Exynos 990 ชิปเซ็ตตัวใหม่จาก Samsung รองรับหน้าจอ 120Hz และวีดีโอ 8K

Exynos 990 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ชิปเซตสำหรับเรือธงรุ่นใหม่ของ Samsung ซึ่งความสามารถเด่นๆของชิปเซ็ตตัวนี้ก็มีทั้ง GPU โคตรเทพ รองรับหน้าจอ 120Hz และเซนเซอร์กล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เร็วแรงกว่าเดิมแน่นอน

Exynos 990 มีโครงสร้างมาจากสถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร แบบเดียวกับ Kirin 990 5G ของ Huawei ประกอบไปด้วย CPU ทั้งหมด 8 หัว แบ่งเป็นหน่วยประมวลผลที่ทาง Samsung พัฒนาขึ้นมาเอง 2 หัว, Cortex-A76 2 หัว และ Cortex-A55 อีกทั้งหมด 4 หัว ส่วนความเร็วแรงของชิปนั้น ทาง Samsung ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะแรงไม่แพ้คู่แข่งอย่าง Qualcomm หรือ HiSilicon เลยล่ะ โดย Samsung เคลมว่าหน่วยประมวลผลที่พวกเขาพัฒนาขึ้นเองนั้นมีความแรงกว่าชิปรุ่นเดิมทั้ง Exynos 9820 และ 9825 ที่ใช้ในมือถือซีรีส์ Galaxy S11 และซีรีส์ Galaxy Note 10 อยู่ถึง 20% เลยทีเดียว

สำหรับ GPU ก็จะใช้เป็น Mali-G77 MP11 รุ่นอัพเกรดจาก Mali-G76 MP12 ซึ่งแน่นอนว่าการประมวลผลกราฟฟิคต้องแรงกว่ารุ่นเดิมแน่นอน และนอกจากจะแรงกว่าแล้ว GPU รุ่นนี้ยังประหยัดพลังงานขึ้นกว่าเดิมถึง 20% อีกด้วย โดย Samsung เคลมว่าExynos 990 จะสามารถเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ ได้สบายๆ ไร้อาการกระตุกให้หงุดหงิดแน่นอน

Exynos 990 มาพร้อมกับ NPU หรือหน่วยประมวลผลของ AI อีก 2 หัว อีกทั้งยังใส่ DSP (Digital Signal Processor) ที่จะเข้ามาช่วยเรื่องประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปให้มากขึ้นไปอีก เพราะคราวนี้มันสามารถรองรับการใช้งานเซ็นเซอร์ได้ความละเอียดที่สูงลิ่วถึง 108MP เลยทีเดียว แถม NPU รุ่นใหม่ยังมีระบบ Machine Learning ที่ฉลาดกว่าเดิมทำให้การประมวลผลภาพถ่ายต่างๆ ออกมาคมชัด ให้แสงสีที่เป็นธรรมชาติในทุกสภาพแสง

Exynos 990ยังมีความสามารถในการแสดงผลไฟล์วิดีโอความคมชัดสูงถึงระดับ 8K 30fps หรือ 4K 120fps และยังรองรับการใช้งานกับหน้าจอที่มีค่ารีเฟรชเรทได้สูงถึง 120Hz อีกด้วย

สเปคชิปเซ็ต EXYNOS

  • CPU: Dual-core (Custom CPU) + Dual-core (Cortex-A76) + Quad-core (Coretex-A55)
  • GPU: Mali-G77 MP11
  • NPU: Dual-core NPU
  • สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร EUV
  • รองรับหน้าจอความละเอียด WQUXGA (3,840 x 2,400) และ 4K UHD (4,096 x 2,160)
  • รองรับการแสดงผลความละเอียดสูง 8K 30fps / 4K 120fps
  • รองรับค่ารีเฟรชเรทหน้าจอ 120Hz
  • รองรับหน่วยความจำ UFS 3.0, UFS 2.1
  • รองรับกล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K@30fps
  • RAM: LPDDR5

และเมื่อไม่กี่วันก่อนแหล่งข่าวหลุดที่ค่อนข้างจะแม่น อย่าง @UniverseIce ยังออกมาโพสท์ยั่วๆ ว่า “สำหรับใครที่ไม่สนใจในเรื่องของหน้าจอ 90Hz ก็หวังว่าหลังจากซื้อ S11 มาแล้ว จะไปปรับค่ารีเฟรชเรทให้เหลือ 60Hz แทนที่ 120Hz หรือ 90Hz นะ เพราะถ้าสามารถทนใช้งานหน้าจอแบบ 60Hz ได้ถึงสัปดาห์ ผมจะยกย่องให้คุณเป็นฮีโร่เลย” ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่มือถือซีรีส์ Galaxy S11 น่าจะมาพร้อมกับหน้าจอรีเฟรชเรท 90Hz หรือ 120Hz ตามที่ UniverseIce ได้ออกมาโพสท์แหย่ไว้

Samsung จะเริ่มผลิตชิปเซ็ตExynos 990 ในปริมาณมากช่วงราวๆ สิ้นปีนี้ ซึ่งก็น่าจะทันกับการเปิดตัวของมือถือซีรีส์ Galaxy S11 ที่จะได้ฤกษ์เปิดตัวประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2020 พอดี

ที่มา Droidsans

Huawei Mate30 Pro มือถือกล้องเทพ เริ่มต้น 29900 บาท เปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้

Huawei เปิดตัวมือถือเรือธงระดับพรีเมี่ยม Huawei Mate30 Pro ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่กล้องสุดเทพที่สามารถทำคะแนนจากเว็บไซท์ทดสอบประสิทธิภาพกล้อง DxOMark ไปได้ถึง 121 คะแนน ขึ้นครองบัลลังก์มือถือกล้องดีที่สุดของเว็บไปเรียบร้อย แถมยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Slow Motion 7680 fps และยังรองรับการใช้งานปากกา M-Pen อีกต่างหาก…ซึ่งล่าสุดมือถือรุ่นนี้ก็ได้เดินทางมาถึงบ้านเราเรียบร้อยแล้ว

Huawei Mate 30 Pro มากับหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Horizon Display ที่ขอบข้างมีความโค้งสุดๆ ลงมากินพื้นที่ขอบเครื่องถึง 50% ทำให้หน้าจอของ Mate 30 Pro ดูกว้างจนเหมือนไม่มีขอบเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ขอบจอในการปรับระดับเสียง หรือตั้งค่าให้มันทำอย่างอื่นอย่างเช่นใช้เป็นปุ่ม Shoulder สำหรับเล่นเกมได้อีกด้วย

หน้าจอของ Mate 30 Pro เป็นหน้าจอแบบ Flex OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่รองรับการแสดงผลแบบ DCI-P3 HDR และมีการแสดงผลสีแบบ Cinematic Colour

ชิป Kirin 990 รุ่นใหม่ ที่ใช้ใน Mate 30 Pro เป็นชิปที่อัพเกรดขึ้นมาจาก Kirin 980 ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ทั้ง CPU, GPU และ NPU เพิ่มขึ้น แต่กลับกินพลังงานน้อยลงกว่าเดิม

นอกจาก Mate 30 Pro จะมีแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่ใช้งานได้ข้ามวันสบายๆ แล้ว มันยังมากับระบบชาร์จแบบมีสายที่ไวสุดๆ ถึง 40W ส่วนระบบชาร์จไวไร้สายก็ได้ถึง 27W เลยทีเดียว

จุดเด่นสุดๆ ของ Mate 30 Pro ก็คงจะหนีไม่พ้นกล้องหลังสุดเทพ ที่มีถึง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 40MP + กล้องสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ Ultra-Wide Cine 40MP + กล้องซูมออพติคอล 3x 8MP + กล้องจับความลึก 3 มิติ ToF

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเทพๆ ทั้งโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่ออกมาสว่างไสวและคมชัดเหมือนถ่ายตอนกลางวันยังไงยังงั้น

แถมด้วยโหมด Ultra Slow Motion ที่ยังไม่มีมือถือรุ่นไหนสามารถทำได้ขนาดนี้ เพราะมันถ่ายสโลว์ได้ที่ระดับ 7680 fps พอๆ กับกล้องวิดีโอความเร็วสูงระดับมืออาชีพตัวละเป็นล้านบาทเลยนะVideo Player00:0000:04

นอกจากนี้ Mate 30 Pro ยังสามารถใช้งานร่วมกับปากกาสไตลัส M-Pen ให้ขีดๆ เขียนๆ กันได้เหมือนกับปากกาจริง เพราะรองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ

สเปค HUAWEI MATE 30 PRO

  • หน้าจอ Flex AMOLED แบบ Horizon Display ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : Kirin 990
  • GPU : Mali-G76
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 256GB (UFS 3.0) รองรับ NM Card
  • กล้องหลัง : 40MP SuperSensing Wide + 40MP Ultra-Wide Cine + 8MP 3x Optical Zoom + 3D ToF
  • กล้องหน้า : 32MP + 3D
  • เซ็นเซอร์ : Face ID, fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, gyro, proximity, barometer, compass
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, DLNA, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.1, Infrared Port, NFC
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : IP68
  • แบตเตอรี่ : 4500 mAh รองรับชาร์จไวแบบมีสาย 40W, ชาร์จไวไร้สาย 27W
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย EMUI 10
  • สีที่วางจำหน่ายในประเทสไทย : สีเงิน Space Silver และสีดำ

Huawei Mate30 Pro จะเริ่มเปิดให้จองในประเทศไทยระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน 2019 ราคา 28,990 บาท โดยผู้ที่สั่งจองในวันที่กำหนดยังจะได้รับของแถมเป็น DJI OSMO Mobile 3 Combo มูลค่า 4,090 บาท กลับไปใช้ฟรีๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจองเครื่อง Mate 30 Pro กับเหล่าผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั้ง AIS, dtac และ Truemove H รับสิทธิ์ซื้อเครื่องราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 18,990 บาท เท่านั้น

ส่วนวันวางจำหน่ายจริงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2019 เป็นต้นไป แต่จะไม่ได้ทั้งโปรโมชั่นราคาพิเศษ และของแถมนะครับ

** Huawei Mate 30 Pro ใช้ Huawei Mobile Services (HMS) แทน Google Mobile Services (GMS) ทำให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ บน Google Play Store ไม่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนมือถือรุ่นนี้ได้**

ที่มา Droidsans

Android Auto ต่อแอป เพลง แผนที่ขึ้นจอได้เลยสะดวกสบาย รถรุ่นไหนรับรองบ้าง?

น่าจะมีหลายคนแหละที่เคยใช้ Android Auto แต่ก็ยังมีหลายคนแหละที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แล้วก็ รถของตัวเองใช้ได้ไหม เพราะเซลล์ไม่เคยบอก ในเว็บก็ไม่มีบอกรายละเอียด กูเกิ้ลก็ไม่แจ้ง Play store ก็หาแอปนี้ไม่เจอ ทำให้พลาดไป แค่เสียบมือถือเข้ากับรถ ก็เชื่อมต่อกับเพลงได้แล้ว เปิดแผนที่บนจอรถ แถมชาร์จไฟได้ตลอดการเดินทางแบบไม่ต้องหาที่เสียบมือถือเข้ากับช่องแอร์หรือคอนโซลรถอีกต่อไป

ANDROID AUTO คืออะไร?

AndroidAuto เป็นแอปมือถือที่พัฒนาโดย Google เองเพื่อที่จะนำเอาฟีเจอร์และแอปต่างๆจากบนมือถือแท็บเลตแอนดรอยด์ขึ้นไปแสดงบนหน้าจอในรถที่รองรับได้ เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 และเป็นส่วนหนึ่งของ Open Automotive Alliance ซึ่งค่ายรถยนต์ต่างๆ ตกลงกันว่าจะนำเอา AndroidAuto ไปใช้งาน โดยถ้ารถคันไหนที่รองรับ เพียงเสียบตัวแอนดรอยด์เข้าไปกับตัวรถในพอร์ตที่กำหนดไว้ ก็จะสามารถนำเอาแอปที่รองรับขึ้นไปแสดงบนหน้าจอได้เลย ซึ่งลักษณะการใช้งานจะปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ ลดการรบกวนและละสายตาจากถนนให้น้อยที่สุด โดยแอปที่รองรับจะเป็นกลุ่มแผนที่นำทาง, เล่นเพลงต่างๆ, รับ-ส่งข้อความ, โทรเข้าออก, และค้นหาข้อมูล สามารถควบคุมได้จากหน้าจอของรถเอง หรือปุ่มต่างๆบน head unit นั้นๆ โดยจะพยายามเน้นให้สามารถสั่งงานควบคุมผ่านเสียงเป็นหลักเพื่อลดการรบกวนต่อคนขับนั่นเอง

สรุปประโยชน์จากการใช้งานจริง

  • เปิดแผนที่ Google Maps หรือแอปนำทางอื่นๆ ที่รองรับ นำทางขึ้นบนจอรถได้เลย
  • ดีกว่าแผนที่บนรถที่สามารถเห็นสภาพการจราจรข้างหน้าได้
  • จะเปิดเพลงผ่านแอปอย่าง Joox, Spotify, หรือ Apple Music ก็ทำได้ (เห็นว่า Joox ไม่ได้)
  • ไม่ต้องเพ่งจากมือถือเล็กๆ ไม่ต้องคอยยกขึ้นมาดู หรือเสียบมือถือเข้ากับที่จับบริเวณช่องแอร์
  • ชาร์จไฟผ่านสาย USB ที่เสียบต่อกับรถได้เลย
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงได้ดีในระดับนึง ทั้งไทยและอังกฤษ

ข้อควรรู้ ไม่รองรับแอปดูหนังดูคลิปทั้งหมด รวมถึง YouTube ด้วย อย่าหวังว่าจะเปิดคลิปให้ลูกดูไปตลอดทางได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย ลดการรบกวน หรือการละสายตาจากถนนนั่นเอง ถ้าต้องการเปิด YouTube จริงๆต้องใช้ฟีเจอร์ MirrorLink หรืออื่นๆ ที่สามารถแสดงสะท้อนอะไรก็ตามที่อยู่บนหน้าจอมือถือขึ้นหน้าจอรถ หรือติด Head Unit ที่เป็น Android ธรรมดาไปเลย ไม่ใช่ AndroidAuto

รถรุ่นไหนที่รองรับบ้าง

จากการตรวจสอบ ยังไม่ชัวร์ว่ารถรุ่นไหนที่รองรับในไทยเป็นที่แรก เพราะตัวค่ายเองบางทีก็ยังไม่รู้เลยว่ามีใส่มาให้ แต่เท่าหาข้อมูล เหล่ารถที่เพิ่งออกปี 2018 – 2019 ของยี่ห้อต่อไปนี้น่าจะรับได้หมดแล้ว ยังไงลองไปหาสายเสียบต่อกันได้ โดยข้อมูลด้านล่างนี้เป็นการรวมจากเพื่อนๆเอามาบอกกันนะครับ

  • Chevrolet
  • Ford
    • Ford Everest ไม่ยืนยันปี
    • Ford Focus 2017
  • Honda
    • Honda Civic ตั้งแต่ปี 2016
    • Honda HRV ปี 2018
  • Mazda
    • Mazda 2 ตั้งแต่ปี 2016 (ต้องมีการอัพเดท)
    • Mazda 3 ตั้งแต่ปี 2016 (ต้องมีการอัพเดท)
  • Mercedez Benz เห็นว่าได้ตั้งแต่ปี 2017 ขึ้นไป
    • Mercedez Benz E350e ใช้ได้ แต่จอทัชไม่ได้
  • Nissan
    • Nissan Note

ที่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มแต่เหมือนเคยเห็นว่าได้แล้ว คือ

  • Audi
  • BMW
  • Mitsubishi
  • Suzuki
  • Volvo

*Toyota ยังไม่รองรับนะครับ ใน Altis ตัวใหม่เห็นว่ายังเป็นแค่ Miracast อยู่ ยังไงฝากลองกันอีกทีได้

ยังไงฝากใครที่ลองกับรถของตัวเองหรือคนรู้จัก แล้วพบว่ารองรับ AndroidAuto ก็ฝากมาแจ้งด้วยนะครับ ว่าเป็นยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ปีอะไร จะได้เอามาอัพเดทให้เพื่อนๆคนอื่นได้ทราบกัน ส่วนถ้ารถใครไม่รองรับแต่อยากมีใช้ สามารถซื้อ Front ติดตั้งเพิ่มเติมได้ โดยยี่ห้อยอดนิยมก็ Sony หรือ Pioneer นะครับ ลองไปถามร้านที่เราจะทำการติดตั้งได้เลย

จะใช้ ANDROID AUTO ต้องทำอย่างไร? ปัญหาหลักคือโหลดผ่าน PLAY STORE ไม่ได้

ในรถที่รองรับ เพียงเราต่อสาย USB เชื่อมต่อระหว่างตัวรถและอุปกรณ์ของเรา มันก็จะเริ่มกระบวนการตั้งค่าต่างๆให้เองเลย แต่ในอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ ต้องมีแอป AndroidAuto อยู่ในเครื่องด้วยเท่านั้น ซึ่งอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าแอป AndroidAuto ไม่มีให้โหลดใน Play Store ของประเทศไทย ทำให้พวกเราชาวไทยมีทางเลือกอยู่ 3 ทางหลักๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแอป AndroidAuto ได้แก่

1. โหลดเอาจาก PLAY STORE ในประเทศที่รองรับ

หากคุณไปประเทศที่รองรับ (หรือ VPN ไปก็ได้) เช่น อเมริกา เมื่อเข้า Play Store ไปค้นหา AndroidAuto ก็น่าจะเจอขึ้นมาให้โหลดได้ทันที ซึ่งหลังจากที่กลับมาประเทศเราแล้ว แอปนี้ก็จะติดกับบัญชีเราไปโดยตลอด กดอัพเดทอะไรได้ตามปกติเลยทันที วิธีการนี้ถ้าทำได้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเป็นไปได้ง่ายที่สุด

Android Auto – Google Maps, Media & Messaging

2. ลง APK ของ ANDROID AUTO

วิธีนี้ไม่ค่อยอยากจะแนะนำเท่าไหร่ เพราะมีความเสี่ยงในระดับนึง ถ้าไปโหลดมั่วซั่ว ก็อาจจะโดนสอดไส้ได้ เห็นที่นิยมๆหน่อยก็ไปโหลดจาก APKMirror | Android Auto กันนะ แต่ถ้าใครยังไม่สบายใจ อยากได้แบบไม่โหลดจากเว็บนอกก็ฝากมาลงชื่อเอาไว้หน่อย ถ้าเกิดมีจำนวนเยอะๆ เดี๋ยวดึง APK ออกจากเครื่องมาให้โหลดกันครับ

3. อัพเดทเป็น ANDROID 10 (มีแอปมาให้กับตัว OS เลย)

ข้อนี้เรียกได้ว่าน่าจะสะดวกสุดและปลอดภัยที่สุด แต่อาจจะเป็นไปได้ยากมากสำหรับบางยี่ห้อบางรุ่น ที่ไม่ค่อยจะมีอัพเดทข้ามเวอร์ชั่นออกมาให้นั่นเอง

ที่มา Droidsans

Vivo U3 มือถือ 3 กล้องพร้อมชิป Snapdragon 675 และแบตอึด 5000mAh

นอกเหนือจากซีรีส์เรือธงอย่าง Nex แล้ว ล่าสุดนี้ทาง Vivo ก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลางภายใต้ซีรีส์ U ให้ได้เห็นกันด้วยกับรุ่น Vivo U3 ที่มาพร้อมกับยจุดเด่นด้านสเปกแบบครบเครื่องในราคาเริ่มต้นราว 4,200 บาทเท่านั้น

ตัว Vivo U3 นั้นมาพร้อมกับหน้าจอ ทรงหยดน้ำขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD + โดยกล้องหน้าจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง ความละเอียด 16 MP ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับบอดี้ที่เคลือดลวดลายเป็นเส้นริ่ว เงา สะท้อนแสง พร้อมกล้องหลังอีก 3 ตัว เรียงตัวแนวดิ่ง อยู่ด้านบนขอบซ้าย ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลัก 16 MP เลนส์มุมกว้าง 8 MP และ Macro ความละเอียด 2 MP

สำหรับประสิทธิภาพการทำงาน มาพร้อมกับขุมพลัง Snapdragon 675 ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาดสูงสุด 6GB และหน่วยความจำภายในความจุ 64GB และระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9 ตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 18W นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Multi-Turbo, Game Space และผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Jovi โดยคุณสมบัติของ Vivo U3 สามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล (Full HD+) พร้อมพื้นที่ในการแสดงผล 90.30%
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Snapdragon 675 Octa-Core Processor
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB/ 6GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 64GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.78, กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้อง Depth Sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4
  • รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ micro USB
  • ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9

สำหรับ Vivo U3 มีให้เลือกทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ, สีน้ำเงิน และสีเขียว โดยเปิดราคาวางจำหน่ายเอาไว้ที่ 999 หยวน หรือประมาณ 4,300 บาท สำหรับรุ่น RAM 4GB + ROM 64GB และ RAM 6GB + ROM 64GB ในราคา 1,199 หยวน หรือประมาณ 5,100 บาท ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง Vivo จะมีการนำสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว เข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ครับ

ที่มา Thaimobilecenter

realme X2 Pro เข้าไทยเร็วๆ นี้ กับ Quad Camera จอ90Hz ชาร์จไว 50W

หลังจากการเปิดตัว realme X2 Pro เรือธงรุ่นแรกของทาง realme ในประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุดก็มีข่าวดีสำหรับแฟนๆ realme ในประเทศไทย โดยรายชื่อของ realme X2 Pro ได้ผ่านการรับรองจากทาง กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา

realme X2 Pro มาพร้อมจอ Super AMOLED ที่มี Refresh Rate ที่ 90Hz บนดีไซน์ไร้ขอบทรงหยดน้ำแบบ Waterdrop Full Screen ที่รองรับมาตรฐาน HDR10+ และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตตัวท็อปรุ่นล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855+ ผสานระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ในตัว จับคู่กับ RAM ขนาดสูงสุด 12GB พร้อม ROM มาตรฐาน UFS 3.0 และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 50W SuperVOOC ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh จากระดับ 0 – 100% ได้ภายในเวลาเพียง 35 นาที นอกจากนี้ยังมีกล้องหลังจัดเต็ม 4 ตัว (Quad Camera) คมชัด 64 ล้านพิกเซล โดยรองรับการซูมภาพแบบ 5x Optical Zoom พร้อม 20x Hybrid Zoom 

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่องในเบื้องต้นของ realme X2 Pro

– ตัวเครื่องมีขนาด 161×75.7×8.7 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 199 กรัม
– หน้าจอแสดงผล  Super AMOLED Waterdrop Full Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080×2400 พิกเซล : 402 ppi : สัดส่วนการแสดงผลของหน้าจออยู่ที่ 91.7%)  มี Refresh Rate ที่ 90Hz พร้อมรองรับการแสดงผลตามขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ครอบคลุม 100%, มาตรฐาน HDR10+, ค่าความสว่างสูงสุดที่ 1000 nits และค่า Contrast Ratio ที่ระดับ 2000000:1
– ชิปเซ็ตประมวล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+
– หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640
– หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 6GB / 8GB / 12GB
– หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 64GB และมาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB / 256GB 
– กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น

  • กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung GW1 ขนาด 1/1.72 นิ้ว ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.8 พิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน พร้อมเทคโนโลยี Super-PD Auto Focus
  • กล้องตัวที่สอง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.25 พิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน เก็บภาพมุมกว้างสุด 115 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร
  • กล้องตัวที่สาม Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.5 รองรับการซูมภาพแบบ 5x Optical Zoom และ 20x Hybrid Zoom 
  • กล้องตัวที่สี่ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 พร้อมเทคโนโลยี 4-in-1 Pixel โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 50W SuperVOOC ชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0 – 100% ภายในเวลา 35 นาที
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย ColorOS 6.1
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)
  • ระบบสแกนใบหน้า (AI Facial Unlock)
  • ลำโพงเสียงคู่แบบ Stereo พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
  • รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และ NFC
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C

realme X2 Pro วางจำหน่ายในประเทศจีนแยกออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 6GB+64GB ราคา 2,699 หยวน (ประมาณ 11,600 บาท), รุ่น 8GB+128GB ราคา 2,899 หยวน (ประมาณ 12,400 บาท) และรุ่น 12GB+256GB ราคา 3,299 หยวน (ประมาณ 14,200 บาท) ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันค่ะว่ารุ่นใดจะเข้ามาวางขายในประเทศไทยบ้าง และจะเปิดราคาที่เท่าใด

ที่มา Thaimobilecenter

Libra คือ อะไร ? สกุลเงินดิจิตอลใหม่ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลก

  มาพูดถึงเรื่องที่พูดได้ว่าคนทั่วโลกกำลังจับตา ในการเป็นช่วงที่เป็นกระแสมากก็คือเรื่องของ Libra คือ Cryptocurrency ของ Facebook นั่นเองครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ได้แปล White Paper ของ  Libra ไว้เรียบร้อยแล้วนะครับก็ถ้าเกิดใครอยากรู้ว่า White Paper ของ  Libra ทำงานกันยังไงเป็นภาษาไทยก็ลองไปหาดูกัน 

Libra คืออะไร

ทีนี้ Libra คืออะไรก็ต้องขอบอกนิดนึงเลยว่าทุกคนแตกตื่นกันมากตอนที่ Facebook ประกาศว่าเขาจะทำ Cryptocurrency นะครับ ซึ่งเขาทำ Cryptocurrency  ไว้ตั้งแต่นานมาแล้วนะครับ เขาวางแผนไว้นานมากแล้ววางแผนไว้บางทีตั้งแต่ 2017 เลยก็เป็นไปได้นะครับ ทีนี้คำถามว่า Libra คือ อะไรนะครับ Libra ก็เป็น Cryptocurrency ครับโดยเป็น Cryptocurrency ชนิดที่ชื่อว่า Stable Coin 

Stablecoin คืออะไร

           แล้วคำถามที่น่าสนใจ คือ Stable Coin คืออะไรนะครับที่นี้สำหรับใครที่ไม่รู้จักคำว่า Stable Coin เนี่ยก็จะขอทำความเข้าใจ Stable coin ก่อน คือปกติ Cryptocurrency เนี่ยส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็น Cryptocurrency  อย่าง bitcoin อย่าง Ethereum อย่าง Litecoin เนี่ยจะเป็น Cryptocurrency  ที่มีความผันผวนไปตาม demand supply พูดง่ายๆคือมันจะผันผวนไปตามความต้องการซื้อและความต้องการขายทำให้มันมีมูลค่าขึ้นลง  

ซึ่งแน่นอนว่าในการลงทุนและการขึ้นลงเนี่ย อาจจะมีประโยชน์สำหรับการเก็งกำไร แต่ว่าพอในการใช้ในโลกความเป็นจริงเนี่ยมนุษย์เราเคยชินกับอะไรที่มันไม่ได้ผันผวนเร็วขนาดนั้น bitcoin ผันผวน 10% 5% 3% 1% เนี่ยมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรับไม่ได้ ถ้าเกิดสมมุติว่าเราจะเอาเงินนั้นมาใช้จริง ทีนี้ก็เลยมีคนสร้างแนวคิดของ Stable Coin ขึ้นมา 

การนำสกุลเงินเนี่ยมาผูกกับ Cryptocurrency ก็ในเมื่อสกุลเงินของเราเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับว่ามันมีความมั่นคง ถึงแม้ว่ามันจะมีความผันผวนบ้างแต่ก็มีเปอร์เซ็นต์ที่น้อย ซึ่งทีนี้ Stable Coin ในอดีตก็มีคนสร้าง Stable Coin มาเยอะแล้วอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ Tether USDT นะครับ ยังมีเหรียญอื่นๆอีกยังมี USDC ยังมี Gemini อีกนะ

Note:ถ้าเกิดสมมุติว่าคนที่รู้จักคำว่า Libra จะแปลว่ามันคือ 1 ใน 12 ราศี ที่แปลว่าราศีตาชั่ง ส่วน Gemini เป็นราศีคนคู่ ที่นี้เนี่ยสำหรับใครที่ดูเรื่อง Social Network นะครับเขาก็จะรู้ว่า มาร์คซัคเคอร์เบิร์ก จะเรียกว่าจะขโมยไอเดียก็องสองพี่น้องชื่อพี่น้อง winklevoss นะครับ ซึ่งสองพี่น้องนี้เขาก็ได้พยายามสร้าง Stable Coin ขึ้นมานะครับ โดยใช้ชื่อว่า Gemini  โดยผูกค่ากับดอลลาร์ ทีนี้คราวนี้ Facebook ก็มาทำบ้างนะครับ โดยชื่อของ Libra นะครับ 

Stablecoin มีประโยชน์อย่างไร

คำถามคือแล้ว Stable Coin มีประโยชน์ยังไง Stable Coin มีประโยชน์ที่มันมีมูลค่าคงที่ไม่มีความไม่ผันผวน โอนกันได้ทั่วโลก Cryptocurrency ซึ่ง Concept มันฟังดูดีครับ อย่าง Facebook ของ Libra เขาบอกเลยว่าโลกนี้มีคน Unbank ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพูดง่ายๆคือเป็นผู้คนที่ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ คือเราอยู่ในประเทศไทยเราอาจจะรู้สึกว่าระบบการเงินของเราดีมาก เราสามารถโอนพร้อมเพย์กันได้อย่างสะดวกสบาย แต่จริงๆในโลกเรายังมีพื้นที่อีกมากมายครับที่คนไม่สามารถเข้าถึงระบบบัญชีธนาคารได้ 

ในประเทศตะวันออกกลาง ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในบางประเทศ ผู้หญิงนั้นไม่สามารถสามารถมีบัญชีธนาคารได้ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นและนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้คนที่ Unbank นะครับ Libra Facebook ที่สร้างเป็น Stable Coin จะมาแก้ไขในจุดนี้แต่ทีนี้

อย่างที่บอกว่าแนวคิดเรื่อง Stable Coin เนี่ยมันมีมานานแล้วเราไม่ได้พึ่งมี Stable Coin อย่าง Libra ซึ่ง Libra ก็ยังไม่สำเร็จด้วยซ้ำ แต่เรามี ตีเตอร์ มี USDT มี Gemini มี USDC มีเต็มไปหมดเลยนะครับซึ่งคำถามถามว่าทำไมพวกนี้มันถึงไม่น่าสนใจเท่า Libra คำตอบคือ สเกลมันต่างกันสเกลของ ตีเตอร์ USDT Gemini เนี่ยมันมีมูลค่าไม่เทียบเมื่อเทียบกับ Libra คนละระดับเลย พูดง่ายๆเราลองมองคิดดูว่า  USDT เนี่ยสามารถเทรดกันไปเทรดกันมาได้ก็จริงมันใช้ประโยชน์ได้ แต่ในความเป็นจริงแม้ว่ามันจะใช้ประโยชน์ได้แต่มันไม่สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ 

เพราะว่ามันเข้าใจยากเพราะเป็น Cryptocurrency นะครับ แล้วถ้าเกิดการมาถึงของ Libra ถ้าเกิดสมมุติว่าด้วย Facebook มีช่องทางด้วยผู้ใช้ทั่วโลกมหาศาลอยู่แล้วเนี่ย ถ้าเกิด Facebook สามารถสร้าง Stable Coin ขึ้นมาได้ แล้วได้รับการยอมรับเท่ากับว่ามันจะมีประโยชน์มากเลย แล้ว Facebook ก็จะได้เรียกว่าเป็นการกินร่วมกับของระบบงานก็ได้นะครับ 

ที่มา Blockcain-review

Mesh WiFi คืออะไร ? แก้ปัญหาเน็ตช้า ไม่ตรงแพ็คเกจ

เน็ตบ้านไฟเบอร์กลายเป็นบริการที่หลายบ้านติดเพิ่มเพื่อให้สามารถใช้เน็ตได้เร็วแรง สตรีมหนังเล่นเกมได้แบบไหลลื่นไม่ต้องกลัวเน็ตหมด แต่บางคนก็ต้องเจอปัญหาสัญญาณ WiFi ไม่ครอบคลุมทั่วบ้าน พาลทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มแพ็กเกจที่สมัครเอาไว้ จะหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มก็ยังสงสัยว่าจะเลือกตัวไหนดี เราเลยจะขอแนะนำเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึง Mesh WiFi ที่กำลังเป็นที่นิยมให้รู้จักกัน

ใครที่กำลังมองหาซื้อ Router ตัวใหม่อยู่ น่าจะต้องได้ยินคำว่า MeshWiFi เพราะมันเป็นโซลูชั่นที่กำลังมาเอาซะมากๆ ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง WiFi กระจายไม่ทั่วถึง ต้องเดินหาสัญญาณไปทั่วบ้าน จะติดอุปกรณ์อื่นมาติดเพิ่ม ก็ต้องตั้งค่าอะไรวุ่นวาย เสียเวลาล็อคอินใหม่ ใช้แล้วอาจต้องปวดหัวกับสัญญาณแกว่ง แต่ด้วย MeshWiFi นี่ตัวเดียวจบทุกปัญหาที่ว่ามา

MESH WIFI คืออะไร

อธิบายง่ายๆ ก็คือการเชื่อมต่อไร้สายแบบตาข่ายใยแมงมุมที่ทุกเครื่องเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด โดยไม่มีข้อจำกัดเหมือนอุปกรณ์เน็ตเวิร์คแต่ก่อนที่โดยมากจะเชื่อมต่อแบบกิ่งก้าน หรือเป็นดาว แต่ Mesh จะเชื่อมต่อได้ทั้งแบบต่อตรง ไดนามิค และไม่มีลำดับขั้น ไปยังจุด (node) ต่างๆ สามารถเพิ่มจุดกระจายสัญญาณได้อย่างง่ายดายและได้มากเท่าที่ระบบจะทำได้ สัญญาณปล่อยออกมามีเสถียรภาพและมีรักษาความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ดีกว่าอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) ทั่วไป ใช้ชื่อ WiFi (SSID) เดียวกันได้ ไม่ต้องวุ่นวายเชื่อมต่อใหม่เมื่อเดินจากน้องนั่งเล่นขึ้นไปห้องนอน โดยระบบจะเลือกการเชื่อมต่อแต่ละจุดให้อัตโนมัติตามความเหมาะสม ซึ่งถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งหลุดออกจากระบบ เครื่องจะเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ใช้ระบบไม่ล่มและใช้งานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีสะดุดนั่นเอง

Nest WiFi จาก Google มีการชูจุดเด่นเรื่อง MeshWiFi โดยเฉพาะเลย แต่น่าเสียดายว่าไม่เข้าไทยและราคาสูง

สรุป Mesh WiFi แบบเข้าใจง่ายๆ

  • ขยาย WiFi ไปทั่วบ้านได้ทั้งแบบเดินสาย(สปีดเน็ตเต็ม) และไม่เดินสาย(สปีดเน็ตตกลงตามระยะทาง)
  • ตั้งค่าให้ชื่อ WiFi (SSID) เป็นชื่อเดียวกันได้
  • ความเร็วที่ได้ต่อจุด (node) มีคุณภาพดีกว่า Repeater ทั่วไป
  • ถ้าจุดใดจุดหนึ่งล่ม จะไม่ทำให้ระบบทั้งหมดล่มตามไปด้วย

สัญญาณ WiFi จะแรงเต็มที่ทุกจุด แต่ความเร็วของแต่ละจุดขึ้นกับการเชื่อมต่อว่าเดินสายหรือไร้สาย

💡 รู้หรือไม่?

WiFi ≠ Internet

หลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องสัญญาณ WiFi ว่าถ้าใช้ WiFi จะต้องมีการใช้เน็ต แต่ความจริงแล้วสองอย่างนี้แยกกัน ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้มองว่าสัญญาณ WiFi เป็นเหมือนท่อน้ำ และส่วนการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือน้ำ ซึ่งน้ำในที่นี้แบ่งได้สองแบบคือ

  1. น้ำที่มาจากผู้ให้บริการต่างๆ เช่น AIS Fibre ก็จะเป็นน้ำจากการประปาที่เราต้องเสียเงินเพื่อใช้บริการ 
  2. น้ำที่เราสร้างขึ้นมาเอง เช่น การรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือต่อกับมือถือ หรือมือถือต่อกับคอมพิวเตอร์ ก็เป็นการเทน้ำให้กันระหว่างอุปกรณ์โดยไม่ได้ใช้น้ำภายนอก

โดยน้ำทั้งสองแบบอุปกรณ์ต่างๆของเรา จะสามารถใช้งานได้ด้วยท่อน้ำ หรือสัญญาณ WiFi ที่เราติดตั้งมาใช้เองกันในบ้านนั่นเอง

WiFi Signal Strength ≠ Internet Speed

สัญญาณไวไฟแรง แต่เน็ตไม่เห็นวิ่งเลย … อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะสัญญาณไวไฟอย่างที่บอกไปข้างต้นว่ามันเหมือนท่อน้ำ ยิ่งแรงท่อน้ำก็จะยิ่งใหญ่ ยิ่งเบาท่อก็จะเล็กตามไปด้วย ส่วน Internet Speed นี้จะเป็นน้ำที่ต่อเข้ามาที่บ้านเรา ซึ่งถ้าท่อเราใหญ่พอก็จะสามารถส่งน้ำที่เรารับมาแรงกระจายไปทั่วบ้านเราได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้า WiFi สัญญาณเต็ม แล้วน้ำที่เรารับมาเบาแค่ 10-20Mbps ความเร็วในการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตก็จะได้สูงสุดตามน้ำที่เรารับมาเท่านั้น

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ มือถือต่อเข้าหามือถือ หรือคอมพิวเตอร์ต่อเข้ากับ Media Server ในบ้าน อันนี้น้ำจะถูกสร้างจากอุปกรณ์นั้นๆ ซึ่งก็จะเร็วแรงได้ตามสเปคของมันกันเลยตั้งแต่หลักร้อย Mbps จนถึง 1Gbps นั่นเอง

ACCESS POINT – REPEATER – MESH WIFI แตกต่างกันอย่างไร ?

ความแตกต่างของ 3 รูปแบบการเชื่อมต่อกระจายสัญญาณนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยกันไม่น้อย ตอนที่กำลังพิจารณาซื้ออุปกรณ์เน็ตเวิร์คเข้ามาติดในบ้าน ซึ่งจะสรุปออกมาให้ง่ายๆดังนี้นะครับ

ACCESS POINT

วิธีง่ายที่สุดในการขยายการเชื่อมต่อ คือซื้อตัวกระจายสัญญาณ (Access Point) มาเพิ่ม จับมันมาเสียบสายแลน ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นเราเตอร์อีกตัวในสถานที่ใหม่เลย

ข้อดี : สปีดเน็ตมาเต็ม ประหยัด

ข้อเสีย : ติดตั้งยาก ต้องเดินสาย ต้องกดเชื่อมต่อสัญญาณใหม่เมื่อเดินไปอีกตำแหน่ง

ขยายสัญญาณ WiFi ครอบคลุมทั่วบ้านทุกชั้นด้วยการลากสาย ต้องเลือกเชื่อมต่อตามตำแหน่งที่อยู่

REPEATER หรือ RANGE EXTENDER

คืออุปกรณ์ทวน WiFi สัญญาณ เพื่อให้มีระยะทางไกลขึ้น รับสัญญาณจากฟากหนึ่งและขยายส่งต่อออกไปยังอีกฟากหนึ่ง เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของสัญญาณ

ข้อดี : ติดตั้งสะดวก ไม่ต้องเดินสาย ประหยัด

ข้อเสีย : สปีดเน็ตดรอปตามระยะ ใช้ชื่อ SSID เดิมกับตัวหลักได้ หากการเชื่อมต่อด้านหนึ่งล่มก็ใช้งานไม่ได้เลย

ขยายสัญญาณ WiFi ครอบคลุมทั่วบ้านทุกชั้นโดยไม่ต้องลากสาย ไม่ต้องเลือกเชื่อมต่อตามตำแหน่งที่อยู่ และความเร็วลดลงตามระยะความห่าง หากมีปัญหาที่จุดใดก็จะทำให้บริเวณนั้นใช้งานไม่ได้

ทำไมเราไม่ควรตั้งชื่อ WIFI ให้เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ MESH WIFI

เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมหรือแยกได้ว่าเราต่อกับอุปกรณ์ชิ้นไหนอยู่ อยู่ห้องนั่งเล่นดันไปต่อกับตัวห้องครัว สัญญาณก็ไม่ดี บางทีก็เหวี่ยงไปมาระหว่างสองเครื่อง จะบังคับเปลี่ยนหรือล็อคว่าจะเกาะกับอุปกรณ์ชิ้นไหนก็ไม่ได้หรือลำบากอีก ตัวอุปกรณ์เองก็ไม่ฉลาดพอที่จะเปลี่ยนหรือเลือกต่ออันที่ดีที่สุดให้เรา ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วย MeshWiFi

MESH WIFI

ไม่ใช่แค่ทวนสัญญาณ แต่ยังสร้างเป็นเครือข่าย ให้สามารถใช้งานได้แบบไม่มีสะดุดทั้งบริเวณที่ต้องการ

ข้อดี : ติดตั้งสะดวก ทั้งเดินสายหรือไร้สาย ทำงานร่วมกันได้สมบูรณ์ในแต่ละจุด ตำแหน่งนึงล่ม อีกจุดก็ยังทำงานแทนกันได้ ใช้ชื่อ WiFi อันเดียวกันได้ทั้งบริเวณ

ถ้าเราไปอาคารสถานที่ใหญ่ๆ แล้วพบว่ามีการให้บริการอินเทอร์เน็ตในชื่อเดียว ทำงานแบบเข้ากันได้ดี เดินไปไหนมาไหนแล้วยังเชื่อมต่อได้ไม่มีสะดุด อันนั้นก็เดาได้เลยว่าน่าจะใช้ Mesh แน่นอน

ข้อควรรู้

แม้ว่าความเร็วการรับส่งของ MeshWiFi จะดีกว่า Repeater แต่ก็ไม่ได้ทำให้สามารถวิ่งได้เร็วเต็มสปีดนะ ถ้าต้องการวิ่งให้เต็มแพ็กเกจที่สมัครมา 500 – 1000 Mbps ที่สมัครเอาไว้ ยังไงก็แนะนำต้องเดินสาย LAN เชื่อมต่อในแต่ละจุดด้วย

ข้อเสีย : แพงงงงง โดยอุปกรณ์ที่ทำ MeshWiFi ได้แต่ละชิ้น มักจะมีราคาไม่น้อยกว่า 3-5 พัน ถ้าเกิดว่าจะติดให้ทั่วๆก็อาจจะต้องใช้ไม่น้อยกว่า 3-5 ชิ้น ราคาก็ทวีคูณไป

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าไม่อยากจ่ายแพงเรามีสิ่งดีๆมานำเสนอ #ขายของ😎😎😎

สมัคร AIS แพ็คเกจความเร็ว 1Gbps/100Mbps วันนี้ รับฟรี NOKIA WiFi Beacon 1 ซึ่งเป็น Mesh WiFi เอาไปเลยทันที 2 เครื่อง (เชื่อมต่อได้สูงสุด 3 ชิ้น แต่ต้องซื้อเพิ่มเอง) เอาไว้ติดตั้งสร้าง Mesh WiFi ของตัวเองที่บ้านได้ โดย Nokia WiFi Beacon เป็นอุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi คุณภาพสูง เอาไว้ใช้งานร่วมกับแพ็คเกจ SUPER MESHWiFi ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดถึง 1 Gbps ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวรองรับการส่งสัญญาณผ่านสาย LAN ได้สูงสุด 1000 Mbps และผ่าน WiFi ได้ถึง 866 Mbps สามารถส่งสัญญาณได้ทั้งแบบ 2.4GHz และ 5GHz จะมีให้เลือกสมัครแบบรายเดือนทั้งหมด 2 แบบ 

ค่าบริการ999 บาท / เดือน1099 บาท / เดือน
ความเร็ว1,000/100 Mbps 1,000/100 Mbps
บริการอื่นๆ– AIS Playbox ดูหนัง ซีรีส์จากช่องดังอย่าง HBO, Fox Movie, Warner TVHOOQ ฟรี 6 เดือนNetflix ฟรี 3 เดือน
สัญญาใช้งาน24 เดือน24 เดือน

นอกจากจะมีเน็ตความเร็วสูงถึง 1Gbps แล้ว ลูกค้า AIS Fibre ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานแบบไม่เหมือนใคร เพราะปรับความเร็วในการใช้งานได้เองแบบ Real-time ด้วย Speed Toggle ซึ่งสามารถจัดการความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดได้ 3 แบบ ดังนี้

Full Speed Download : ดาวน์โหลด 1000 Mbps / อัพโหลด 100 Mbps

Full Speed Upload : ดาวน์โหลด 100 Mbps / อัพโหลด 1000 Mbps

SYMMETRY : ดาวน์โหลด 550 Mbps / อัพโหลด 550 Mbps

การจัดการความเร็วดังกล่าว ลูกค้า AIS ที่ใช้งานแพ็คเกจ SUPER MESHWiFi สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซท์ myaisfibre.com โดยไม่ต้องโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์หรือติดต่อกับพนักงานให้วุ่นวายอีกด้วย

— จบช่วงการขาย — 😂😂😂

เลือกซื้อ MESH WIFI อย่างไรดี?

ปัจจุบันเราได้เห็นหลายค่ายก็เริ่มมีการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดในเรื่องนี้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะ ASUS, Netgear, TP-Link ซึ่งก็จะมีการใส่ฟีเจอร์เสริมอะไรกันเข้าไปมากมายเพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ขยายวงให้กว้างขึ้น มีแอปหรือส่วนควบคุมกลาง เป็นแอปหรือหน้าเว็บก็ว่ากันไป

แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานกลาง ที่ทำให้เราสามารถใช้งาน Mesh ข้ามแบรนด์ได้ ดังนั้นหากเราลงทุนซื้อแบรนด์ไหนมาแล้ว ในอนาคตต้องการจะขยับขยายก็อาจจะต้องซื้อของแบรนด์เดียวกันมาใช้เท่านั้นนะ ดังนั้น ถ้าคิดจะซื้อ Router MeshWiFi มาสักตัวสิ่งที่ควรดูคือ

  • ความเร็วสูงสุดในการเชื่อมต่อ ทั้งแบบ WiFi และ LAN 
    • LAN ไม่น้อยกว่า 1Gbps
    • WiFi ไม่น้อยกว่า 350Mbps รองรับทั้ง 2.4 และ 5GHz
  • จำนวน Node ที่รองรับ เพียงพอกับพื้นที่ใช้งาน
  • ความเร็วเมื่อต่อ Node เพิ่มเติม
  • ไว้ใจได้ มีการอัพเดทต่อเนื่อง (ป้องกันการแฮกผ่านอุปกรณ์)
  • ยิ่งเปิดเผยรายละเอียดของอุปกรณ์มากเท่าไหร่ยิ่งดี
  • อัตรากินไฟที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป
  • ราคาและการรับประกัน (ราว 3-5,000 บาทต่อชิ้น และ 2 ปีเป็นอย่างน้อย)

ก็หวังว่าเพื่อนๆจะเข้าใจเจ้า MeshWiFi เทคโนโลยีใหม่ของ Router ที่อนาคตข้างหน้าทุกตัวจะต้องมีใส่เอาไว้กันมากขึ้นนะครับ ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมสามารถมาคอมเมนต์สอบถามกันได้นะ และในโอกาสหน้าไว้จะมีเรื่องไหนมาเล่าเพิ่มเติม รอติดตามกันได้ครับ

ที่มา Droidsans

Nest Wifi รุ่นใหม่ขยายสัญญาณได้ถึง 204 ตารางเมตร รองรับ Google Assistant

สำหรับงาน Google ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผ่านมา นอกจาก Pixel 4, Pixelbook Go และ Pixel Buds แล้วยังมี Nest Wifi ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Mesh ไว้กระจายสัญญาณ Wifi เปิดตัวออกมากับเขาด้วย ซึ่งทาง Google เคลมไว้ว่าจะมีความเร็วสูงกว่า Google Wifi รุ่นเดิมถึง 2 เท่า พร้อมขยายสัญญาณได้ครอบคลุมกว่า 2,200 ตารางฟุต หรือ 204 ตารางเมตรเลยทีเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 169 เหรียญ หรือประมาณ 5,200 บาท

สเปคเบื้องต้น

Wifi router

  • Up to 2200 square feet per router
  • AC2200 MU-MIMO Wi-Fi 4×4 (5 GHz) 2×2 (2.4 GHz)
  • 1 GB RAM / 4 GB Flash
  • Dual Gigabit Ethernet ports / Barrel jack power
  • Diameter: 110 mm Height: 90.4 mm Weight: 380 g
  • บอดี้ภายนอกทำจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล 45%

Wifi Point

  • Up to 1600 square feet per point
  • AC1200 MU-MIMO Wi-Fi 2×2 (2.4 GHz/5 GHz)
  • 360-degree sound with 40 mm driver, Bluetooth 5.0
  • Capacitive touch controls
  • 768 MB RAM / 512 MB Flash
  • Barrel jack power
  • Diameter: 102.2 mm Height: 87.2 mm Weight: 350 g
  • บอดี้ภายนอกทำจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล 40%

ฟีเจอร์ Nest Wifi ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือจะเหมือนกับ NestMini (GoGoogle เปิดตัว Nest Wifi รุ่นใหม่ เชื่อมต่อได้แบบ Mesh ขยายสัญญาณได้ถึง 204 ตร.ม. รองรับ Google Assistantปิogle Home Mini) ที่เป็นลำโพงบลูทูธรองรับการทำงานร่วมกับ Google Assistant โดยเจ้า Nest Wifi นี่เองจะสามารถฟังเพลงที่เชื่อมกับลำโพงแบบเดียวกันได้ทั่วทั้งบ้านผ่านสัญญาณ Wifi กับ และสามารถควบคู่อุปกรณ์ IoT ที่รองรับผ่าน Google Home ได้อีกด้วย (สำหรับตัวลำโพง NestMini จะมีราคาอยู่ที่ 49 เหรียญหรือประมาณ 1,500 บาท)

นอกจากนี้ ในเรื่องของการกระจายสัญญาณ สามารถลดการถูกบล็อกของกำแพงได้มากถึง 50% และสามารถจัดการเรื่องเวลามีเพื่อนมาหา อยากจะแชร์รหัสผ่าน Wi-Fi แต่ไม่อยากให้เพื่อนแย่งใช้ปริมาณเน็ตเยอะ ก็สามารถจัดลำดับความสำคัญของอุปกรณ์แต่ละชิ้นได้ หรือสมมติถ้าหากอยากจะตัดอุปกรณ์ไหนให้ออฟไลน์หรือปิดกั้นเนื้อหาเว็บไซต์บางอย่างที่ไม่ได้อยากเด็กดูก็สามารถควบคุมป้องกันได้ง่ายๆ ผ่านระบบ Family Wi-Fi ในแอป Google Home

โดยหน้าตาของแอป Google Home จะมีอยู่ UI ที่เรียบง่ายสามารถใช้งานผ่านมือถือได้ในเครื่องเดียว เช็คได้ทั้งสัญญาณ Internet, Run Speed Test, เช็คการทำงานของตัว NestWifi และ Device ที่กำลังใช้งานได้ พร้อมทั้งตั้ง Schedules เปิดปิดสัญญาณของแต่เครื่องแต่ละบุคคลได้อีกด้วยเช่นกัน จัดการได้หลายอย่างจริงๆ เหมาะสำหรับใช้งานกับครอบครัวมากๆ ซึ่งตัวแอปสามารถใช้ได้ทั้ง iOS และ Androids

ราคา NEST WIFI แบ่งเป็น 3 แบบคือ

  • แพ็ค 1 ตัว (เฉพาะ Router) ราคา 169 หรียญ ประมาณ 5,200 บาท (ครอบคลุม 204 ตร.ม.)
  • แพ็ค 2 ตัว(Router + Point) ราคา 259 เหรียญ ประมาณ 8,200 บาท (ครอบคลุม 353 ตร.ม.)
  • แพ็ค 3 ตัว (Router + 2 Point) ราคา 349 เหรียญ ประมาณ 10,600 บาท (ครอบคลุม 502 ตร.ม.)

โดย Nest Wifi จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี คือ สีฟ้า Mist, สีชมพู Sand และ สีขาว Snow ซึ่งผู้สนใจสามารถกดพรีออนเดอร์ได้ตั้งแต่วันนี้ และจะวางจำหน่ายใน 8 ประเทศทั่วโลกวันที่ 4 พ.ย. 2019 ส่วนประเทศไทยจะมีการนำเข้ามาขายหรือไม่คงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ แต่แอบเสียดายนิดหนึ่งตรงนี้ ไม่รองรับ WiFi6 นะจ๊ะ

ที่มา Droidsans

OnePlus 7T, 7T Pro และ McLaren Edition มือถือสเปคโหด เริ่ม 17990 บาท

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนสำหรับมือถือเรือธงสเปคสุดเทพอย่าง OnePlus 7T และ OnePlus 7T Pro ที่ได้รับการอัพเกรดสเปคขึ้นมาจากรุ่นก่อน ทั้งชิปชิป Snapdragon 855+, หน้าจอ 90Hz, หน่วยความจำ UFS 3.0 และระบบชาร์จไว Warp Charge 30T ที่ชาร์จไวขึ้นกว่าเดิมถึง 23%…ซึ่งล่าสุดก็ได้เดินทางมาถึงบ้านเราเรียบร้อยแล้ว โดยเคาะราคาเริ่มต้นมาที่ 17,990 บาท

OnePlus 7T series ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับหน้าจอ Fluid Display ค่า Refresh Rate ที่ 90Hz ให้ประสบการณ์แบบ “Smooth Like Never Before” ให้ภาพที่สุดของความลื่นไหลในการเล่นเกม พร้อมกับสเปคสุดแรงด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 855+ ความเร็ว 2.96GHz อีกทั้งยังใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 เพิ่มความรวดเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล และการเปิดแอปต่างๆ ได้เร็วกว่ารุ่นอื่นแบบเห็นได้ชัด

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยเซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 117 องศา และกล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS มาพร้อมกับ NightScape 2.0 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาพถ่ายตอนกลางคืนให้สว่างราวกับถ่ายตอนกลางวัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Macro ไว้ถ่ายภาพ close-up โฟกัสวัตถุได้ในระยะใกล้สะใจแค่ 2.5 เซนติเมตรเท่านั้น

ระบบชาร์จไวแบบใหม่ Warp Charge 30T จ่ายไฟเท่าเดิมที่ 30 วัตต์ ทว่ากลับมีประสิทธิภาพการในชาร์จได้เร็วกว่าเวอร์ชั่นก่อนถึง 23% 

สำหรับคนที่ถามหาศูนย์บริการแบบที่สามารถเดินเอาเครื่องเข้าไปรับบริการได้เลย ตรงนี้ทาง OnePlus Thailand ก็ออกมาประกาศแล้วว่า.. รออีกนิดนึงนะ ใกล้มาแล้ว 

สำหรับสเปคเต็มๆ ของ OnePlus 7T, 7T Pro และตัวท็อปสุดซิ่ง OnePlus7T Pro McLaren Edition ก็มีตามนี้ครับ

สเปค ONEPLUS 7T

  • หน้าจอ Fluid Display ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+, อัตราส่วน 20:9, รองรับการแสดงผล HDR10+, รีเฟรชเรท 90Hz
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 855+
  • GPU : Adreno 640
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ใส่เมมเพิ่มไม่ได้
  • กล้องหลัง 3 ตัว รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 4K@30/60fps
    • เซนเซอร์หลัก 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6, OIS
    • เลนส์ Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มุมกว้าง 117 องศา
    • เลนส์ Telephoto 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, OIS
  • กล้องหน้า : 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0, EIS รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 1080p@30/60fps
  • USB Type-C
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอริโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 3,800 mAh รองรับชาร์จไว Warp Charge 30T (5V, 6A)
  • วางจำหน่ายทั้งหมด 2 สี: สีเทา Frosted Silver และสีฟ้า Glacial Blue
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10

สเปค ONEPLUS 7T PRO

  • หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 855+
  • RAM : 8GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 256GB  (UFS 3.0) ไม่รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
  • กล้องหน้าป๊อปอัพ : 16MP (f/2.0)
  • ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอรีโอ, Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
  • เซ็นเซอร์ : Accelerometer, Gyroscope, Proximity, Ambient Light Sensor, Electronic Compass, Laser Sensor
  • แบตเตอรี่ : 4085 mAh รองรับ Warp Charge 30T
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย OxygenOS 10

สเปค ONEPLUS7T PRO MCLAREN EDITION

  • หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด Qual HD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 855+
  • RAM : 12GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 256GB  (UFS 3.0) ไม่รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
  • กล้องหน้าป๊อปอัพ : 16MP (f/2.0)
  • ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอรีโอ, Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
  • เซ็นเซอร์ : Accelerometer, Gyroscope, Proximity, Ambient Light Sensor, Electronic Compass, Laser Sensor
  • แบตเตอรี่ : 4,085 mAh รองรับ Warp Charge 30T
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย OxygenOS 10

OnePlus 7T series มีให้เลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่น แบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้..

  • OnePlus7T สีเงิน Frosted Silver และสีน้ำเงิน Glacier Blue รุ่น 8GB/128GB : ราคา 17,990 บาท
  • OnePlus7T Pro สีน้ำเงิน Haze Blue รุ่น 8GB/256GB : ราคา 26,990 บาท
  • OnePlus7T Pro McLaren Limited Edition รุ่น 12GB/256GB : ราคา 29,990 บาท

OnePlus7T Pro จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ทาง AIS Online Store, JD Central, Lazada หรือที่ลิงก์ http://oneplus7tseries.onlineoneplus.com/ และยังมีวางจำหน่ายที่ AIS Shop ทั้ง 33 สาขาที่ร่วมรายการ

สำหรับ OnePlus 7T จะเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2562 และจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ส่วนรุ่นท็อป McLaren Edition อดใจรอกันอีกนิดนะครับ วันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผยออกมา แต่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นกับทาง AIS ให้เป็นเจ้าของมือถือ OnePlus 7T series ได้ในราคาพิเศษสุดๆ เพียงแค่ 12,990 บาทเท่านั้น โดยรายละเอียดและเงื่อนไขในการรับโปรโมชั่น เราจะนำมาอัพเดทให้อีกทีนึงครับ

ที่มา – Droidsans

Pixel 4 และ Pixel 4 XL เปิดตัวแล้ว พร้อมฟีเจอร์ Motion Sense

เปิดตัวกันซักที กับมือถือ Android พันธุ์แท้ Pixel 4 และ Pixel 4 XL ที่ก่อนหน้านี้มีทั้งสเปคและฟีเจอร์บางอย่าง รวมถึงตัวเครื่องแบบเป็นๆ หลุดออกมาให้ว่อนไปหมด แต่ถึงยังไงฟีเจอร์เด็ดๆ ทั้งหมดของมือถือซีรีส์นี้ ก็ต้องเก็บไว้เพื่อเผยโฉมในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการคราวนี้อยู่ดี…ว่าแล้วก็มาดูกันเลยครับว่าคราวนี้มือถือซีรีส์ Pixel4 จะมีอะไรเจ๋งๆ ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง

Pixel 4 มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่

Pixel4 ได้รับการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ที่ดูผิดหูผิดตาไปจากเดิม ด้วยกล้องหลัง 2 ตัว และแฟลชที่วางเอาไว้บนโมดูลสี่เหลี่ยมตรงด้านมุมซ้ายบนของเครื่อง มาพร้อมกับสีใหม่ คือ สีดำ Just Black, สีขาว Clearly White และสีพิเศษ สีส้ม Oh So Orange

มือถือรุ่นแรกของโลกที่มีเรดาร์ในตัว

Pixel4 ใส่เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว Motion Sense ที่ติดตั้งอยู่ที่ขอบจอด้านบน เพื่อตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้ามือถือเครื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือเพื่อเปลี่ยนเพลงในแอป

โบกมือเพื่อหยุด / Snooze นาฬิกาปลุก หรือจะปิดเสียง Ringtone เมื่อมีสายเข้าก็ยังได้

นอกจากนี้เซ็นเซอร์ Motion Sense ยังใช้ในการปลดล็อคเครื่องด้วยการตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ ได้อย่างรวดเร็วสุดๆ โดยที่เราแค่ยกมือถือขึ้นมาปุ๊บ มันก็จะตรวจเจอหน้าเราปั๊บ และปลดล็อคเครื่องให้พร้อมใช้ได้ทันที

Pixel 4 กับหน้าจอระดับ A+

Pixel4 มากับหน้าจอระดับ A+ ความละเอียด FHD+ และ QHD+ ที่มีค่ารีเฟรชเรทสูง 90Hz

GOOGLE ASSISTANT ที่ฉลาดกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิม

ผู้ช่วยอัจฉริยะเจ้าประจำอย่าง Google Assistant ที่คราวนี้ได้รับการอัพเดทให้ตอบสนองต่อคำสั่งต่างๆ ได้เร็วกว่าเดิม (มาก) จนแทบจะสั่งปุ๊บทำปั๊บได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้หารูปที่ต้องการ > แชร์รูปพร้อมเขียนข้อความให้กับคนที่เราต้องการแชร์ ซึ่งทั้งหมดเราแทบจะไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลย เพราะสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งหมด นอกจากนี้เรายังไม่ต้องคอยพูด Hey Google หรือ OK Google ทุกครั้งที่สั่งการอีกด้วย

เรายังสามารถสั่งงานที่มีความซับซ้อนกว่าเดิมแบบต่อเนื่องได้ อย่างเช่นเรากำลังแชทกับเพื่อน แล้วเพื่อนถามว่าเครื่องบินที่เรานั่งจะลงจอดกี่โมง ก็แค่เรียก Assistant ขึ้นมาเพื่อถามเวลาลงจอด จากนั้นก็สั่งให้พิมพ์ตอบด้วยเสียงได้เลย โดยเจ้า Assistant จะสามารถแยกแยะได้ด้วยว่าคำสั่งที่เราพูดออกไปเป็นการสั่งงาน หรือเป็นการพิมพ์ด้วยเสียง

กล้องหลังคู่

คราวนี้ Google เลิกอินดี้ ด้วยการใส่กล้องหลังมาให้เป็น 2 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้ออกมาดีกว่าเดิม ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 12MP และเลนส์ Telephoto ความละเอียด 16MP สำหรับการซูมภาพ โดยมากับฟีเจอร์ใหม่คือโหมด Super Res ที่ผสมผสานทั้งการซูมด้วยเลนส์แบบออพติคอลเข้ากับการซูมแบบดิจิตอล และปรับปรุงภาพด้วยซอฟท์แวร์อีกทีนึง จนภาพที่ซูมไกลลิบๆ ออกมาชัดเจน และคมกริบ

โหมด Live HDR+ ที่จะจัดการกับภาพย้อนแสงให้ออกมาสว่างชัดเจน ได้แบบ Real-Time ก่อนที่เราจะลั่นชัตเตอร์ ไม่ต้องมานั่งลุ้นหลังจากถ่ายแล้ว ว่าภาพจะออกมาดีรึเปล่า

โหมดหน้าชัดหลังเบลอซึ่ง Pixel รุ่นเก่าๆ ที่มีกล้องแค่ตัวเดียวยังถ่ายออกมาได้สุดยอดแล้ว มารุ่น Pixel4ที่มีกล้องมาให้ 2 ตัว ยิ่งทำได้สุดยอดกว่าเดิม จนแทบจะเทียบเท่ากับกล้องระดับ DSLR เลยทีเดียว

โหมดถ่ายกลางคืน Night Sight ที่เจ๋งกว่าเดิม โหดกว่าเดิม เพราะถ่ายภาพในที่มืดมิดออกมาได้อย่างชัดเจนจนน่าแปลกใจ เพราะจากภาพตัวอย่างที่นำมาโชว์ โหมดนี้สามารถเก็บรายละเอียดของท้องฟ้าและดวงดาว หรือแม้แต่ถ่ายทางช้างเผือกก็ยังได้ แถมยังมีซอฟท์แวร์สำหรับจัดการ Noise ได้เนียนกริบอีกด้วย

ราคา Pixel4 แต่ละรุ่น

สำหรับราคาของ Pixel4 และ Pixel4 XL ที่จะวางจำหน่ายในอเมริกา จะแบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Pixel4 (64GB) : ราคา 799 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,300 บาท
  • Pixel4 (128GB) : ราคา 899 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,300 บาท
  • Pixel4 XL (64GB) : ราคา 899 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,300 บาท
  • Pixel4 XL (128GB) : ราคา 999 ดอลลาร์ หรือประมาณ 30,400 บาท

สมาร์ทโฟน Pixel4 เริ่มเปิดให้สั่งจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ในอเมริกา และคาดว่าจะเริ่มส่งของได้ในวันที่ 22 ตุลาคมเป็นต้นไป ส่วนประเทศอื่นๆ จะเริ่มทะยอยวางขายเมื่อไหร่ ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกทีครับ

ขอบคุณที่มา Droidsans