กล้องมาให้ถึง 5 ตัว ทำให้การถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอดึงเอาความสามารถของกล้องแต่ละตัวมาใช้ในการวัดระยะของวัตถุ และพื้นหลัง ทำให้ตัดขอบได้เนียน และได้ฉากหลังที่เบลอเป็นธรรมชาติ

Mi CC9 Pro Premium Edition Versus Samsung Galaxy Note 10+ 5G

ส่วนการถ่ายวิดีโอของ Mi CC9 Pro ที่ทำคะแนนไปได้สูงที่สุดของเหล่ามือถือทั้งหมดในปัจจุบัน มีข้อดีอยู่ที่ระบบกันสั่นที่มีประสิทธิภาพ, รายละเอียดเก็บได้ครบและจัดการ Noise ได้ดีมาก, ให้สีสันที่ดี, ระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำ แม้จะถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม ส่วนข้อเสียก็มีอยู่บ้างคือคืออาการกระตุกเล็กน้อยเวลาถ่ายวิดีโอแบบแพน, มีอาการเฟรมตกในบางครั้ง, Dynamic range ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

ก็ถือว่า Mi CC9 Pro เป็นมือถือจาก Xiaomi ที่ได้รับการพัฒนาเรื่องกล้องอย่างก้าวกระโดดสุดๆ เพราะจากมือถือเรือธงก่อนๆ ทั้งซีรีส์ Mi และ Mi Mix ที่ถึงแม้ว่าจะทำคุณภาพได้ดีขึ้นแต่ก็อยู่ในระดับ Top 10 ของเว็บไซท์ DxOMark เท่านั้น แต่สำหรับ Mi CC9 Pro กลายเป็นมือถือรุ่นแรกของแบรนด์ที่สามารถถีบตัวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 คู่กับแชมป์เก่าอย่าง Huawei Mate 30 Pro ได้แล้ว

ที่มา Droidsans

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT