Oppo Reno Ace Gundam Edition ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง

เปิดตัว Oppo Reno Ace Gundam Edition สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ใส่สเปคแรงจัดเต็ม ที่เซอร์ไพรส์ด้วย Gundam 40th Anniversary Edition เอาคนรักกันดั้มแบบต้องร้องกรี้ดลั่นบ้าน

รุ่นพิเศษนี้ ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 30,000 เครื่องเท่านั้น และยังมาพร้อมกล่องที่ออกแบบมาในสไตล์หุ่นรุ่น RX-78-2 ที่แฟนๆ การ์ตูนเรื่องนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี

ล้ำหน้าโชว์ Oppo Reno Ace Gundam Edition รุ่นท็อปสเปคแรง ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง oppo reno ace OPPO Gundam 40th Anniversary Edition

OPPO Reno Ace ใช้ชิปเซต Snapdragon 855+ หน้าจอ 90Hz AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2,400 x 1,080 พิกเซล มีติ่งด้านบนทรงหยดน้ำ ตัวอ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ

กล้องด้านหลังมีทั้งหมด 4 ตัว เริ่มที่ตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.7 ตัวที่สองเป็นความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.4 เป็นเลนส์ซูม Telephoto และกล้อง 8 ล้านพิกเซลมุมกว้าง Ultra-Wide และกล้อง Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

มีระบบกันสั่นในการถ่ายวิดีโอ สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 1080p  60fps และยังสามารถใช้เลนส์ซูม 5x Hybrid กับการถ่ายวิดีโอได้ด้วย หน่วยเก็บข้อมูลภายในเครื่องแบบ UFS 3.0 มาพร้อมลำโพงสเตอริโอคู่

มาพร้อมระบบชาร์จเร็ว SuperVOOC 2.0 กำลังไฟ 65 วัตต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 4,000mAh เต็มได้ภายในเวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

เสริมเซ็นเซอร์ระบบสัมผัสที่หน้าจอ Touch Sampling Rate ให้เร็วถึง 135Hz ช่วยให้การเอาไปใช้เล่นเกมทำได้อย่างรวดเร็วแม่นยำมากยิ่งขึ้น มีระบบสั่นแบบ “4D” ให้ความรู้สึกตอบสนองได้รุนแรงและแม่นยำ เหมือนการกดปุ่มจริงๆ

ล้ำหน้าโชว์ Oppo Reno Ace Gundam Edition รุ่นท็อปสเปคแรง ลายพิเศษผลิตแค่ 30000 เครื่อง oppo reno ace OPPO Gundam 40th Anniversary Edition

ด้านซอฟต์แวร์ก็มีการปรับแต่งมาแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่มั่นคงและเสถียร มีการใส่ชั้นเลเยอร์ Composite Carbon Fiber ระหว่างตัวชิปและกระเปราะระบายความร้อน ช่วยจัดการอุณภูมิได้ดีกว่าเดิมถึง 3 เท่า

ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทั้งชิป CPU และ GPU พร้อมจำหน่ายในจีนวันที่ 17 ตุลาคม นี้ เริ่มต้นที่ราคา 2,999 หยวน ประมาณ 12,900 บาท ได้แรม 8GB และความจุ 128GB ส่วนรุ่นแรม 12GB และความจุ 256GB ราคาอยู่ที่ 3,799 หยวน ประมาณ 16,300 บาท

แต่ถ้าใครอยากได้รุ่นพิเศษ Gundam Edition ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าแบบ Pre-Order ในวันที่ 21 ตุลาคม ขายจริงวันที่ 11 พฤศจิกายน สเปกได้แรม 8GB, รอม 256GB ราคาจะอยู่ที่ 3,599 หยวน ประมาณ 15,400 บาท แพงกว่าตัวธรรมาดาประมาณ 2,500 บาท

ความพิเศษในชุดพิเศษนี้ ตั้งแต่ตัวเครื่อง OPPO Reno Ace ที่ทำสีโทนขาว ตัดด้วยสีแดง, น้ำเงิน และเดินเส้นสายให้ความรู้้สึกแบบหุ่นยนต์กันดั้ม มีเคสหุ่มเป็นลายโล่ห์ของ RX-78-2 ตัวสายชาร์จก็เป็นสีแดง รวมถึงแพ็กเกจก็ทำสีมาอย่างสวยงาม เรียกได้ว่าเป็นการเอาอิมเมจของกันดั้ม มาทำเป็นสมาร์ทโฟนได้สวยงามจริงๆ

ยังไม่หมดแค่นั้น ยังอุปกรณ์เสริม Unicorn Gundam Edition C1 Attachable Gamepad สำหรับการเล่นเกมมาให้อีกชิ้น ในราคา 299 หยวน 1,300 บาท เปิดสั่งซื้อล่วงหน้าวันที่ 10 ตุลาคม วันเดียวกันกับเครื่องรุ่น Gundam Edition

ที่มา techoffside

เปิดตัว Redmi Note 8 และ Redmi Note 8 Pro สุดคุ้ม เริ่มต้น 4,999 บาท

หลังจากเปิดตัวที่ประเทศจีนไปเมื่อราว ๆ เดือนก่อน วันนี้ Xiaomi ก็ได้เปิดตัวมือถือสเปคโหด สุุดคุ้มอย่างเป็นทางการในไทยเรียบร้อยแล้วอย่าง Redmi Note 8 และ Redmi Note 8 Pro จุดเด่น 4 กล้องหลังความละเอียดสูงสูดอยู่ที่ 64 ล้านพิกเซล และ CPU สายเกมตัวแรง Helio G90t ซึ่งราคาเปิดตัวเริ่มต้นเบา ๆ ที่ 4,999 บาท เท่านั้น

หน้าจอ LCD Dot Drop ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ มี Water Seal หรือซีลยางป้องกันน้ำเข้าน้ำออกช่องพอร์ตต่างๆ กันน้ำได้ระดับนึง ครอบทับด้วย Gorilla Glass 5 ทั้งหน้าและหลัง

Redmi Note 8 Pro มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบไปด้วยเซนเซอร์หลักความละเอียด 64 MP ใช้เซนเซอร์ Samsung GW1, กล้อง Marco  ถ่ายได้ใกล้ที่สุด 2 เซนติเมตร ความละเอียด 2 MP, กล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 MP   และกล้อง depth sensor สำหรับเอาไว้เบลอฉากหลังในโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode) ความละเอียด 2 MP

การถ่ายภาพความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราสามารถตัดภาพมาบอกเล่าเรื่องราวได้หลากหลาย หรือจะเอารูปไปทำโปสเตอร์ก็ทำได้แบบสบายๆ โดยที่ภาพยังชัดอยู่ ไม่แตก

รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-motion ที่ 960fps, มีโหมดถ่ายภาพตอนกลางคืน (Night Mode) และ AI Skyscaping เปลี่ยนภาพถ่ายเป็นช่วงเวลาไหนๆ ของวันก็ได้อีกด้วย

กล้องหน้า ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มี AI Beautify, Portrait Selfies ละลายหลัง ใช้ AI Face Unlock ได้ รวมแล้วกล้องหน้า + กล้องหลัง สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีด้วยกันทั้งหมดถึง 5 กล้อง

ใช้ชิปเซ็ตสายเกมมิ่ง MediaTek Helio G90T ที่ออกแบบมาสำหรับคอเกมโดยเฉพาะ มีโหมดประหยัดพลังงานและโหมด High Performance นอกจากนี้ยังมีโหมด HyperEngine ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระหว่างการเล่นเกมให้ลื่นไหลขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ยังใส่เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ LiquidCool มาให้ ลดอุณหภูมิได้มากถึง 4 – 6 องศาเซลเซียส ทำให้เครื่องจะไม่ร้อนจนเกินไป สามารถเล่นได้ยาวนานกว่าเดิม

อัดแบตเตอรี่มาให้มากถึง 4,500 มิลลิแอมป์ และยังแถมหม้อแปลงชาร์จไว 18W มาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม

 มีให้เลือกซื้อด้วยกัน 3 สี คือ สีเขียว Forest Green, สีเทา Mineral Gray และ สีขาว Pearl White

สเปค REDMI NOTE 8 PRO

  • หน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Helio G90T
  • GPU : Mali-G76
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 64MP + 8MP + 2MP + 2MP
  • กล้องหน้า : 20MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • รองรับ NFC
  • แบตเตอรี่ : 4,500 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10

REDMI NOTE 8 PRO

สเปค REDMI NOTE 8

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) อัตราส่วน 19.5 : 9
  • CPU : Snapdragon 665
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง : 48MP + 8MP + 2MP + 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • USB-C
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 9 ครอบด้วย MIUI 10

REDMI NOTE 8

นอกจากนี้ Xiaomi ยังแอบมีเซอร์ไพรส์เปิดตัว Redmi 8 มือถือสุดคุ้มราคาประหยัด แบต 5,000 มิลลิแอมป์ในงานอีกด้วย เคาะราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 3,999 บาทเท่านั้น สำหรับสเปคเดี๋ยวมีอัพเดทให้อีกบล็อกนึงนะครับ อดใจรอกันอีกนิ๊ด..นึง

เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 โดยมีราคาดังนี้

ราคาของทั้ง Redmi Note8 และ Redmi Note8 Pro จะแบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Redmi Note 8 (3GB/64GB) ราคา 4,999 บาท (Pre-Order ได้ในวันที่ 10 – 15 ตุลาคม ราคาพิเศษ 4,499 บาท)
  • Redmi Note 8 (4GB/64GB) ราคา 5,999 บาท และตัว 128GB ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 8 Pro (6GB/64GB) ราคา 7,999 บาท และตัว 128GB ราคา 8,999 บาท

Redmi Note8 และ Redmi Note8 Pro พร้อมวางจำหน่ายวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ทั้งสองรุ่นบนช่องทางจำหน่ายออนไลน์, ออฟไลน์ และตัวแทนจำหน่าย Xiaomi ที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย

ที่มา DroidSans

เปิดตัวแล้ว “Apple Watch Series 5” สมาร์ตวอตช์ระดับพรีเมียม

Apple ได้เปิดตัว Apple Watch Series 5 ซึ่งยังเป็นสมาร์ตวอตช์ ที่ออกแบบมา เพื่อตอบสนองการดูแลรักษาสุขภาพของผู้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมี โครงการวิจัยที่ทำผ่าน Apple Watch รุ่นแรก คือ การวัดความดังของเสียงว่าส่งผลกระทบอย่างไร, ศึกษาเรื่องการตกไข่ของผู้หญิง และศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของหัวใจกับการเคลื่อนไหว

Apple Watch Series 5

คอยเตือนเมื่อเสียงรบกวนรอบ ๆ นั้นดังเกินไป  แอพเสียงระกวนจะเตือนคุณเมื่อเสียงนั้น มีระดับเดซิเบลที่สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการได้ยินของคุณได้ 

 

และให้คุณ ติดตามรอบเดือนได้ง่าย ๆ แค่แตะ แอพการติดตามรอบเดือน จะช่วยให้การบันทุกข้อมูล ของรอบการมีประจำเดือนของคุณ เป็นเรื่องง่าย

Apple Watch Series 5

สำหรับ Apple Watch ซีรี่ส์ 5 นั้น ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้หน้าจอ Retina Display แบบ Always On ที่สามารถแสดงข้อมูล ให้ผู้ใช้ได้เห็นตลอดเวลา โดยให้เทคโนโลยี LTPO ที่ช่วยประหยัดพลังงาน โดยเปลี่ยนค่า Refresh Rate จาก 60 Hz เป็น 1 Hz พร้อมด้วยเซนเซอร์ใหม่ และการลดความสว่าง เพื่อช่วยให้ใช้งานได้นานถึง 18 ชั่วโมง พร้อมเสริมศักยภาพด้วย watchOS 6

และผู้ใช้ยังสามารถติดตามการออกกำลังกาย และ สุขภาพด้วยฟีเจอร์ใหม่อย่าง Cycle Tracking, Noise และ Activity Trends ได้

Apple Watch Series 5

กระตุ้นให้คุณเคลื่อนไหวออกกำลังกาย และยืน วงแหวานกิจกรรม จะติดตามความก้าวหน้าของคุณ พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจ ให้คุณนั่งน้อยลง เคลื่อนไหวมากขึ้น และ ออกกำลังกาย ทุก ๆ วัน นอกจากนี้ยังมีคำท้าต่าง ๆ ที่ให้คุณแข่งขันกับเพื่อน ๆ ได้

นาฬิกาที่จับตาดูหัวใจคุณอยู่เสมอ ดูอัตราการเต้นของหัวใจได้ทันที และ รับการแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจนั้น สูงหรือ ต่ำ เกินไป

ให้คุณไปไหนมาไหนได้ โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์ ด้วยระบบเซลลูลาร์ ไม่ว่าคุณจะโทรออกขณะวิ่งเทรล ส่งข้อความขณะเล่นเซิร์ฟหรือ สตรีมเพลงขณะเล่นสเก็ตบอร์ด ทั้งหมดนี้ทำได้แค่มีนาฬิกา

Apple Watch Series 5
Apple Watch Series 5

นอกจากนี้ Apple ยังได้เสริมฟีเจอร์การโทรออกฉุกเฉิน โดยการกดที่ปุ่นด้านข้างค้างเอาไว้เท่านั้น และสามารถใช้ได้ 150 ประเทศทั่วโลก

Apple Watch Series 5

อีกทั้งยังมาพร้อมเข็มทิศในตัวสำหรับแสดงแผนที่และทิศทางตามที่หันได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถบอก ระดับของพื้นได้อีกด้วย ต่อให้ใช้ชีวิต จะต้องเผชิญกี่เส้นทาง คดเคี้ยวขึ้นลงแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วง

Apple Watch Series 5

Apple Watch Series 5 ได้รับการผลิตด้วยวัสดุที่หลากหลายขึ้น ดังนี้

  • บอดีอลูมิเนียมรีไซเคิล 100% มีให้เลือก 3 สี คือสีเงิน, ทอง และ Space Gray ให้เลือก
  • บอดีสเตนเลสนั้นจะมีสีทอง และ Space Black
  • มีบอดีไทเทเนียมใหม่ และบอดีเซรามิก (ตามที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้)
Apple Watch Series 5

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Nike และ Hermès ใหม่ด้วย

Apple Watch Series 5
Apple Watch Series 5

จากข้อมูลล่าสุดนี้ นอกจากจะทราบกำหนดวันวางจำหน่ายแล้ว ก็ยังคาดเดากันได้ไม่ยากว่ารุ่นดังกล่าวเป็นรุ่น Cellular ที่มาพร้อม eSIM เชื่อมต่อการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับ iPhone ตลอดเวลาอีกต่อไปแล้ว

เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายน 2019 โดยมีราคาดังนี้

  • รุ่น GPS : 399 เหรียญ (ประมาณ 12,200 บาท)
  • รุ่น GPS + Cellular : 499 เหรียญ (ประมาณ 15,300 บาท)
Apple Watch Series 5

เราบอกไปหรือยังนะ ว่านาฬิกาตัวนี้ยังสามารถ บอกเวลาด้วย

ด้วยหน้าปัดนาฬิกานับร้อย จนถึงการปรับแต่งอันไม่รู้จบ บอกเลยว่านี่เป็นนาฬิกา ที่ไม่เหมือนนาฬิกาไหนๆ และที่สำคัญนาฬิกาตัวนี้ยัง สามารถบอกเวลาได้ด้วย ! “This watch tells time. Among other things.”

ที่มา Sanook AIS

iPad Gen 7 ตัวใหม่ 2019 หน้าจอ 10.2 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 10,900 บาท

iPad Gen 7 รุ่นใหม่ (2019) หน้าจอขนาด 10.2 นิ้ว ที่อัปเกรดมาจาก iPad Gen 6 รุ่นเดิม ซึ่งในรุ่นนี้รองรับ Smart Keyboard และ รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple Pencil รุ่นที่ 1 ซึ่งเปิดตัวในงาน Apple Special Event 2019

S 2334842
Lcimg 2acb5fb2 E3d4 4798 9603 A2c15b91f853

ไฮไลท์สำคัญอื่นๆ

  • ใช้ชิปประมวลผล A10 Fusion ประสิทธิภาพดี
  • iPad รุ่นที่ 7 มีขนาดหน้าจอภาพ Retina ขนาด 10.2 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 2160 x 1620px
  • รองรับ Apple Pencil 1 และ Smart Keyboard
  • ทำงานรวมกับ iPadOS ที่กำหนดปล่อยอัปเดตในวันที่ 1 ตุลาคม 2019 นี้ สามารถใช้งานแบบมัลติทากส์ สร้างสรรค์ผลงานบนจอใหญ่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • เป็น iPad สำหรับการศึกษา ราคาย่อมเยาว์ เริ่มต้น 10,900 บาท มีราคาเริ่มต้นที่ถูกว่า iPad รุ่นที่ 6 หน้าจอ 9.7 นิ้ว
  • รองรับการเชื่อมต่อ Gigabit-class LTE เพื่อการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น สามเท่า ผ่านการเชื่อมต่อระบบเซลลูลาร์
  • ปลดล็อคด้วย Touch ID บนปุ่มโฮม สะดวกและปลอดภัย
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
  • การถ่ายวิดีโอแบบ HD 1080 ที่ 30fps ซูมวิดีโอได้ 3 เท่า
  • ระบบเสียง 2 ลำโพงด้านล่างตัวเครื่อง
  • เชื่อมต่อแบบ Lightning และเชื่อมต่อกับ Smart Keyboard ด้วย Smart Connector
  • มาพร้อม 2 ความจุ ได้แก่ 32GB และ 128GB
  • มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีสเปซเกรย์ สีเงิน และสีทอง
  • iPad รุ่น 6 เลิกขายใน Apple Store Online แล้วหลังจากเปิดตัว iPad Gen 7 รุ่นใหม่
S 2334828

ใช้ชิปประมวลผล A10 Fusion เร็วขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า รองรับการทำงานร่วมกับ iPadOS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Lcimg Fee28af9 9327 4693 A33a E08582c2d88b

ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% มาพร้อมกล้องหลัง 8MP และมีรุ่น Cellular ด้วย รองรับการชาร์จแบบ Lightning

S 2334850
S 2334859

ความจุและราคา

รุ่น Wi-Fi

  • ความจุ 32 GB ราคา 10,900 บาท
  • ความจุ 128 GB ราคา 13,900 บาท

รุ่น Wi-Fi + Cellular

  • ความจุ 32 GB ราคา 15,400 บาท
  • ความจุ 128 GB ราคา 18,400 บาท

วันที่เปิดตัวและวันที่เปิดขาย

  • วันเปิดตัว : 10 กันยายน 2019
  • วันเปิด Pre-Order (กลุ่มประเทศแรก) : รออัปเดต
  • วันเปิดขาย (กลุ่มประเทศแรก) : 30 กันยายน 2019
  • วันเปิดขายในไทย : รออัปเดต

ที่มา iMod Engadget

ขาโหด วิเคราะห์ 3 เหตุผลว่าทำไม iPhone11 ราคาลดลง

 “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” เจ้าของฉายา “นักการตลาดขาโหด”  นักการตลาดชื่อดัง ตอบคำถามที่หลายคนค้างคาใจ “ราคา iPhone11 เรทนี้ควรซื้อหรือไม่ ?”  และ “วิเคราะห์เจาะลึกเข้าใจง่ายกับ เหตุผลที่ iPhone ราคาถูกปรับลดลง ?”

———–
ราคา iPhone11 เบื้องต้น

iPhone 11 

64GB – 24,900 บาท (ถูกกว่า iPhone XR ตอนเปิดตัวที่ 29,900 บาท)
128GB – 26,900 บาท
256GB – 30,900 บาท

iPhone 11 Pro
64GB – 35,900 บาท (ถูกกว่า iPhone XS ตอนเปิดตัวที่ 39,900 บาท)
256GB – 41,900 บาท
512GB – 48,900 บาท

iPhone 11 Pro Max
64GB – 39,900 บาท (ถูกกว่า iPhone XS Max ตอนเปิดตัวที่ 43,900 บาท)
256GB – 45,900 บาท
512GB – 52,900 บาท

โดยมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 20 ก.ย.นี้ และคาดว่าจะมีการเปิดขายในไทยอย่างเป็นทางการประมาณปลายเดือน ต.ค. นี้

ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

เหตุผลที่ iPhone ราคาถูกลง

ธันยวัชร์ วิเคราะห์จากความเป็นจริงว่า ที่ผ่านมา ถึงแอปเปิลจะปรับราคาขาย iPhone แพงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบางรุ่นนั้นก็ยังราคาพุ่งสูงถึง 5 หมื่นกว่าบาท แต่ก็ยังสามารถขายตาย ถึงจะไม่มากเท่าเดิมนัก จนมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่แอปเปิลปรับราคาสูงมากจนเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพและแบรนด์อื่น ๆ จึงทำให้ยอดขายตก

และนี่ก็คือ เหตุผลของ นักการตลาดขาโหด ที่ทำให้แอปเปิลตัดสินใจปรับราคาของ iPhone 11 ลง  โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ 

1.ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะมีราคาที่ตั้งเอาไว้ในใจอยู่แล้ว เช่น ไม่เกิน 3 หมื่นต้นๆ

2.สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ มีราคาถูกกว่า และสเปกสูงกว่า จึงเป็นเหตุให้ผู้บริโภคหันไปใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ แทน iPhone

“โดยเฉพาะจีน ยอดขายตกมาก จนต้องทำแคมเปญลดราคาขายลงมา และยังมีโปรโมชั่นให้ผ่อนได้นานถึง 36 เดือน ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นก็ขายไม่ได้ ในประเทศไทยก็ขายไม่ได้”

3.เศรษฐกิจแย่ทั้งโลก คนจะไม่ซื้อสินค้าที่ดู overpriced (ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง) สุดท้าย แอปเปิลได้เล็งเห็นถึงปัญหา และพาตัวเองกลับมาอยู่ในความเป็นจริง

“ซึ่งความเป็นจริงนั้นคือ ราคาไม่ควรจะเกิน 3 หมื่นกว่าบาท ในขณะที่การเปิดตัว iPhone ครั้งก่อน รุ่นที่มีราคาถูกที่สุดนั้น ก็เริ่มต้นที่ 3 หมื่นกว่าบาทเข้าไปแล้ว กลายเป็นว่า คนที่ซื้อ iPhone ดูไม่ฉลาด เพราะสเปกไม่แรง แต่ราคาแพง นี่แหละครับ ที่ทำให้เขากลับมาอยู่ในสภาพความเป็นจริง” ธันยวัชร์ วิเคราะห์ตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า การปรับราคาลงของแอปเปิล จะส่งผลให้ยอดขาย iPhone รุ่นล่าสุดเป็นอย่างไร? ธันยวัชร์ ให้ความเห็นว่า “ผมว่าดีขึ้น” พร้อมให้เหตุผลว่า “เพราะว่า บางคนที่ใช้รุ่นเก่าๆ อยู่ เช่น iPhone 6s, phone 6s Plus ได้เวลาเปลี่ยนแล้ว และราคากลับมาอยู่ในระดับที่ผู้บริโภครับได้”

แอปเปิล ปรับราคา iPhone ลง ส่งผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์ ?

ธันยวัชร์ ให้เหตุผลว่า “iPhone คิดว่าตัวเองเป็น Luxury brand(แบรนด์หรูหรา) แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ใช่ เพราะ Luxury brand จะไม่ผลิตสินค้าออกมามากมายแบบนี้ แต่ Luxury brand เขาจะผลิตน้อย”

“iPhone ผลิตเป็นล้านเครื่อง จึงไม่สามารถปรับขึ้นราคาจนเกินกว่าคุณค่าของสินค้าได้ และผมคิดว่า นี่จะกลับไปสู่ความจริงที่ iPhone ควรจะเป็น”

ทาง ธันยวัชร์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “การที่เขาเล่นดึงราคาสูงเกินความเป็นจริงที่ผ่านมาเนี่ยแหละ ที่ทำให้แอปเปิล ภาพลักษณ์ไม่ดี

เหตุผลที่คนใช้ iPhone มักไม่ย้ายไปแบรนด์อื่น

“นอกจากนี้ การใช้ iPhone ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน และเป็นเครื่องแสดงสถานะของผู้ใช้ iPhone ได้อีกด้วย”

ส่วนเหตุผลที่คนใช้ iPhone มักไม่ย้ายไปใช้แบรนด์อื่นนั้น ธันยวัชร์ วิเคราะห์จากประสบการณ์ว่า “ผมวิเคราะห์ว่า คนที่ใช้ iPhone มักจะใช้สินค้าประเภทอื่นๆ ของแอปเปิลด้วย เช่น iPad, Apple Watch ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ง่ายมาก และเหมือนล็อกผู้ใช้ให้รู้สึกจำเป็นที่จะต้องใช้ iPhone ต่อไป และถ้าตัดสินใจย้ายก็อาจก่อให้เกิด Switching Cost (ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าขาประจำ)”

“ขณะที่ ตามสถิติแล้วนั้น คนที่ใช้ Android มีแนวโน้มที่จะย้ายไปใช้ iPhone ยากกว่า คนใช้ iPhone ย้ายไปใช้ Android อันเนื่องมาจากผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกว่า ใช้ iPhone แล้วไม่คุ้มค่า เพราะจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า เมื่อครั้งที่ สตีฟ จ็อบส์ ยังอยู่ แอปเปิลจะเน้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึก ว้าว แต่ขณะที่ ทิม คุก จะเน้นความคุ้มค่าในแง่ธุรกิจ เพราะฉะนั้น ในยุคทิม คุก จึงไม่มีความแตกต่าง และกลายเป็นผู้ตาม เช่น แบรนด์อื่นมีกล้อง 3 ตัวไปนานแล้ว แต่ iPhone เพิ่งมี” ธันยวัชร์ บอกเล่าถึงความตลกร้าย

iPhone11 ราคาเรทนี้ควรซื้อหรือไม่?

“ผมคิดว่า ถ้าใครที่กำลังคิดจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือ ผมถือว่า iPhone 11 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะด้วยกล้องที่พัฒนาขึ้น และการปรับราคาของ iPhone ครั้งนี้ ก็ดูไม่ overpricing(ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง) จนเกินไป” ธันยวัชร์ ทิ้งท้าย.

ที่มา ไทยรัฐ

iPhone11 กับการทดสอบฟีเจอร์ตัวใหม่ Deep Fusion

iPhone11

ฟีเจอร์กล้องใหม่ Deep fusion สร้างขึ้นมาเพื่อ  iPhone11, iPhone11 Pro และ iPhone11 Pro Max โดย ตอนนี้ก็ถูกเปิดให้ใช้งาน รุ่นทดสอบปกติ และ รุ่นทดสอบสำหรับคนทั่วไปแล้วใน iOS 13.2

Apple เปิดตัว iPhone 11 , iPhone11 Pro และ iPhone 11 Pro Max สมาร์ตโฟนเรือธงของบริษัท จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การพัฒนากล้องเป็นสามตัว ยังนูนเหมือนเดิม (แต่ดูจากรูปเหมือนจะน้อยลง) ว่าแต่กล้องสามตัวของ iPhone 11 Pro จะมีอะไรใหม่ หรือมีอะไรที่ชาวบ้านเค้ามีกันมานานแล้วบ้าง มาดูกันครับ

ในเดือน กันยายนที่ผ่านมา ทาง Apple ได้แนะนำฟีเจอร์ใหม่ Deep Fusion บนเวทีเปิดตัว iPhone 11 series  ซึ่ง Apple ได้อธิบายว่า Deep Fusion คือระบบการประมวลผลภาพใหม่ที่ Neural Engine ของ A13 Bionic จะนำมาใช้ โดย Deep Fusion จะใช้การเรียนรู้ของระบบที่ล้ำสมัยเพื่อทำการประมวลผลภาพแบบพิกเซลต่อพิกเซล เพื่อการแสดงพื้นผิว รายละเอียด และควบคุมจุดรบกวนในทุกส่วนของภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยปกติแล้ว ค่าอัตโนมัติของ iPhone 11 ทั้งสามรุ่นคือ Smart HDR ที่มีการถ่ายภาพก่อนและหลังแล้วนำมาผ่านการ Process รวมกันเป็นภาพเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Dynamic range และรายละเอียดต่าง ๆ ภายในรูปภาพ และหากเป็นสถานที่แสงน้อยก็จะถูกเปลี่ยนเป็น Night mode เพื่อให้ภาพในที่แสงน้อยดูสว่างยิ่งขึ้น แต่สำหรับ Deep Fusion นั้นจะแตกต่างออกไป

ทุกครั้งที่คุณถ่ายภาพในที่แสงระดับปานกลาง ไปจนถึงน้อยเช่นในอาคาร หรือหากมีการใช้งานเลนส์ซูมหรือ Telephoto ระบบจะเปลี่ยนโหมดอัตโนมัติ เพื่อลดสิ่งรบกวนในภาพ รวมถึงปรับรายละเอียดของภาพใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อแตกต่างระหว่าง Smart HDR และ Deep Fusion คือฟีเจอร์ใหม่นี้มีการทำงานในระดับพิกเซลเลยทีเดียว

มาว่ากันด้วยหลักการของ Deep Fusion อีกครั้ง iPhone จะถ่ายภาพทั้งหมด 9 ภาพ โดยมีภาพหลัก long exposure 1 ภาพ + 4 ภาพก่อนชัตเตอร์ + 4 ภาพหลังชัตเตอร์ แล้วนำมารวมกันเพื่อให้ภาพที่ได้รายละเอียดที่ดีที่สุด และนี่คือภาพตัวอย่างของ Deep Fusion จากผู้ใช้งานที่ได้อัปเดตเครื่องแล้ว

Deep Fusion ไม่ใช่โหมดถ่ายภาพที่สามารถเปิดใช้งานได้ตามต้องการในแอพกล้อง แต่เป็นระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และจะมีประสิทธิภาพเมื่อถ่ายภาพในสภาพแสงปานกลางจนถึงแสงน้อย

iPhone11

The Verge อธิบายว่า Deep Fusion จะเริ่มบันทึกภาพ 3 เฟรมด้วยความเร็วสูง หลังจากแตะปุ่มชัตเตอร์ลงไป หลังจากนั้น จะจับภาพอีก 3 เฟรม โดยเปิดรับแสงยาวนานขึ้น เพื่อเก็บรายละเอียด จากนั้นรูปภาพทั้งหมดจะถูกนำมาประมวลผลถึง 4 ขั้นตอน เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีรายละเอียดสมบูรณ์แบบที่สุด

deep fusion

จริง ๆ ภาพธรรมดาก็เห็นความแตกต่างระหว่าง Smart HDR และ Deep Fusion ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ทีนี้ลองซูมเข้าไปอีกหน่อย เห็นยันรูขุมขนและริ้วรอยเลยทีเดียวครับ

Deep Fusion ฟีเจอร์ใหม่ในกล้อง iPhone 11 Pro
Deep Fusion ฟีเจอร์ใหม่ในกล้อง iPhone 11 Pro

ฟังก์ชั่น Deep Fusion ที่ทำงานภายใต้ระบบอย่าง Machine Learning ของ Apple A13 เพราะฉะนั้น iPhone รุ่นเก่ากว่านี้น่าจะหมดสิทธิ์ได้ใช้งานเจ้า Deep Fusion ตัวนี้ล่ะครับ แต่บอกได้คำเดียวว่าของเขาเจ๋งจริง

อันที่จริงส่วนใหญ่ฟีเจอร์กล้องของ iPhone 11 Pro ชาวบ้านก็ทำกันมาหมดแล้ว ยกเว้น Deep Fusion ที่ดูเหมือนจะเป็นฟีเจอร์แปลกใหม่ที่สุดในตลาดเลยล่ะ

อ้างอิง – flashfly  Beartai TheVerge